โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์ลงนามร่างกฎหมายสำคัญในวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ

ไทยโพสต์

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 08.48 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 01.33 น.

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายฉบับสำคัญ ปิดท้ายพิธีวันประกาศอิสรภาพของทำเนียบขาวที่เต็มไปด้วยความอลังการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ (นั่งกลาง) อวดร่างกฎหมายสำคัญที่เขาลงนาม ในพิธีวันประกาศอิสรภาพที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม (Photo by Brendan SMIALOWSKI / POOL / AFP)

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม 2568 กล่าวว่า ในการปิดท้ายพิธีวันประกาศอิสรภาพสหรัฐฯของทำเนียบขาวที่เต็มไปด้วยความหรูหราเอิกเกริก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนามประกาศกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายฉบับสำคัญ พร้อมประกาศชัยชนะ

"อเมริกากำลังชนะ ชนะ และชนะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน" ทรัมป์กล่าวในพิธีลงนามในร่างกฎหมายที่เรียกว่า "One Big Beautiful Bill" โดยมีสมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันเข้าร่วมด้วย

พรรคฯได้ร่วมลงมติและผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านสภาคองเกรสอย่างทุลักทุเลเมื่อสองวันก่อน ซึ่งทันเวลาที่ทรัมป์จะลงนามในร่างกฎหมายดังกล่าวตามที่เขาหวังไว้ในวันหยุด 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 249 ของสหรัฐอเมริกา

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 สองลำซึ่งเป็นเครื่องบินประเภทเดียวกับที่โจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อไม่นานนี้ได้บินผ่านทำเนียบขาวในช่วงเริ่มต้นพิธี โดยมีเครื่องบินขับไล่ F-35 และ F-22 บินมาด้วย

นักบินที่โจมตีอิหร่านเป็นหนึ่งในผู้ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานที่ทำเนียบขาว

การผ่านร่างกฎหมายที่ไม่เป็นที่นิยมนี้ถือเป็นการปิดฉากชัยชนะครั้งสำคัญสองสัปดาห์ของทรัมป์ รวมถึงการหยุดยิงระหว่างอิหร่านและอิสราเอล

ทรัมป์เป็นนักแสดงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเขาได้นำชัยชนะต่างๆ ของเขามาผสมผสานกันเป็นการแสดงทางการเมืองในพิธีเฉลิมฉลอง 249 ปีแห่งเอกราชจากอังกฤษ

ร่างกฎหมายขนาดใหญ่ฉบับนี้เป็นการยกย่องคำมั่นสัญญาในการหาเสียงของทรัมป์หลายประการ เช่น การขยายเวลาลดหย่อนภาษี (ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก), เพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหาร และจัดสรรเงินทุนใหม่จำนวนมหาศาลสำหรับความพยายามขับไล่ผู้อพยพของทรัมป์

ทรัมป์มองข้ามความกังวลอย่างลึกซึ้งจากพรรคของเขาเองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำลายการสนับสนุนด้านสุขภาพและสวัสดิการ

ทรัมป์กล่าวโดยมีเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอยู่เคียงข้างว่า "เป็นการลดการใช้จ่ายครั้งใหญ่ที่สุด แต่พวกคุณกลับไม่สังเกตเห็นด้วยซ้ำ"

ทรัมป์ผลักดันให้ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ แม้จะมีความไม่แน่ใจอย่างลึกซึ้งในพรรครีพับลิกัน และมีการคัดค้านอย่างเปิดเผยจากอีลอน มัสก์ อดีตพันธมิตรมหาเศรษฐีของเขา

อีลอน มัสก์เป็นหนึ่งในผู้วิพากษ์วิจารณ์ที่ดังที่สุด และเขาได้ให้คำมั่นว่าจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อต่อต้านพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตและผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากแสดงความกังวลว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้การสนับสนุนด้านสุขภาพและสวัสดิการลดลง

ร่างกฎหมายดังกล่าวสามารถผ่านมติขั้นสุดท้ายในสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง 218 ต่อ 214 หลังจากที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาฯจากพรรครีพับลิกันทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อรวบรวมคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกลุ่มสุดท้าย และทรัมป์เองได้กล่าวขอบคุณจอห์นสันในงานที่ทำเนียบขาว

ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นฉบับล่าสุดในบรรดาชุดชัยชนะครั้งใหญ่ของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการตัดสินของศาลฎีกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ห้ามไม่ให้ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางเพียงคนเดียวขัดขวางนโยบายของเขา และข้อตกลงของนาโตที่จะเพิ่มการใช้จ่าย

แต่คาดว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้เงินขาดดุลของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปี

ในเวลาเดียวกัน ร่างกฎหมายดังกล่าวจะลดขนาดโครงการช่วยเหลือด้านอาหารของรัฐบาลกลางและบังคับให้มีการตัดลดโครงการประกันสุขภาพเมดิเคดสำหรับชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการเปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1960

จากการประเมินบางส่วน ประชาชนมากถึง 17 ล้านคนอาจสูญเสียความคุ้มครองประกันสุขภาพภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว โดยคาดว่าจะทำให้โรงพยาบาลในชนบทหลายแห่งต้องปิดตัวลง

ขณะที่พรรคเดโมแครตหวังว่ากระแสคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าวของประชาชนส่วนใหญ่ จะช่วยให้พรรคฯพลิกกลับชัยชนะในสภาผู้แทนราษฎรได้ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 โดยพร้อมแจกแจงข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวสะท้อนถึงการกระจายความมั่งคั่งครั้งใหญ่จากชาวอเมริกันที่ยากจนที่สุดไปยังคนรวยที่สุด.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...