โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ปริศนาชาไทย! เราดื่มชากันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วใครเป็นคนคิดค้นชานม?

Dek-D.com

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2565 เวลา 10.16 น. • DEK-D.com
ชาอยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 100 ปี แต่ว่าชานมของเราเนี่ยสิมาจากไหน?

สวัสดีค่ะชาว Dek-Dถึงช่วงนี้ฝนจะกระหน่ำตกแทบไม่เว้นวัน แต่อากาศก็ยังร้อนแรงเหมือนเดิม ถ้ามีชาเย็นสักแก้วมาดับกระหายก็คงจะดีไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะคะ?

แต่เอ๊ะ…พูดถึงชาแล้ว มีใครทราบมั้ยคะว่าเจ้าเครื่องดื่มยอดฮิตนี้มันมาจากไหน? ทำไมถึงได้ครองใจคนไทยทุกสภาพอากาศแบบนี้? พี่พันตาไม่ปล่อยให้น้องๆ สงสัยนานแน่นอนค่ะ เพราะเราได้ทำการรีเสิร์ชมาเรียบร้อยแล้วว >< แอบกระซิบว่าเรารับชามาจากหลายที่เลยทีเดียว ถ้าอยากรู้ก็ตามมาเลยค่า~

………………

สมัยอยุธยาก็ดื่มชากันแล้ว!

อันที่จริงพี่ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่าคนไทยเริ่มดื่มชามาตั้งแต่เมื่อไหร่ (แฮะๆ) เพราะเราขาดหลักฐานที่ระบุเรื่องนี้แบบชี้ชัด บางเสียงก็บอกว่าเราดื่มมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว บ้างก็ว่าไม่ใช่ แต่ที่เริ่มแล้วชัวร์ๆ คือสมัยอยุธยาค่ะ อ้างอิงจากบันทึกของมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์(Monsieur de La Loubere) ที่เขียนไว้ว่าชาวสยามนิยมดื่มชาเพื่อความเพลิดเพลิน และยังดื่มมากเป็นอันดับสองรองจากน้ำเปล่าอีกต่างหาก!

แต่การบริโภคชาของชาวสยามก็สวนทางกับสภาพภูมิประเทศซะอย่างนั้น เพราะไม่เหมาะกับการปลูกชาสักเท่าไหร่ และพื้นที่ใกล้เคียงที่พอจะปลูกได้ก็มีแต่พื้นที่ของอาณาจักรล้านนา (ภาคเหนือในปัจจุบัน) นั่นเองค่ะ แม้จะมีคนล้านนาบางกลุ่มที่บริโภคชา ทว่าลักษณะการบริโภคของชาวล้านนาคือการหมักทำเป็นของขบเคี้ยวที่เรียกว่า“เมี่ยง” ซึ่งการทานเมี่ยงนั้นอยู่ในวงจำกัดมากๆ ดังนั้นส่วนใหญ่ชาวสยามจึงนิยมสั่งชาจากประเทศจีนแทนค่ะ

นอกจากนี้ชาวสยามยังมองว่า ‘ชาจีนชั้นดี’ถือเป็นเครื่องดื่มทรงคุณค่าและของหรูหรา เห็นได้จากการที่จักรพรรดิจีนส่งถ้วยชาจีนและชาชั้นเยี่ยมให้กษัตริย์สยามเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี และกษัตริย์สยามเองก็เลือกที่จะส่งชาเหล่านั้นให้ประเทศตะวันตกต่ออีกทอดเพื่อแสดงความเป็นมิตรเช่นกัน

เมื่อชาตะวันตกเยือนกรุงรัตนโกสินทร์

ถึงชาวสยามจะชอบชาจีนเอามากๆ จนดูเหมือนจะไม่เปิดใจให้ชาตะวันตก แต่เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 สยามก็เลิกส่งเครื่องบรรณาการให้จีนค่ะ และยุคนี้ก็เกิดสัญญาการค้ากับตะวันตกหลายฉบับ ทำให้ชนชั้นนำของสยามเริ่มรับการดื่มชาแบบอังกฤษเข้ามา

แต่การดื่มชาจีนก็ไม่ได้หายไปไหนนะคะ เพราะความนิยมชาอังกฤษก็กระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มชนชั้นนำ และสยามเองก็ยังมีพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนที่ทำธุรกิจนำเข้าชามาอยู่ดี (พร้อมทั้งผู้อพยพชาวจีนอีกเพียบ) น้องๆ รู้มั้ยว่าสมัยนั้นมีหลักฐานว่าร้านชาจีนเคยโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วยนะ เรียกได้ว่าต่อให้รัฐไม่ส่งเครื่องบรรณาการแล้วยังไงชาวสยามก็ต้องเห็นชาจีนผ่านตากันบ้างแหละ

เสพเยอะขนาดนี้ แล้วคนไทยปลูกชาเองไหมนะ?

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นเลยค่ะว่าที่ไทยเราปลูกชาได้แค่เฉพาะภาคเหนือเท่านั้น ซึ่งก็เป็นชาที่นำเข้าจากหลายที่มาตัดแต่งและปลูกเป็นใบเมี่ยงเป็นของตัวเอง และถึงจะมีอยู่เป็นร้อยๆ ปี แต่ธุรกิจปลูกชาก็ไม่ค่อยจะนิยมเท่าไหร่ค่ะ จนกระทั่งปี 2480 ที่เกิดบริษัทใบชาตราภูเขาขึ้น ทางบริษัทเห็นว่าใบเมี่ยงที่รับซื้อมาจากคนในพื้นที่ไม่ได้คุณภาพ จึงจัดหาชาวจีนฮกเกี้ยนที่มีความรู้เข้ามาจัดอบรม

แต่การปลูกชามาบูมจริงๆ ก็ตอนเกิดโครงการสนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยบริเวณภาคเหนือหันมาปลูกชาแทนฝิ่นค่ะ โดยชาชนิดสำคัญที่ใช้ปลูกคือ ‘ชาอู่หลง’ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนกล้าพันธุ์จากไต้หวัน เพราะฝั่งนั้นเขาต้องการให้ต้นชากับชาวแม่สลองที่เป็นลูกหลานของจีนคณะชาติ กองพลที่ 93 (ก๊กมินตั๋ง)

อ้าว แล้วเมืองไทยมีลูกหลานของก๊กมินตั๋งอยู่ด้วยเหรอ?

ก็ต้องย้อนนนกลับไปอีกค่ะว่าเมื่อปี 2492พรรคก๊กมินตั๋ง (ไต้หวัน) แพ้เหมาเจ๋อตุง (จีนแผ่นดินใหญ่)จึงเกิดการไล่ล่ากองกำลังของก๊กมินตั๋งขึ้น พวกเขาก็เลยต้องหนีการไล่ล่าลงมาทางใต้เรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปี 2504 กองทหารก๊กมินตั๋งราวๆ 5,000 กว่าคนพร้อมลูกหลานจึงตัดสินใจย้ายมาอาศัยอยู่ที่ดินแดนแม่สลองในประเทศไทยนี้เอง

ไต้หวันถือว่าเป็นหนึ่งในดินแดนตัวท็อปเรื่องชามาช้านานเลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเค้ามีการจัดตั้งศูนย์วิจัยเกี่ยวกับชาโดยเฉพาะอย่าง Tea Manufacture Experiment Station (TMES)(ปัจจุบัน: Tea Research and Extension Station (TRES)) ขึ้นเพื่อใช้คัดเลือกและตัดแต่งพันธุ์มาตั้งแต่ปี 1903 (พ.ศ.2446) โดยชาหลายๆ ตัวจากก็ถูกส่งมายังประเทศไทยโดยเฉพาะ (ที่สถานีอ่างขางและฝาง) เกิดเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมชาไทยจนปัจจุบันบริเวณภาคเหนือของเราก็ได้กลายเป็นแหล่งผลิตชาคุณภาพแห่งหนึ่งของโลกไปแล้วเรียบร้อย!

ปริศนาชาเย็น เอ๊ย! ชาไทย!!

ชานม ชาเย็น ชาส้ม หรือ 'ชาไทย' (ใครเรียกชื่อไหนกันบ้าง 5555) ต้องบอกว่าเป็นปริศนาอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วมาจากไหนและใช้วัตถุดิบอะไรกันแน่ รู้แค่ว่าเกิดมาเราก็คุ้นหน้าคุ้นตามันซะแล้ว แต่หลายคนบอกกันว่าจุดเริ่มต้นจริงๆ ของตำนานชาไทยนั้นเกิดขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงครามค่ะ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับจอมพล ป.

  • จอมพล ป. เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่ทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อกันมาอย่างแน่นอน เพราะท่านมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในชาติอย่างมหาศาลจากแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามนำวิถีชีวิตของตะวันตกมาสู่คนในประเทศ และที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศจากสยามเป็นไทยก็เกิดขึ้นในยุคนี้นี่เอง!
  • ด้วยความที่ต้องการผลักดันแนวคิดชาตินิยมควบคู่ไปกับการรับวัฒนธรรมตะวันตก ย้อนไปสมัยนั้นมีการบัญญัติกฎมากมายที่แปลกมากๆ เช่น ห้ามเคี้ยวหมาก ต้องใส่หมวกแบบชาวตะวันตก ห้ามเล่นดนตรีไทย เป็นต้น รวมถึงเมนูอาหารจานโปรดของใครหลายคนอย่าง‘ผัดไทย’ที่ได้กลายเป็น soft power ไปทั่วโลกในทุกวันนี้ ก็เกิดขึ้นในยุคนี้เช่นกัน
  • และเช่นเดียวกับ ‘ชาไทย’ ที่เราตั้งคำถาม หลายคนจึงมีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นอีกผลงานในยุคของจอมพล ป. ด้วยเหมือนกันค่ะ

แต่ชาไทยกับจอมพล ป. ก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานอย่างหนึ่งค่ะ เพราะบ้างก็ว่าชาไทยมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยังมีอีกหลายข้อมูลและทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับชาไทยอีก เช่น

  • สีส้มจากชาซีลอน- ใบชาซีลอนของศรีลังกาให้สีส้มโดยธรรมชาติ แต่ด้วยราคาแพงมากๆ พ่อค้าแม่ค้าก็เลยหันไปพึ่งสีผสมอาหารแทน บ้างก็ว่าใช้ชาอัสสัมปรุงให้เป็นสีส้มค่ะ แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ชาไทยเปลี่ยนไปใช้ชาดำปรุงแล้ว
  • ใส่นมตาม ‘มาซาล่าชัย’ - ชาของทิเบตจะใส่นมจามรีและเนยเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมของทิเบตนี้จะถูกเผยแพร่ไปยังจีน และจีนก็ส่งต่อไปยังอังกฤษ ก่อนจะเผยแพร่ไปอีกหลายพื้นที่ ในส่วนของประเทศไทยนั้น เรารับมาจากมาซาล่าชัย ชาชนิดหนึ่งของอินเดียค่ะ โดยมาซาล่าชัยจะใส่นมและเครื่องเทศ แต่ส่วนของเราเป็นสูตรที่ปรับให้ไม่ใส่เครื่องเทศ
  • หรือจริงๆ แล้วชาไทยก็คือ ‘ชาชัก’ - ชาของมาเลเซียที่พบเห็นได้ง่ายตามภาคใต้ของไทย เพราะพรมแดนประเทศอยู่ติดกันจึงทำให้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมได้ง่าย อีกทั้งรสชาติยังคล้ายๆ กันอีก แตกต่างแค่ฝั่งนั้นเขาจะเข้มข้นกว่าและมีฟองที่เกิดจากการเทชาขึ้นลงให้วัตถุดิบเข้ากัน
  • ใส่ไข่มุกตามไต้หวัน - ถึงชาไทยรุ่นแรกๆ จะไม่ใส่ไข่มุก แต่หลังๆ มานี้ก็มีคนนิยมทานกับไข่มุกมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ โดยเจ้าไข่มุกนี่ถูกคิดค้นจากไต้หวันในปี 1988 จากขนมหวานจีนที่เรียกว่าเฝิ่นหยวน (粉圓)

อีกทั้งระหว่างที่ค้นคว้า พี่ยังพบข้อมูลประมาณว่า จริงๆ แล้วชาไทยไม่ได้มีสีส้มหรอกนะ แต่เกิดจากคนไทยไปขายอาหารที่อเมริกาแล้วใส่สีผสมอาหารเพื่อให้ลูกค้าจดจำเมนูนี้ได้ด้วยค่ะ (แต่ส่วนตัวพี่ไม่ค่อยเชื่อสมมติฐานนี้เท่าไหร่ เพราะตั้งแต่เกิดมาพี่ก็เห็นชาไทยสีส้มในทุกที่ของเมืองไทย ซึ่งไม่น่าจะเป็นการหยิบเอาเมนูอาหารไทยในอเมริกันมาใช้ นอกจากนี้แล้วยังมีชาสีส้มอื่นๆ นอกจากชาไทยอีกเยอะ ชาสีส้มจึงดูไม่น่าจะใช่จุดขายขนาดนั้น //แล้วน้องๆ ล่ะคิดว่ายังไงคะ คอมเมนต์บอกได้เล้ย!)

ถึงปริศนาจะเยอะแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ก็คือความนิยมชาจีนในหมู่คนไทยมีส่วนทำให้เกิดชาไทยขึ้น เห็นได้จากคำว่า ‘ชา’ของเราที่ออกเสียงคล้ายกับ‘ฉา’(茶) ที่แปลว่าชาในภาษาจีนนั่นเอง

……….

สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่รู้ที่มาที่แท้จริง แต่เรียกได้ว่าความเป็น‘ชาไทย’ นั้นหลากหลายและมีความเป็นพหุวัฒนธรรมสูงมากๆ จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นชาสีส้มๆ ที่ครองใจคนทั่วโลกอย่างในทุกวันนี้นั่นเองค่ะ // แล้วพบกันใหม่กับ Dek-Cult บทความหน้านะคะ บ๊ายบาย~

************

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...