โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์คือผู้ผดุงสันติ? บทบาทผู้นำสหรัฐฯ ในอิหร่านที่อาจวางแผนล่วงหน้า

Amarin TV

เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 03.23 น.
ทรัมป์เคยส่งคำเตือนถึงอิหร่าน ที่ขณะนั้นอาจไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้คำเตือนกลายเป็นจริง เป็นที่น่าสงสัยว่า ทรัมป์อาจรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

หากเราหมุนเข็มนาฬิกาย้อนเวลาไปราวหนึ่งเดือนก่อน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ก็คงจะได้ฟังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเวทีในการประชุมการลงทุนที่ซาอุดีอาระเบีย และกล่าวคำเตือนต่ออิหร่านเอาไว้ แต่โลกไม่ต้องรอนานก็เห็นว่า คำเตือนกลายเป็นจริงในเวลาอันรวดเร็ว

คำเตือนของทรัมป์นั้นกล่าวว่า “เราจะไม่มีวันยอมให้อเมริกาและพันธมิตรของเราถูกคุกคามด้วยการก่อการร้ายหรือการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ […] ตอนนี้เป็นเวลาที่พวกเขาต้องเลือก ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ เราไม่มีเวลารอมากนัก ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

แม้ขณะนั้นจะไม่มีใครใคร่สนใจคำแถลงของทรัมป์มากนัก แต่เมื่อขณะนี้คำแถลงกำลังกลายเป็นจริง ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า เบื้องหลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจรู้แล้วหรือไม่ว่าจะเกิดการโจมตีต่ออิหร่านในเร็วๆ นี้ และอาจไม่มีอะไรมากนักที่เขาจะทำเพื่อหยุดยั้งได้ ข้อมูลนี้มาจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองรายต่อสำนักข่าว Reuters

ภายในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม (ช่วงเวลาใกล้เคียงกับคำเตือนนั้นเอง) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เริ่มจัดทำแผนฉุกเฉินอย่างละเอียดเพื่อช่วยเหลืออิสราเอล หากอิสราเอลตัดสินใจลงมือโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านตามที่ต้องการมานาน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า อาวุธหลายพันชิ้นถูกลำเลียงออกจากยูเครน พื้นที่กำลังอยู่ในภาวะสงคราม และเบนเข็มไปยังตะวันออกกลางแทน เพื่อเตรียมรับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น แหล่งข่าวจากชาติตะวันตกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และแหล่งข่าวจากยูเครนกล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานนี้

อาจเตรียมการมายาวนานและเป็นความลับ

จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลเมื่อสัปดาห์ก่อน เนื้อหาล้วนเกี่ยวกับการที่ทรัมป์ตัดสินใจสนับสนุนปฏิบัติการทิ้งระเบิดของอิสราเอล และยังมีข้อมูลลักษณะเดียวกันจากนักการทูตต่างชาติและผู้ใกล้ชิดกับทรัมป์อีกด้วย โดยส่วนใหญ่ให้สัมภาษณ์โดยไม่เปิดเผยชื่อเพื่อพูดถึงการหารือภายใน

สำนักข่าว Reuters วิเคราะห์ว่า ภาพที่เห็นได้คือ “กระบวนการที่เตรียมการอย่างยาวนานและเป็นความลับ และประธานาธิบดีผู้ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์นั้นรู้สึกลังเลระหว่างการใช้วิธีทางการทูตกับการสนับสนุนการใช้กำลังทางทหาร และท้ายที่สุดก็ถูกโน้มน้าวบางส่วนโดยพันธมิตรที่เขาไม่ได้ควบคุมโดยสมบูรณ์”

แม้ว่าทรัมป์จะพยายามวางตัวเองในฐานะผู้นำที่ต้องการสันติ โดยได้ส่งทูตประจำตะวันออกกลางอย่างสตีฟ วิทคอฟฟ์ ไปยังภูมิภาคหลายครั้งเพื่อพยายามผลักดันข้อตกลงทางการทูต แต่เขาก็มีพันธมิตรทางการเมืองคนสนิทหลายรายที่กดดันให้เขาสนับสนุนอิสราเอลในการโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

และข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ ยังชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อิสราเอลจะลงมือโจมตีโดยลำพัง แม้ทรัมป์อาจต้องการรอ ตามการระบุของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองราย

อย่างไรก็ตาม ไม่ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หรือพันธมิตรสายเหยี่ยวของทรัมป์จะสามารถโน้มน้าวเขาให้ “ตอบตกลง” กับแผนของอิสราเอลได้หรือไม่ แต่ในช่วงก่อนการโจมตีไม่กี่วัน ทรัมป์ก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน

ด้วยท่าทีดังกล่าว ตามความเห็นของผู้ที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ ช่วยผลักดันให้อิสราเอลตัดสินใจลงมือ

7 วันหลังจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มขึ้น ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก อ่านทางเลือกของทรัมป์ได้ที่นี่ [linkบทความเก่า]

อารอน เดวิด มิลเลอร์ นักการทูตมากประสบการณ์ผู้เคยให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หกรายเกี่ยวกับนโยบายตะวันออกกลางกล่าวว่า

เขาอาจพยายามกลับไปใช้แนวทางทางการทูตกับอิหร่าน ปล่อยให้อิหร่านกับอิสราเอล “สู้กันไป” หรือเข้าร่วมสงครามด้วยการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมฟอร์โดว์ที่ฝังลึก ทางเลือกซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่อาจคาดเดาได้ในภูมิภาค

“เขาปล่อยให้ (อิสราเอลโจมตี) เกิดขึ้น” มิลเลอร์กล่าว “เขาขึ้นขี่เสือแล้ว และตอนนี้ก็กำลังขี่อยู่”

ทั้งทำเนียบขาว สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอล และคณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติ ต่างไม่ตอบคำขอแสดงความคิดเห็น

ส่วนเตหะรานยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์ของตนนั้นมีจุดประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น ซึ่งสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม หากเราย้อนเวลากลับไปอีก เมื่อวันที่ 17 เมษายน มีการประชุมลับระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของซาอุดีอาระเบียและประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน

โดยรัฐมนตรีซาอุฯ ส่งสารว่า: “จงรับข้อเสนอเจรจาของทรัมป์อย่างจริงจัง เพราะนี่เป็นทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามกับอิสราเอล” ข้อความซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าส่งในนามของสหรัฐฯ หรือไม่ หรือส่งผลต่อผู้นำอิหร่านหรือเปล่า

แต่ขณะนั้นสถานการณ์ก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นแล้ว ขณะนั้นผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ หารือกันถึงข่าวเชิงลึกเกี่ยวกับการสะสมขีปนาวุธของอิหร่าน โครงการนิวเคลียร์ และมาตรการที่อาจจำเป็นต้องใช้เพื่อป้องกันกองทหารสหรัฐฯ

รวมถึงการส่งอาวุธให้กับอิสราเอลซึ่งเหมาะสำหรับสงครามทางอากาศกับอิหร่าน และการเบนขีปนาวุธที่ควรจะส่งไปยูเครนมาให้อิสราเอลแทน

อย่างไรก็ตาม มีแหล่งข่าวใกล้ชิดกล่าวว่า ทรัมป์ยืนคนละทางในประเด็นอิหร่านมาตั้งแต่ต้น และแนวทาง “Make America Great Again” ของทรัมป์เป็นการตอบโต้กับสงครามต่างประเทศที่กินเวลายาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งคร่าชีวิตชาวอเมริกันหลายพันคนโดยแทบไม่สร้างผลประโยชน์ให้ประเทศ

Reuters วิเคราะห์ว่า สิ่งที่ทำให้ทรัมป์ผู้ภูมิใจกับบทบาทการรักษาสันติภาพเปลี่ยนมาใช้แนวทางความรุนแรง คือการเจรจาทางการทูตที่ไร้ความคืบหน้า การผลักดันจากฝั่งอิสราเอล และคำร้องจากพันธมิตรสายเหยี่ยว
Reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...