โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 สมาคมลับในญี่ปุ่น - JPW

LINE TODAY SHOWCASE

เผยแพร่ 17 ก.ค. 2565 เวลา 04.07 น. • JPW

เหตุลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซะ อาเบะ สร้างความเศร้าเสียใจ และเสียดายบุคคลคุณภาพระดับโลกไปอย่างไม่คาดคิด จากข่าวที่ออกมาเบื้องต้น ผมสังเกตเห็นได้ถึงองค์ประกอบสำคัญสามส่วนคือ

การเมือง (ผู้ถูกลอบสังหาร)

ทหาร (ผู้ลอบสังหาร)

ศาสนาลัทธิความเชื่อ (เหตุแห่งการลอบสังหารตามการให้การเบื้องต้น)

และเป็นที่น่าสังเกต ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน องค์ประกอบทั้งสามส่วนนี้มักจะเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อน ผ่านสิ่งที่เรียกว่า สมาคมลับ (Secret Society) มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน และผมอยากเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสมาคมลับเหล่านั่นบางส่วนที่เคยมีอยู่จริง และเคยเคลื่อนไหวอยู่ในญี่ปุ่นและทั่วโลกมาแล้วตั้งแต่เมื่อยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

1. สมาคมลับมหาสมุทรดำ (ญี่ปุ่น:玄洋社; : เก็นโยชา (Gen'yōsha) อังกฤษ:The Dark Ocean Society)

The Dark Ocean Society เป็นกลุ่มแพนเอเชียนิสต์ที่ทรงอิทธิพลและเป็นสมาคมลับที่ทำงานอยู่ในอาณาจักรของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้น โดย ฮิราโอกะ โคทาโร่ (ค.ศ. 1851–1906) อดีตซามูไรผู้มั่งคั่งและเจ้าของเหมือง เขามีความสนใจเหมืองในแมนจูเรีย โดยได้ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มอดีตซามูไรคนอื่นๆ ของอาณาจักรฟุกุโอกะ โดยได้ปลุกปั่นให้จักรวรรดิญี่ปุ่นหวนคืนสู่ระบบศักดินาแบบเก่า เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ให้จักรวรรดิญี่ปุ่นมอบสิทธิพิเศษและค่าตอบแทนของรัฐบาลสำหรับชนชั้นซามูไรเหมือนระบบศักดินาแบบเดิม

มีการรวมกลุ่มทางลับของอดีตตระกูลซามุไรดั่งเดิม และมีการเคลื่อนไหวก่อจลาจลหลายครั้งในคิวชูต่อต้านรัฐบาลเมจิยุคแรก แต่หลังจากการปราบปรามกบฏซัตสึมะ ในปี พ.ศ. 2420 ก็ได้ละทิ้งเป้าหมายเดิม เข้าร่วมขบวนเสรีภาพประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชน และก่อเกิดแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มการเมือง เพื่อเปลี่ยนรูปแบบและแนวทางมาเคลื่อนไหวในรัฐสภาแทน

ในปี พ.ศ. 2424 ได้เปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง ครั้งนี้ จุดมุ่งหมายของ The Dark Ocean Society ที่ประกาศไว้คือ "เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ เคารพจักรวรรดิ และปกป้องสิทธิของประชาชน" อย่างไรก็ตาม วาระที่แท้จริงของมันคือการปลุกระดมสำหรับการขยายกองทัพของญี่ปุ่นและการพิชิตทวีปเอเชีย

กลวิธีซึ่ง The Dark Ocean Society เตรียมไว้ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นคือสร้างความไม่สงบ เริ่มต้นจากการเป็นองค์กรก่อการร้าย และถึงแม้จะยังคงรับสมัครอดีตซามูไรผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ก็ยังดึงดูดบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรให้เข้ามาช่วยเหลือในการปฎิบัติการเรื่องความรุนแรงและการลอบสังหารชาวต่างชาติและนักการเมืองกลุ่มเสรีนิยม

เป้าหมายหลักของ The Dark Ocean Society สำคัญประการหนึ่งคือการแทรกซึมเข้าโค่นล้มราชวงศ์ชิงของประเทศจีน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า สมาคมลับของจีนบางกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันกับ The Dark Ocean Society ในการโค่นล้มราชวงศ์ชิง ในปี 1881 Mitsuru Tōyama ส่งทหารกว่า 100 คนไปยังประเทศจีนเพื่อรวบรวมข้อมูลและแทรกซึมเข้าไปในสมาคมลับเหล่านี้ และต่อมามียังมีการก่อตั้งสำนักงานใหญ่ของ The Dark Ocean Society ในประเทศจีนในเมืองหางโจวอีกด้วย

The Dark Ocean Society ไม่เพียงแต่ให้เงินทุนและ อาวุธให้กับสมาคมลับที่มีจุดประสงค์ร่วมแบบเดียวกัน แต่ยังจัดให้มีที่ลี้ภัยในญี่ปุ่นสำหรับผู้นำที่กำหนดเป้าหมายโค่นล้มราชวงศ์ชิง

The Dark Ocean Society ได้ก่อตั้งเครือข่ายซ่องโสเภณีขนาดใหญ่ทั่วประเทศจีน (และต่อมาทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เพื่อจัดหาสถานที่นัดพบและเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล แทรกแซง และล้วงข้อมูล นอกเหนือจากการเป็นธุรกิจเสริมที่ทำกำไรแล้ว ซ่องโสเภณียังให้โอกาสในการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์และใช้สำหรับการแบล็กเมล์ในภายหลังได้อย่างดีเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขู่กรรโชกและการติดสินบนมักถูกใช้ แต่บ่อยครั้งที่ข้อมูลได้มาจากการจ้างโสเภณีที่มีทักษะสูงในการดึงข้อมูลจากลูกค้ามักจะมีประสิทธิภาพมากมายกว่าหลายเท่า

อีกเป้าหมาย ของ The Dark Ocean Society คือประเทศเกาหลี โดยได้จัดตั้งคณะทำงานลับเพื่อสำรวจภูมิประเทศโดยละเอียดของเกาหลีอย่างลับๆ สำหรับเตรียมแผนที่ เพื่อรอการรุกรานของญี่ปุ่นในอนาคต

หลังจากปี 1910 The Dark Ocean Society ก็ห่างไกลจากต้นกำเนิด ในการเป็นสมาคมลับ แต่ได้พัฒนาจนเกือบเป็นกระแสหลักของการเมืองญี่ปุ่น รัฐมนตรีหลายคนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของสมาคมลับแห่งนี้ และยังคงใช้อิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองและนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง The Dark Ocean Society ถูกยุบโดยทางการอเมริกันในช่วงการยึดครองญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง

2) สมาคมลับมังกรดำ (ญี่ปุ่น: 黒竜会; : โคคุริวไค (Kokuryūkai) อังกฤษ: Black Dragon Society)

ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2444 โดย อูจิดะ เรียวเฮ ผู้เป็นปรมาจารย์การต่อสู้ด้านศิลปะป้องกันตัว (martial art) โดยตั้งชื่อสมาคมลับแห่งนี้จากชื่อแม่น้ำอามูร์ หรือแม่น้ำเฮย์หลง ที่ตั้งในประเทศจีน ที่แปลเป็นไทยว่า “แม่น้ำมังกรดำ” แรกเริ่มสมาคมลับนี้ทำหน้าที่เป็นสายลับให้กับจักรวรรดิญี่ปุ่น ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ปฎิบัติการจารกรรมข้อมูลและเคลื่อนไหวในพื้นที่รัสเซีย แมนจูเรีย เกาหลี และประเทศจีน โดยทำสงครามจิตวิทยา และลอบสังหาร หลังสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น สมาคมลับนี้ได้เข้าปฏิบัติการด้านสายลับในหลายพื้นที่ อาทิ เอธีโอเปีย ตุรกี โมร็อกโก ยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมทั้งแถบประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ต่อมาในภายหลังปฏิบัติการของสมาคมลับนี้เริ่มเป็นลักษณะการก่ออาชญากรรมอย่างรุนแรงมากขึ้น จนเริ่มถูกกวาดล้างจากสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2485

โคคุริวไค หรือสมาคมลับมังกรดำ ช่วยสายลับญี่ปุ่น พันเอก โมโตจิโร อาคาชิ ดำเนินกิจการที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน แมนจูเรีย ไซบีเรีย และก่อตั้งการติดต่อทั่วโลกมุสลิม การติดต่อเหล่านี้ในเอเชียกลางได้รับการดูแลตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมาคมลับมังกรดำยังได้ติดต่อกันอย่างใกล้ชิดและยังแทรกซึมเข้าเป็นพันธมิตรกับนิกายพุทธทั่วเอเชียอีกด้วย

ในช่วงทศวรรษที่ 1920 และ 1930 สมาคมลับมังกรดำ ได้พัฒนาเป็นองค์กรทางการเมืองกระแสหลักมากกว่าการเคลื่อนไหวในทางลับตามแนวทางเดิม และโจมตีความคิดเสรีนิยมและฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย ซึ่งความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับการเมือง และยังมีสมาชิกระดับแนวหน้าของสมาคมเป็นกลุ่มชนชั้นนำของรัฐบาล ผู้นำทางทหาร และผู้นำทางธุรกิจที่มีอำนาจมากมาย ทำให้สมาคมลับมังกรดำ มีอำนาจและอิทธิพลมากกว่ากลุ่มสมาคมลับอื่นๆ อีกทั้งสมาคมลับแห่งนี้ยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกลุ่มศาสนาใหม่ หนึ่งในสามกลุ่มใหญ่อย่างลัทธิ Oomoto อีกด้วย

โคคุริวไค หรือสมาคมลับมังกรดำ ถูกยุบอย่างเป็นทางการตามคำสั่งของหน่วยงานยึดครองอเมริกันในปี พ.ศ.2489 ตามหนังสือของ Brian Daizen Victoria, Zen War Stories, the Black Dragon สมาคมถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2504 โดย Ōmori Sōgen เปลี่ยนชื่อเป็น Black Dragon Club (Kokuryū-Kurabu) แต่ก็ไม่เคยที่จะกลับมามีอิทธิพลได้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมอีกเลย

3) สมาคมลับซากุระไค (ญี่ปุ่น: 桜会; : ซากุระไค (Sakurakai) อังกฤษ: Cherry Blossom Society)

ซากุระไค เป็นสมาคมลับความคิดล้ำยุคสมัย ที่ก่อตั้งโดยนายทหารรุ่นเยาว์ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2473 โดยมีเป้าหมายในการจัดโครงสร้างรัฐใหม่ตามแนวทางการทหารแบบเผด็จการ ผ่านการรัฐประหารโดยทหาร

เป้าหมายของพวกเขาคือการฟื้นฟูโชวะ ซึ่งพวกเขาอ้างว่าจะทำให้จักรพรรดิฮิโรฮิโตะกลับคืนสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง ปราศจากพรรคการเมืองและข้าราชการที่ชั่วร้ายในระบอบเผด็จการทหารใหม่

ซากุระไค นำโดยพันเอกกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น Kingoro Hashimoto สมาคมลับนี้เริ่มต้นด้วยสมาชิกประมาณสิบคนซึ่งเป็นนายทหารประจำการภาคสนามของเสนาธิการกองทัพบก และขยายตัวเพื่อรวมเจ้าหน้าที่ระดับกองร้อย สมาชิกภาพเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50 คนภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 และอาจถึงหลายร้อยนายภายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2474 ผู้นำที่โดดเด่นคนหนึ่งของสมาคมลับนี้ คือ Kuniaki Koiso อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นซึ่งดำรงตำแหน่ง ระหว่างปี พ.ศ. 2487-2488 โดยข้อมูลบางแหล่งยังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสมาคมลับนี้ กับกลุ่มความเชื่อทางศาสนาโอโมโตะ ในอะยะเบะ อีกด้วย

กลุ่มซากุระไค แสวงหาการปฏิรูปการเมือง: การกำจัดรัฐบาลของพรรคโดยการทำรัฐประหารและการจัดตั้ง ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มีพื้นฐานมาจากลัทธิสังคมนิยมแบบรัฐ เพื่อขจัดการเมือง เศรษฐกิจ และความคิดของญี่ปุ่นที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต

ภายหลังการจับกุมผู้นำ ภายหลังจากเหตุการณ์ Imperial Colours ซากุระไคก็ถูกสลายและยุบตัวลง

4) กลุ่มศาสนาใหม่ (ญี่ปุ่น: 新宗教; : ชินชูเคียว (shinshūkyō) อังกฤษ:Japanese new religions)

กลุ่มศาสนาใหม่ของญี่ปุ่นเป็นขบวนการทางศาสนาใหม่ที่จัดตั้งขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งมีหลายศาสนาที่เคลื่อนไหวในทางลับ และมีการแทรกซึมเข้าสู่การเมือง ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ชินชูเคียว”(shinshūkyō) (新宗教) หรือ shinkō shūkyō (新興宗教) นักวิชาการชาวญี่ปุ่นจำแนกองค์กรทางศาสนาทั้งหมดที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ว่าเป็น "ศาสนาใหม่" ดังนั้นคำนี้จึงหมายถึงความหลากหลายและจำนวนองค์กร ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงกลางถึงปลายศตวรรษที่ 20 และส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาดั้งเดิมที่เก่าแก่ เช่น พุทธศาสนาและชินโต และยังมีอิทธิพลจากต่างประเทศ ได้แก่ ศาสนาคริสต์ พระคัมภีร์ และงานเขียนของนอสตราดามุส

ในยุค พ.ศ. 2403 ญี่ปุ่นเริ่มประสบกับความปั่นป่วนทางสังคมครั้งใหญ่ และความท้าทายจากความเจริญและความทันสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อความขัดแย้งทางสังคมเกิดขึ้นในทศวรรษสุดท้ายของยุคเอโดะหรือที่เรียกว่ายุคบาคุมัตสึ ขบวนการทางศาสนาใหม่ๆ ก็ปรากฏขึ้นเพื่อเป็นทางออกทางจิตวิญญานและความเครียดที่เกิดการแข่งขันอย่างสูงในสังคมญี่่ปุ่น ตัวอย่างในกลุ่มนำขบวนของศาสนาใหม่ได้แก่ Tenrikyo, Kurozumikyo และ Oomoto ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า Nihon Sandai Shinkōshūkyō ที่แปลได้ว่า "ศาสนาใหม่ขนาดใหญ่สามแห่งของญี่ปุ่น" ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากชินโต (ศาสนาประจำชาติ) และลัทธิชามาน

ความตึงเครียดทางสังคมยังคงเพิ่มขึ้นในช่วง สมัยเมจิมีผลต่อการปฏิบัติศาสนกิจและสถาบันต่างๆ การเปลี่ยนจากความเชื่อดั้งเดิมไม่ได้ถูกห้ามโดยชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป ผู้มีอำนาจได้ยกเลิกการห้ามศาสนาคริสต์ที่ถูกควบคุมมายาวนานกว่า 250 ปี และมิชชันนารีของโบสถ์คริสต์ที่จัดตั้งขึ้นได้กลับเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง การประสานกันแบบดั้งเดิมระหว่างศาสนาชินโตกับศาสนาพุทธสิ้นสุดลง และศาสนาชินโตกลายเป็นศาสนาประจำชาติ พระภิกษุสงฆ์สูญเสียการคุ้มครองจากรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งศาสนาพุทธได้รับมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว พระภิกษุต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวงในการรักษาสถาบันของพวกเขา

รัฐบาลญี่ปุ่นมีความสงสัยในศาสนาเหล่านี้มาก การเคลื่อนไหวและพยายามระงับพร้อมทั้งตรวจสอบและเฝ้าระวังกลุ่มศาสนาใหม่เป็นระยะ การปราบปรามของรัฐบาลรุนแรงเป็นพิเศษในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ 1930 จนถึงต้นทศวรรษ 1940 เมื่อการเติบโตของลัทธิชาตินิยมญี่ปุ่นและรัฐชินโตมีการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดแข็งแกร่ง ภายใต้การปกครองของเมจิ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ห้ามดูหมิ่นจักรพรรดิและราชวงศ์ของพระองค์ รวมทั้งศาลเจ้าชินโตที่สำคัญบางแห่งซึ่งเชื่อว่ามีความผูกพันกับจักรพรรดิอย่างแน่นหนา รัฐบาลได้เสริมการควบคุมสถาบันทางศาสนาที่ได้รับการพิจารณาว่าบ่อนทำลายรัฐชินโตหรือลัทธิชาตินิยม จับกุมสมาชิกและผู้นำบางคนของ Shinshukyo รวมถึง Onisaburo Deguchi แห่ง Oomoto และ Tsunesaburō Makiguchi ของ Soka Kyoiku Gakkai (ปัจจุบันคือ Soka Gakkai) ซึ่งมักถูกตั้งข้อหาละเมิด แห่งการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือจะว่ากันง่ายๆคืออาศัยอำนาจรัฐมาตัดทอนกำลังของศาสนาอื่นๆที่เป็นคู่แข่งในด้านการสร้างศรัทธาและความเชื่อซึ่งถือว่ามีมูลค่า และพลังมหาศาล

หลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลและนโยบายของญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงระหว่างการยึดครองโดยกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร สถานะทางการของรัฐชินโตถูกยกเลิก และศาลเจ้าชินโตกลายเป็นองค์กรทางศาสนา สูญเสียการคุ้มครองจากรัฐบาลและการสนับสนุนทางการเงิน และการรุกไล่ล้มล้างระบบความเชื่อของลัทธิอื่นๆที่แตกต่างจากตนก็ได้สิ้นสุดลงไปด้วย

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง มีการเชิญมิชชันนารีคริสเตียนจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกาไปยังญี่ปุ่น โดยการสนับสนุนจากนายพลชื่อก้องโลก Douglas MacArthur มิชชันนารีกว่า 1,000 คน ได้หลั่งไหลเข้ามาเผยแพร่ศาสนาและจัดตั้งองค์กรกลุ่มขึ้นในญี่ปุ่น

โดยมิชชันนารีเหล่านี้ไม่ได้มาจากคริสตจักรดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังมาจากนิกายสมัยใหม่บางแห่ง เช่น พยานพระยะโฮวาด้วย มิชชันนารีพยานพระยะโฮวา ประสบความสำเร็จอย่างมากจนกลายเป็นนิกายคริสเตียนที่ใหญ่เป็นอันดับสองในญี่ปุ่น โดยมีสมาชิกมากกว่า 210,000 คน (ใหญ่ที่สุดคือคาทอลิกที่มีสมาชิกประมาณ 500,000 คน)

ในญี่ปุ่น พยานพระยะโฮวามักจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มชินชูเคียวเช่นกัน โดยที่มีพื้นฐานมาจากศาสนาคริสต์ ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 19 (เช่นเดียวกับชินชูเคียวรายใหญ่อื่นๆ) แต่ยังเนื่องมาจากวิธีการปฏิบัติ และเผยแพร่ของเหล่ามิชชันนารี พวกเขาใช้วิธีการเยี่ยมเยือนตามบ้านและ การพบปะกันบ่อยๆ จนก่อเกิดเป็นกลุ่มและสมาคมที่มีขนาดขยาย และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

แม้ว่าจะมีมิชชันนารีคริสเตียนหลั่งไหลเข้ามา แต่ส่วนใหญ่ของกลุ่มชินชูเคียวยังเป็นนิกายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธหรือชินโต เป็นแกนหลัก ได้แก่ Risshō Kōsei Kai และ Shinnyo-en เป้าหมายหลักของ ชินชูเคียว ได้แก่ การคงไว้ซึ่งพลังทางจิตวิญญาณ ความเจริญรุ่งเรืองส่วนบุคคล และความสามัคคีในสังคม หลายคนยังมีความเชื่อเรื่องคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ซึ่งกำลังใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของโลก หรืออย่างน้อยก็การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ผู้ที่เข้าร่วมชินชูเคียวส่วนใหญ่ในช่วงเวลานี้ จะเป็นผู้หญิงที่มีพื้นเพชั้นชนในสังคมระดับล่าง ถึงกลาง และกลุ่มชินชูเคียว นอกจากเผยแพร่ความเชื่อ ศรัทธาตามรูปแบบของตนแล้ว ภายหลังยังมีการขยายอิทธิพลเข้าสู่ระบบการเมือง การปกครองในญี่ปุ่น และในต่างประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างต่อเนื่อง

ในปี พ.ศ. 2542 คาดว่า ประชากรญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของกลุ่มชินชูเกียว หรือกลุ่มศาสนาเกิดใหม่ กว่า 10-20 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว

ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดถึงแรงจูงใจของผู้รอบสังหาร นายชินโซะ อาเบะ ซึ่งเหตุอาจจะเป็นไปตามการให้การของผู้ต้องหาที่ว่าเป็นความแค้นส่วนบุคคล หรือแท้จริงแล้ว สังคมญี่ปุ่นก็ยังวนเวียนพัวพันอยู่ในวังวนแห่ง การเมือง ทหาร และ ลัทธิความเชื่อ ผ่านสมาคมลับสักแห่งที่ก่อรูปร่างขึ้นมาใหม่ก่อนจะเกิดสงครามใหญ่ระดับโลกขึ้นมาอีกสักครั้งก็เป็นได้ / JPW

------------------------------------------------------------------------

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ

https://web.archive.org/web/20060104223723/http://www.russojapanesewar.com/dragons.html

https://en.m.wikipedia.org/wiki/Category:Japanese_new_religion

Deacon, Richard: A History of Japanese Secret Service, Berkley Publishing Company, NewYork, 1983.

Gordon, Andrew(2003). A Modern History of Japan: From Tokugawa Times to the Present. Oxford University Press.

รูปประกอบ โดย Manuel Cosentino จาก Unsplash.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...