โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่งออกครึ่งหลังทรุดผู้นำเข้าสหรัฐอ่วม รับภาษี36%ไม่ไหว

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 06.28 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 00.30 น.

การค้าระหว่างประเทศของไทยครึ่งแรกปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 166,851 ล้านดอลลาร์ขยายตัว 15.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 166,914.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.6% ดุลการค้าขาดดุล 62.2 ล้านดอลลาร์และถ้าหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำและยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 14.2%

ปัจจัยสนับสนุนการช่วงครึ่งแรกของปี เดือน มิ.ย.2568 ขยายตัวมาจากการชะลอการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐ ซึ่งทำให้ผู้นำเข้าสหรัฐเร่งนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้น เพื่อปิดความเสี่ยง โดยเฉพาะเส้นตายที่สหรัฐผ่อนผันการจัดเก็บภาษีตอบโต้ที่จะมีผลวันที่ 1 ส.ค.2568

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า การส่งออกครึ่งปีแรกที่ขยายตัวสูงถึง 15% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังอาจหดตัวลงอย่างมาก ทำให้ภาพรวมปี 2568 อาจติดลบหรือใกล้ศูนย์ แม้ช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโตได้ดี

สำหรับการเติบโตของการส่งออกครึ่งปีแรกอาจเป็นผลจาก “แรงเร่ง” ก่อนมาตรการกีดกันใหม่ หากอัตราภาษีสหรัฐมีผลเต็มรูปแบบครึ่งปีหลัง และค่าเงินบาทยังแข็ง การส่งออกอาจชะลอตัว ดังนั้น ไทยควรเร่งกระจายตลาดไปยังเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ และประเทศที่ยังมี GDP เติบโตดี

ทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีหลังอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐอาจเป็นข้อปัจจัยกดดันรุนแรงต่อการส่งออกของไทย รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง แม้ตลาดบางส่วนฟื้นตัวแล้ว แต่ภาพรวมยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยสูง หนี้ภาคครัวเรือน และการชะลอตัวของทั้งในจีนและยุโรป

อีกทั้งยังมีความผันผวนและการแข็งค่าของเงินบาท ที่ส่งผลกระทบต้นทุนสินค้าไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีค่าเงินอ่อนกว่า โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ที่แข่งขันด้านราคา

ปัจจัยบวกครึ่งปีหลัง มาจากการได้รับปัจจัยสนับสนุนชั่วคราว จากการเร่งส่งออกล่วงหน้าระยะสั้น ช่วงที่ยังไม่มีความแน่นอนในรายละเอียดของอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

รวมถึงแรงส่งต่อเนื่องจากการส่งออกกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจบางประเทศ ทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น และการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสำคัญ เช่น ผลไม้ มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย จากการคำสั่งซื้อที่มั่นคง โดยเฉพาะในตลาดจีนและตะวันออกกลาง

แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะอ่อนตัวลง แต่บางประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม รวมถึงตะวันออกกลางยังคงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดี อาจเป็นโอกาสขยายตลาดส่งออกทดแทนตลาดสหรัฐ

ภาษี 36%สินค้าอาหารแข่งขันไม่ได้

นายเจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การส่งออกอาหารช่วงครึ่งหลังปี 2568 น่ากังวลหลังมีการส่งสัญญาณภาษีนำเข้าสหรัฐ ซึ่งอาจกระทบอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถแข่งขัน

ทั้งนี้ เดือน ก.ค.2568 ยอดจองเรือเพื่อขนส่งสินค้าไปสหรัฐลดลงถึง 30% สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เริ่มปรากฏแล้ว ซึ่งยอดส่งออกไปสหรัฐจะลดลงต่อเนื่องตั้งแต่นี้เป็นต้นไปและกระทบไปยังปี 2569

ปี 2567 ไทยส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมูลค่า 1.65 ล้านล้านบาท เป็นการส่งออกไปสหรัฐ 1.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 10% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารโดยรวม อยู่ในอันดับ 4 ของการส่งออกของประเทศ รองจากคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับสินค้าอาหารที่ส่งออกไปสหรัฐมีหลากหลายกลุ่ม เช่น อาหารทะเลกระป๋อง (กุ้ง, ทูน่า), อาหารทะเลแช่แข็ง, ผักผลไม้แช่แข็งและกระป๋อง, อาหารสัตว์เลี้ยง, ข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วนการส่งออกอาหารไทยไปสหรัฐ, เครื่องปรุงรส, เครื่องแกง, ซอสปรุงรส เช่น ซอสศรีราชาและซอสน้ำจิ้มไก่, เครื่องเทศ, ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว กะทิ และเครื่องดื่มต่าง ๆ

ดังนั้น หากไทยต้องเจอภาษีนำเข้า 36% จะทำให้การแข่งขันเป็นไปได้ยากมาก เสี่ยงให้ยอดส่งออก 10% หายไปด้วย

“อุตสาหกรรมอาหารไทยมีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สูงถึง 80-100% จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการสวมสิทธิ์สินค้า และที่ผ่านมายังไม่เคยมีประเด็นเรื่องการสวมสิทธิ์ แต่ในอนาคตจะต้องเฝ้าระวัง”

ผู้นำเข้าสหรัฐรับไม่ไหวภาษี36%

นอกจากนี้ หากไทยได้อัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศได้ประกาศอัตราภาษีเรียบร้อยแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ ผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐส่งสัญญาณมาแล้วว่าหากไทยโดนเก็บภาษี 36% คงซื้อไม่ไหว จะขึ้นราคาขนาดนั้นคงไม่ได้ และไทยเองก็ขายไม่ไหวเพราะกำไรไม่สูงเฉลี่ยที่ 5% เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าที่เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งหากไทยต้องเจอ 36% จะเสียเปรียบอย่างมหาศาล

ห่วงซัพพลายเชนในประเทศ

รวมทั้งหากไทยยังโดยเก็บภาษีสูง ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังพอปรับตัวได้ด้วยการลดกำลังผลิตและมองหาตลาดใหม่ เช่น จีน ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่การหาตลาดใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี

กลับกันผู้ประกอบการรายเล็ก จะได้รับผลกระทบอย่างหนักและอาจปิดกิจการลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมอาหารไทยจากจำนวนโรงงานหลัก 1 แสนโรงงาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ไปจนถึงผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และขนส่ง เกี่ยวข้องกับคนงานร่วม 2-3 ล้านคน และอาจทำให้ จีดีพี ของประเทศเติบโตช้าลง

“หากเปอร์เซ็นต์ภาษีต่างขนาดนี้ ก็ไม่มีใครรับได้ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพก็อาจพิจารณาไปลงทุนในต่างประเทศแทน ซึ่งจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีในการย้ายฐานการผลิต ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณามาตรการเยียวยาภาคอุตสาหกรรมให้ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง โดยมองว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปการส่งออกจะยังคงกระทบในวงกว้างไปยังปีหน้า”

อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ยังคงเชื่อว่าอุตสาหกรรมอาหารไทยยังคงอยู่ได้แต่ต้องปรับมาก โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศอื่น เช่น ยุโรป แคนาดาและเกาหลีใต้ รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดังนั้น ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอการเจรจา หวังว่าทางเลือกที่ออกมาจะดี

“พาณิชย์”ชี้ส่งออกชะลอตั้งแต่ ก.ค.

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกเดือน ก.ค.2568 ซึ่งเป็นเดือนแรกของช่วงครึ่งปีหลัง จะเห็นสัญญาณชะลอตัวลง แต่ไม่น่าจะติดลบเพราะช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา คู่ค้าเร่งนำเข้า จนทำให้การส่งอกรวมเพิ่มถึง 15%

สำหรับแนวโน้มส่งออกครึ่งหลังปี 2568 ขึ้นกับผลเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐก่อนที่ภาษีต่างตอบแทนจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ส.ค.2568 โดยไทยยื่นข้อเสนอฉบับใหม่ที่เปิดตลาดมากขึ้นให้ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) คาดว่าไทยจะได้อัตราภาษีเหมาะสมและแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกรายอื่นได้

“การส่งออกครึ่งปีหลัง จะชะลอตัวแน่นอน จากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐและเงินบาทที่แข็งค่า แต่ทั้งปีคาดว่าโตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 2-3% โดยช่วง 6 เดือนที่เหลือ ต้องมีมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่าเดือนละ 23,300-23,800 ล้านดอลลาร์” นายพูนพงษ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...