โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โศกศัลย์และหรรษา Asura

The101.world

อัพเดต 12 ก.พ. 2568 เวลา 12.22 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. 2568 เวลา 05.22 น. • The 101 World

ความน่าสนใจเบื้องต้นของซีรีส์ 7 ตอนจบเรื่อง Asura คือเป็นผลงานกำกับ-เขียนบท (ดัดแปลง) โดย ฮิโรคาสึ โคเรเอดะ หนึ่งในคนทำหนังญี่ปุ่นที่มีฝีมือไว้เนื้อเชื่อใจได้ และขึ้นชั้นเป็นผู้กำกับระดับโลกไปเรียบร้อยแล้ว

งานของโคเรเอดะมีสไตล์เฉพาะตัวเด่นชัด เล่าเรื่องด้วยจังหวะเนิบๆ ค่อยเป็นค่อยไป เน้นการแสดงออกแต่น้อย เรียบง่าย และเร้าอารมณ์แต่เพียงเบาบาง มีความประณีตพิถีพิถันมากเท่าๆ กับความลึกและสมจริง ขณะที่เนื้อหาสาระโดยรวมมักจะสะท้อนถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ระหว่างพ่อแม่กับลูก สามีกับภรรยา พี่กับน้อง ได้อย่างซาบซึ้งน่าประทับใจ รวมถึงแง่มุมเกี่ยวกับ ‘ความเป็นไปของชีวิต’ อย่างความแก่ชรา การพลัดพราก ความสูญเสีย และความตาย ได้แบบตกผลึกเข้าใจชีวิต

Asura มีข้อแปลกแตกต่างจากงานก่อนหน้านี้ทั้งหมดของโคเรเอดะอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ เป็นงาน ‘รีเมก’ นำเรื่องเก่า มาเล่าใหม่

ต้นทางของซีรีส์เรื่องนี้ มี 2 ข้อมูล ระบุไว้ไม่ตรงกัน อย่างแรกบอกว่าจุดเริ่มต้นเป็นนิยายชื่อ Ashura no Gotoku (ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Like Asura) ของคุนิโกะ มุโคดะ แล้วต่อมาจึงมีการนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี 1979-1980 และได้คุนิโกะ มุโคดะ มารับหน้าที่เขียนบทดัดแปลงเรื่องเดิมของเธอเอง

อีกแหล่งข้อมูลอธิบายว่าจุดกำเนิดของเรื่องนี้คือ ซีรีส์ปี 1979 เขียนบทโดยคุนิโกะ มุโคดะ หลายปีให้หลังถัดจากนั้น จึงค่อยมีการนำบทละคร มาตีพิมพ์รวมเล่ม

ผมยังตรวจสอบยืนยันได้ไม่แน่ชัด แต่เท่าที่ผ่านตาข้อมูลปลีกย่อยอื่นๆ ประกอบ แนวโน้มความเป็นไปได้ น่าจะเริ่มที่ละครโทรทัศน์ก่อน แล้วจึงค่อยมาเป็นหนังสือในภายหลัง

นามของคุนิโกะ มุโคดะ ควรที่จะแนะนำให้รู้จักกันสักนิดนะครับ เธอเกิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1928 ที่โตเกียว หลังจากเรียนจบ ก็เริ่มทำงานในบริษัททำประชาสัมพันธ์หนัง จากนั้นไม่นานก็ลาออกมาเป็นคนเขียนบทละครโทรทัศน์และละครวิทยุ มีผลงานประสบความสำเร็จมากมาย

นอกเหนือจากงานเขียนบทแล้ว คุนิโกะ มุโคดะยังทำงานเขียนบทความ เรื่องสั้น และนิยาย เกียรติยศสูงสุดคือ ได้รับรางวัลนาโอกิเมื่อปี 1980

1 ปีต่อมา ขณะกำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ในด้านอาชีพการงาน คุนิโกะ มุโคดะก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่ไต้หวัน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 1981 (ในปี 2021 ที่ญี่ปุ่นได้มีการจัดนิทรรศการชื่อ ‘The Wind is Blowing, now’ ตามรอยและรำลึกถึงชีวิตของเธอ เนื่องในวาระเสียชีวิตครบรอบ 40 ปี)

หนังสือผลงานในรูปแบบต่างๆ ของคุนิโกะ มุโคดะ ฉบับภาษาญี่ปุ่นนั้นมีเป็นจำนวนมาก แต่ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว มีเพียงแค่ The Name of the Flower และ The Woman Next Door ซึ่งทั้งสองเล่มเป็นงานรวมเรื่องสั้น ซึ่งได้รับคำวิจารณ์อยู่ในเกณฑ์ดีมากๆ

คุนิโกะ มุโคดะ ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก ว่าถนัดสันทัดในการเล่าเรื่องราวเน้นความสัมพันธ์ของผู้คนในรูปแบบต่างๆ ผ่านเหตุการณ์ธรรมดาในชีวิตประจำวันทั่วไป เป็นเรื่องเล่าเรียบง่าย คมลึก ฉลาดช่างคิด และเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา

ปี 2003 Ashura no Gotoku ได้รับการนำมาสร้างใหม่ เป็นหนังฉายตามโรงในชื่อภาษาอังกฤษว่า Like Asura กำกับโดยโยชิมิตสึ โมริตะ หนังประสบความสำเร็จมากในแง่คำวิจารณ์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Japan Academy Film Prize 13 สาขา คือ ตัดต่อลำดับภาพ, บันทึกเสียง, กำกับศิลป์, จัดแสง, กำกับภาพ, ดนตรีประกอบ, นักแสดงนำชาย, นักแสดงนำหญิง (เข้าชิง 2 คน จึงนับเป็น 2สาขา) หนังยอดเยี่ยม และชนะไป 3 สาขาคือ ผู้กำกับ, บทภาพยนตร์ และนักแสดงสมทบหญิง (เอริ ฟุคัตสึ ในบททาคิโกะ ลูกสาวคนที่สาม)

ผมดู Asura ฉบับของฮิโรคาสึ โคเรเอดะ โดยไม่มีโอกาสดูของเก่าเพื่อเทียบเคียงหาความเหมือนความต่าง แต่จับสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ในฉบับปี 1979 เรื่องราวเหตุการณ์เกิดขึ้นในปัจจุบัน ณ เวลานั้น ขณะที่ฉบับล่าสุดก็ใช้ยุคสมัยเดียวกัน แต่กลายเป็นงานพีเรียดย้อนยุคไปไกลร่วมๆ สี่สิบกว่าปี

ความต่างตรงนี้ สันนิษฐานนึกคะเนต่อไปได้ว่า ผู้ชมในปี 1979 น่าจะดู Asura ด้วยความรู้สึกว่าเรื่องราว ฉากหลัง วิธีคิดและการแสดงออกของตัวละคร น่าจะ ‘สด ใหม่ ทันสมัย’ ขณะที่อรรถรสในฉบับของโคเรเอดะ ทุกสิ่งอย่างดังกล่าวมา สามารถเติมคำว่า ‘แผนโบราณ’ แนบท้ายได้สบายๆ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นแก่นเรื่องของ Asura ก็ยังเป็นสิ่งที่ยืนยงคงทนอยู่เหนือกาลเวลา

เรื่องราวใน Asura เล่าถึงตัวเอกหญิงสาว 4 พี่น้อง จากจุดเริ่มต้นเมื่อทาคิโกะลูกสาวคนที่สาม พบเห็นพ่อของตนเองอยู่กับหญิงอื่น จึงเสาะหาความจริงด้วยการว่าจ้างนักสืบ จนได้ผลลัพธ์และหลักฐานว่าพ่อนอกใจแม่ไปมีหญิงอื่น และอาจจะมีลูกชายด้วยกัน จึงนัดแนะพี่น้องทั้งหมดมาพบปะ เพื่อบอกเล่าความลับสู่กัน

เมื่อได้ฟังคำบอกเล่า พี่น้องแต่ละคนต่างมีปฏิกิริยาท่าทีตอบสนองผิดแผกกันไป สึนาโกะ พี่สาวคนโตมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ไม่กล้าแสดงความเห็นแน่ชัด มาคิโกะ พี่สาวคนรองไม่อยากรับรู้รายละเอียดมากไปกว่านั้น เพราะเกรงว่าข่าวร้ายจะกลายเป็นจริง ทาคิโกะ จริงจังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคิดว่าพวกเธอพี่น้อง ควรจะต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง? ซาคิโกะ น้องคนสุดท้อง คิดว่าปัญหาของพ่อแม่ ลูกๆ ควรจะปล่อยวาง ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวยุ่มย่าม

ท่าทีต่อปัญหาที่แตกต่างกันของ 4 พี่น้อง ค่อยๆ ปรากฏคำอธิบายว่าเป็นเพราะเหตุใด ผ่านการเล่าเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน

พี่ใหญ่ สึนาโกะอยู่ในวัยย่างใกล้จะอายุ 50 เป็นแม่ม่าย สามีเสียชีวิต มีลูกชายโตเป็นหนุ่มแยกไปอยู่ต่างเมือง เธอจึงใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง ทำอาชีพเป็นอาจารย์สอนจัดดอกไม้ และรับจัดดอกไม้ให้ร้านอาหารที่มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นเจ้าของ จนเกิดความสัมพันธ์สวาทกับฝ่ายชาย ต้องลักลอบซ่อนเร้น หลบสายตารู้เห็นของชาวบ้านชาวช่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการคุมเข้มสอดส่องของฝ่ายภรรยา

พี่คนรอง มาคิโกะเป็นแม่บ้านวัย 40 ต้นๆ ทาเคโอะสามีของเธอทำงานบริษัท มีตำแหน่งสูงระดับผู้จัดการ มีลูกชายลูกสาวเติบโตเป็นวัยรุ่น ดูเผินๆ คล้ายจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเปี่ยมสุข แต่ปัญหาซ่อนลึกก็คือมาคิโกะนึกระแวงสงสัย ว่าสามีแอบปันใจไปมีหญิงอื่น ทว่ากลับหวั่นหวาดไม่กล้าสืบเสาะพิสูจน์หาความจริงให้เป็นที่กระจ่าง ขณะเดียวกันก็ไม่อาจปล่อยปละละวางความแคลงใจ

ทาคิโกะ เป็นสาวโสดวัยสามสิบกลางๆ ทำงานเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุด จริงจังเคร่งกฎระเบียบ ปราศจากความยืดหยุ่น ไม่ผ่อนคลาย ตึงเกินเหตุกับทุกเรื่องราว บวกรวมกับความขี้อาย จึงส่อแววแนวโน้มว่าจะเป็นสาวเทื้อขึ้นคาน แต่แล้วการว่าจ้างนักสืบชื่อคัตสึมาตะ ก็ทำให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนม กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เงอะงะ ทุลักทุเล รุดหน้าสลับหยุดชะงักอยู่เนืองๆ

น้องคนสุดท้อง ซาคิโกะ เป็นสาวสวย ก้าวหน้าทันสมัย รักอิสระ เลือกเส้นทางชีวิตในแบบที่ตนเองปรารถนา โดยไม่แคร์คำครหาใดๆ เธอคบหาอยู่กินกับฮิเดะมิตสึ นักมวยหนุ่มที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ มีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบากกว่าใครในหมู่พี่น้อง และมีแรงขับอยากประสบความสำเร็จ อยากชนะอย่างรุนแรง

หลายๆ ย่อหน้าข้างต้นเป็นเส้นเรื่องหลักของ Asura ซึ่งเล่าสลับไปมาระหว่างพี่น้องทั้งสี่ โดยมีเหตุการณ์ของพ่อแม่เป็นภาพเปรียบเทียบ พ้นไปจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งใจความสำคัญ คือความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ซึ่งแบ่งได้กว้างๆ เป็น 2 คู่ คือ พี่ใหญ่กับพี่รอง น้องสามกับน้องสี่

คู่แรกเป็นความสัมพันธ์แบบกลมเกลียวรักใคร่ หยอกเอินจิกกัดกันในยามสุข ปรับทุกข์ปรึกษากันยามกลัดกลุ้ม ขณะที่คู่น้องสาวมาทางตรงกันข้าม ทะเลาะเบาะแว้งทุกครั้งเมื่อพบหน้า ชิงดีชิงเด่นเอาชนะคะคานกันในทุกเรื่อง และอิจฉาริษยากันในด้านที่อีกฝ่ายเหนือกว่า ถึงจุดหนึ่งเรื่องระหองระแหงเล็กๆ น้อยๆ ก็ร้าวฉานกลายเป็นความบาดหมางขยายใหญ่ (แต่ความสัมพันธ์ของคู่ตัวละครนี้ ก็จบสวยเมื่อถึงจุดที่ฝ่ายหนึ่งตกระกำลำบากสาหัส ความเป็นพี่น้องผูกพันกันมา ก็ทำให้เรื่องกินแหนงแคลงใจทั้งหลายประดามี คลี่คลายลงเอยได้อย่างน่าประทับใจ)

นอกเหนือจากนี้ ยังมีพล็อตย่อยในพล็อตย่อยอีกมากมาย เช่น คู่ตัวละครสามีภรรยาเจ้าของร้านอาหาร ลูกชายของสึนาโกะกับแฟนสาว ความสัมพันธ์ระหว่างมาคิโกะกับลูกสาว ฯลฯ

Asura เป็นซีรีส์ในแบบที่กล่าวได้ว่า เนื้อเรื่องไม่ใช่จุดเด่นที่ดึงดูดให้ผู้ชมนึกอยากติดตามนะครับ มีหนังและละครเยอะแยะมากมายที่คิดพล็อตได้เก่ง เข้มข้น เร้าใจกว่านี้ ซ้ำร้ายจากเนื้อเรื่องเรียบง่ายเท่าที่มีอยู่ ยังปราศจากการหักมุมสร้างความประหลาดใจ ช่วงตอนที่เอื้อให้เร้าอารมณ์จะแจ้ง ก็เล่าแบบหลบเลี่ยงไปทางอื่น สิ่งที่ผู้ชมคาดหวังอยากให้เกิดไม่ได้รับการตอบสนอง นี่ยังไม่นับรวมบางช่วงบางตอนที่เจตนาให้เกิดความก้ำกึ่งคลุมเครือ ไม่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร (เช่น ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมพ่อถึงนอกใจแม่ ทาเคโอะ สามีของมาคิโกะกับเลขาสาวมีความสัมพันธ์ที่แท้จริงต่อกันอย่างไร?)

กล่าวโดยรวมคือเป็นพล็อตปกติดาษดื่น เล่าอย่างเรียบง่าย ลดทอนคุมโทนการเร้าอารมณ์ไม่ให้จัดจ้าน บอกเล่าใจความสำคัญด้วยการผสมปนทั้งบอกกันตรงๆ โต้งๆ กับอมพะนำงำความทิ้งเป็นข้อสงสัยให้ต้องเดาความ ตีความกันตามอัธยาศัย

ในขณะที่พล็อตไม่ใช่จุดเด่นดึงดูด จุดแข็งที่โดดเด่นสุดใน Asura ก็คือการสร้างตัวละคร (บวกกับฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมเป็นหมู่คณะ ในแบบที่ผมเพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่าใครไม่เก่งจริงหรือฝีมือไม่ถึง อย่ามาบังอาจเสนอหน้าในซีรีส์เรื่องนี้เป็นอันขาด) ไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวเอกทั้ง 4 เท่านั้น แต่หมายรวมครอบคลุมหมด ‘ทุกตัวละคร’ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเป็นมนุษย์ปุถุชน ซับซ้อน สมจริง

ที่สำคัญคือการเลือกตัดส่วนมานำเสนอบอกเล่าให้ทุกคนทุกตัวละคร มีเรื่องราวเหตุการณ์ที่ชวนติดตามตลอดเวลา

ความน่าทึ่งในระดับวิเศษมากๆ คือบนเค้าโครงเรื่องที่หนีเรื่องจำพวกชิงรักหักสวาทไปไม่ไกลนัก ซ้ำยังเล่าด้วยน้ำเสียงถ้อยทีเรียบนิ่งกว่า ปราศจากเหตุการณ์ในลักษณะที่เป็นแอ็กชัน (เกือบๆ จะพูดได้ว่า ภาพส่วนใหญ่ที่ผู้ชมได้เห็น คือตัวละครนั่งกินข้าว จิบสาเก สูบบุหรี่ เดินไปมา คุยโทรศัพท์) ซีรีส์เรื่องนี้กลับดูเพลินชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบอย่างน่าอัศจรรย์

ผมยังจับสังเกตได้ไม่มั่นเหมาะนักว่าเขาทำได้อย่างไร แต่มีข้อสังเกตที่พอจะเสาะพบอยู่บ้างเล็กน้อย

ประการแรก คือเกิดจากการสร้างตัวละครให้มีมิติสมจริง, เหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่บนรายละเอียดพื้นฐานในชีวิตประจำวันทั่วไป, วิธีพูดจา วิธีแสดงออก และวิธีคิดของคนญี่ปุ่น ที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนชาติใด บวกรวมกับการเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ไม่เป็นไปตามครรลองสูตรสำเร็จ

องค์ประกอบเหล่านี้ เมื่อผสมรวมกันแล้ว ทำให้เรื่องดูจริงและธรรมดา จนคาดเดาอะไรไม่ได้เลย และอะไรก็ตามที่พยายามนึกคิดดักไว้ล่วงหน้า ก็ผิดครบถ้วนสมบูรณ์แบบ กลายเป็นความเร้าใจระหว่างติดตามดูว่าในแต่ละฉาก คนทำเขาจะเล่าอะไร?

ถัดมา เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้เก่งฉกาจฉกรรจ์ขั้นเทพ นั่นคือการผสมผสานและรักษาสมดุล ระหว่างช่วงตอนดรามา สถานการณ์ตึงเครียดหน้าสิ่วหน้าขวาน ความซาบซึ้งประทับใจ ทุกอย่างที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นสลับปนกับอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มีอยู่บ่อยครั้งที่สองอารมณ์แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏอยู่ในฉากเดียวกัน ด้วยระยะเวลาทิ้งห่างกันเพียงเล็กน้อย

ที่สำคัญคือไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดรามาหรือตลก ล้วนได้ผลเข้าเป้าตลอด

ด้วยความที่ตัวละครหลักมีเยอะ และประกอบไปด้วยเหตุการณ์แยกย่อย แง่มุมทางเนื้อหาจึงกินกว้างไปได้หลายแง่มุม จนยากจะสรุปรวมฟันธงไปทางหนึ่งทางใด

พูดในลักษณะเหวี่ยงแหนะครับ ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนตั้งแต่ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ความซื่อสัตย์และการนอกใจ, ความผูกพันระหว่างพี่น้องที่มีทั้งด้านบวกด้านลบ, การเติบโตทางความคิดของพี่น้องทั้งสี่ และวิธีสะสางคลี่ปมในใจ, ความแตกต่างและความขัดแย้งระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ฯลฯ

พูดได้อีกแบบเหมือนกันว่าในจำนวนทั้ง 7 ตอนของซีรีส์เรื่องนี้ แต่ละตอนก็มีประเด็นหลักต่างกันไป ผมยังคิดได้ไม่ถี่ถ้วนทั้งหมดหรอกนะครับ แต่ที่แน่ๆ มีอยู่ตอนหนึ่ง เล่าสะท้อนถึงแรงปรารถนาและความโหยหาทางเพศของตัวละครหลักฝ่ายหญิงทั้งหมด บนเงื่อนไขเหตุผลที่ผิดแผกแตกต่างกัน (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นตอนที่ 4)

อย่างไรก็ตาม มีแง่มุมหนึ่งซึ่งผมชอบมาก เล่าผ่านคำพูดของสึนาโกะว่าทุกคนล้วนต้องมีเรื่องราวในชีวิตที่ไม่น่าภาคภูมิใจอยู่หลายประการ

ตลอดทั้งซีรีส์ มีอีกอย่างหนึ่งที่โดดเด่นมาก นั่นคือรายละเอียดยิบย่อยมากมายในเชิงเปรียบเปรย เช่น การแสดงเชิดหุ่นบุนราขุ แสดงเหตุการณ์ ‘พิษรักแรงหึง’ ขณะที่ตัวละครในชีวิตจริงเลือกเก็บงำทำตัวตรงกันข้าม, แม่ปาของเล่นรถยนต์ขนาดเล็กทะลุกระดาษปิดข้างฝา ต่อมารอยขาดนั้นบ่งฟ้องถึงปัญหาเร้นลึกภายในครอบครัว, ภรรยาเจ้าของร้านอาหารพูดถึงการจัดดอกไม้ของสึนาโกะว่า วันนี้จัดดอกไม้แล้วรู้สึกได้ถึงการยั่วยวน (และเป็นไปได้ว่าอาจแสดงถึงความสงสัยหึงหวงแบบพูดอ้อมๆ)

มีรายละเอียดในเชิงเปรียบเปรยทำนองนี้อยู่มากมาย เกินกว่าจะจับสังเกตได้หมด แต่สิ่งที่เด่นชัดสุดคือชื่อเรื่อง Asura ซึ่งมีคำอธิบายสั้นๆ ว่ามีต้นตอที่มาจากเทพของทางฮินดู และบทพูดเสริมว่าผู้หญิงทุกคนเป็นอสุรา

ลองค้นหาเล่นๆ ใน Google พบคำอธิบายเกี่ยวกับ Asura หลายตำรา จนเลือกเชื่อไม่ถูกนะครับ แต่มีอันนึงที่บรรยายไว้สั้นๆ ประกอบข้อมูลเกี่ยวกับ Ashura no Gotoku ฉบับนิยาย บอกไว้ว่าเป็น “ปีศาจอินเดียที่มีสามหน้าและหกแขน พวกเขามีความไม่ไว้วางใจกัน บิดเบือนข้อเท็จจริง และพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับผู้อื่น”

ตรงกับที่ผมลองค้นหาภาพ Asura ที่แปลงจากอินเดียเป็นญี่ปุ่นแล้ว เป็นรูปปั้นเทพเจ้ามีสามใบหน้า หกแขน อยู่ในท่ายืน คล้ายๆ พระพรหม ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่เคยอ่านเจอมาว่า คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า ทุกๆ คนล้วนมี 3 ใบหน้า

หนึ่งนั้นเป็นใบหน้าที่สังคมรอบข้างมองเห็น หนึ่งนั้นปรากฏเฉพาะต่อสายตาคนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง และคนในครอบครัว ส่วนอีกหนึ่งนั้น คือโฉมหน้าที่แท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...