โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โจทย์ใหญ่ผู้ว่าธปท.คนใหม่ ผนึกรัฐบาลฟื้นความเชื่อมั่น

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 02.05 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 09.04 น.

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3เดือนข้างหน้า ลดลงจากระดับ 51.9 มาอยู่ที่ระดับ 49.5 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2568 ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าพบว่า ดัชนีลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52.7 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 28 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตลดลงจาก 61.7 มาอยู่ที่ 60.1 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มมองอนาคตเศรษฐกิจด้วยความไม่มั่นใจมากขึ้น ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในประเทศที่ยังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง การเข้าถึงสินเชื่อที่ลำบาก และภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากการกลับมาระอุของสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิต การส่งออก และการจ้างงานของไทย

นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลุทธ์ทิสโก้(TISCO ESU)เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาพบว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายย่อย(MRR) ปรับลดลงมาแค่หนึ่งของดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงแล้วรวม 0.75% ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยของลูกค้ารายย่อยไม่ได้ปรับลดลงมาก

นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลุทธ์ทิสโก้(TISCO ESU)

ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนตัวมองว่า เกิดจากธปท.ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ยนโยบายในวันข้างหน้าว่า จะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาธปท.มักจะบอกว่า ดอกเบี้ยนโยบายยังเป็นการปรับสมดุล ไม่ใช่เข้าสู่วัฎจักรของการลดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยขาลง

“ธปท.มักจะแทงกั๊กบอกว่า ดอกเบี้ยนโยบายยังเป็นการปรับสมดุล ยังไม่ใช่เข้าสู่วัฎจักรดอกเบี้ยขาลง/ลดดอกเบี้ย ทำให้สถาบันการเงินไม่แน่ใจว่า จะลดดดอกเบี้ยในวันข้างหน้าอย่างไร ดังนั้นสถาบันการเงินจึงกั๊กที่จะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้าด้วย”

ดังนั้นปัญหาที่ 1 ที่ผู้ว่าธปท.คนใหม่จะต้องพยายามเข้ามาดูแลคือ การส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยนโยบายให้ชัดหรือให้มีฉากทัศน์ที่ชัดเจน เช่น การสื่อสาร/บอกว่า เป็นวงจรของการลดดอกเบี้ยแล้ว หรือถ้าเศรษฐกิจเป็นแบบนี้หรือสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนไปมีความเป็นไปได้ที่จะลดดอกเบี้ย

เพื่อให้การส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายแสดงประสิทธิผลได้มากกว่าที่เป็นอยู่มากขึ้น ถ้าส่งสัญญาณได้ชัดแบบนี้ เชื่อว่า น่าจะปรับลดดอกเบี้ย MRR ลงมาในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบายมากขึ้น

“โจทย์ของธปท.คือ ดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นเครื่องมือหลัก ยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก เพราะความกังวลของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ความสามารถในการชำระคืนของลูกหนี้ ซึ่งธปท.ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง/รัฐบาลในการหานโยบายประกันสินเชื่อเพื่อเพิ่มปล่อยสินเชื่อ/เพิ่มสภาพคล่องในระบบ”

ดังนั้นโจทย์ของธปท. นอกจากหาเครื่องมือใหม่แล้ว ยังต้องร่วมมือกับระหว่างรัฐบาลดูความเสี่ยงในการประกันแล้ว และต้องสื่อสารทิศทางดอกเบี้ยให้ชัด เช่น เฟดจะมี Dot Plot /เปิดเผยข้อมูลหรือความเห็นของกรรมการแต่ละท่าน จะทำให้นักลงทุน/ตลาด/นักวิเคราะห์สามารถคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น และจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงินและการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายดีกว่าที่ควรจะเป็น

ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% อยู่ในจุดที่สูงเกินไป ภายใต้ประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ปีนี้คาดว่า จะอยู่ที่ 1.6% ขณะที่เงินเฟ้ออาจจะอยู่แค่ 0.4% รวมกันทำให้ Nominal GDP โต 2.0% ดอกเบี้ยกินไปแล้ว 1.75% ซึ่งแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้คนทำธุรกิจ TISCO ESU มองดอกเบี้ยนโยบายปีนี้จะลดลงเหลือที่ 1.25% ปีหน้ามีโอกาสจะลดดอกเบี้ยได้ต่ออย่างน้อยควรจะเห็นดอกเบี้ยนโยบายต่ำกว่า 1.00%

สาเหตุมาจาก 3ประเด็นหลักคือ

  • เงินเฟ้อของไทย ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อพื้นฐานหรือเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้และปีหน้ายังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธปท. เป็นการเปิดทางให้นโยบายการเงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้นได้แล้ว
  • การเติบโตของเศรษฐกิจปีหน้าคาดไว้ที่ 1.4% แต่ยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก
  • ปัญหาหนี้ครัวเรือน จึงควรลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปต่ำกว่า 1.0% เพื่อจะให้มีสภาพคล่องในประเทศที่หมุนเวียนมากขึ้น และเพื่อลดภาระครัวเรือนที่มีความเปราะบางที่ยังเป็นหนี้มาก แล้วไปดูปีหน้าเศรษฐกิจจะฟื้นหรือไม่

"วันนี้เรายังมองเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าเติบโต 1.6% และ 1.4% กรณีแบบนี้การลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งที่สองเดือนธ.ค.ยังเหมาะสม"

แต่หากสมมติเศรษฐกิจแย่ลง/สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไป เช่น การผ่านงบประมาณติดขัด ปัญหางบประมาณในประเทศ ปัญหาการเมืองในประเทศ และการเจรจาการค้าไม่มีข้อสรุป-โดยยืดเยื้อออกไป กรณีนี้อาจจะเลื่อนการลดดอกเบี้ยนโยบายมาเป็นเดือนต.ค. ซึ่งผู้ว่าธปท.คนใหม่เข้าสู่ตำแหน่งและเข้าที่ประชุมกนง.ครั้งแรก ผู้ว่าคนใหม่จะ Convince ให้กรรมการกนง.คนอื่นเห็นว่า ควรจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายทันทีได้หรือไม่ จริงๆ ยังมีประเด็นความไม่แน่นอนเรื่องการเจรจาภาษีนำเข้าของสหรัฐจะเป็นอย่างไร/ หากต้องใช้เวลาเจรจาเพิ่มเติม เศรษฐกิจไทยก็มีความเสี่ยง

สำหรับปัญหาที่2 ความเสี่ยงเรื่องงบดุลของครัวเรือน ณ วันนี้ คุณภาพสินทรัพย์ของครัวเรือนค่อนข้างด้อยลง สะท้อนความเปราะบางของครัวเรือน ไม่ว่า Stage2 หรือ Stage3 ถ้ารวมกับสินเชื่อที่ปรับโครงสร้างหนี้ด้วยคิดเป็นประมาณ 15%ของของสินเชื่อทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขค่อนข้างมาก จึงเป็นประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์มีความกังวลในการปล่อยสินเชื่อ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนของสินเชื่อ แต่อยู่ที่ความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า แล้วธนาคารต้องมาประคองลูกหนี้

สิ่งเหล่านี้จะกดดันความสามารถในการทำกำไรและส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(NIM)ให้บางลงกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เนื่องจากธนาคารต้องตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น(ECL) และโอกาสที่ลูกหนี้บางส่วนจะไม่สามารถปฎิบัติตามแผนปรับโครงสร้างหนี้

เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและยังมีปัญหาในประเทศและปัญหาจากต่างประเทศ รวมทั้งสงคราม รวมถึงแนวโน้มของการลดดอกเบี้ยนโยบายอีกหลายครั้งต่อจากนี้ ดังนั้นภาพของธนาคารคงจะมีอัตรากำไรทั้งกลุ่มโดยรวมลดลงด้วย

“บทบาทของผู้ว่าธปท.ปัญหาแรกคือ ต้องดูแลเรื่องการสื่อสารทิศทางดอกเบี้ยนโยบายหรือมีฉากทัศน์ให้ชัดเจน และดูแลเรื่องสภาพของหนี้ที่ณ วันนี้สะท้อนความเปราะบางของครัวเรือน ไม่ว่าหนี้ในระบบหรือนอกระบบ โดยต้องแก้ทั้งหนี้ที่ส่งกลิ่นหรือกำลังจะขาดสภาพคล่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาชุดใหม่ไหลมาเป็นหนี้เสียเพิ่ม ขณะเดียวกันต้องบริหารจัดการหนี้เก่าควบคู่กันไป”

ขณะที่ภาครัฐเอง สิ่งที่ต้องทำ 2 เรื่อง คือ

  • ใช้จ่ายทางการคลังให้เน้นโครงการที่มีตัวทวีคูณทางการคลังหรือทางเศรษฐกิจให้มาก (multiplier effect) เพื่อช่วยให้เม็ดเงินที่ลงไปส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวมีประสิทธิภาพมากกว่าการแจกเงิน
  • หาจังหวะรัดเข็มขัด/เก็บรายได้เพิ่มขึ้นช่วยให้รัฐบาลไม่พาหนี้สาธารณะไปสู่เพดานในอัตราที่เร็วจนต้องขยายเพดานหนี้จากอัตรา 70%ของจีดีพี

“ช่วง 2-3ปีนี้ เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากอาจจำเป็นต้องกู้เพื่อชดเชยผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่สำคัญรัฐบาลต้องส่งสัญญาณให้ชัดว่า วัตถุประสงค์ของการใช้เงิน/จะนำเงินกู้ไปทำอะไร โดยมีแผนการใช้เงินและแผนชำระคืนที่ชัดเจนก่อนที่จะกู้หรือระดมเงิน”

หากรัฐบาลไม่มีแผนที่ชัดเจน อาจจะนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับเครดิตของประเทศในระยะถัดไป เนื่องจากที่ผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ได้หั่นแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อประเทศไทยเป็น เชิงลบหรือ Negative มาแล้วจากระดับที่มีเสถียรภาพ

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,118 วันที่ 31 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...