4 สมาคมลับในญี่ปุ่น - JPW
เหตุลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซะ อาเบะ สร้างความเศร้าเสียใจ และเสียดายบุคคลคุณภาพระดับโลกไปอย่างไม่คาดคิด จากข่าวที่ออกมาเบื้องต้น ผมสังเกตเห็นได้ถึงองค์ประกอบสำคัญสามส่วนคือ
การเมือง (ผู้ถูกลอบสังหาร)
ทหาร (ผู้ลอบสังหาร)
ศาสนาลัทธิความเชื่อ (เหตุแห่งการลอบสังหารตามการให้การเบื้องต้น)
และเป็นที่น่าสังเกต ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน องค์ประกอบทั้งสามส่วนนี้มักจะเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อน ผ่านสิ่งที่เรียกว่า สมาคมลับ (Secret Society) มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน และผมอยากเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสมาคมลับเหล่านั่นบางส่วนที่เคยมีอยู่จริง และเคยเคลื่อนไหวอยู่ในญี่ปุ่นและทั่วโลกมาแล้วตั้งแต่เมื่อยุคสงครามโลกครั้งที่สอง
1. สมาคมลับมหาสมุทรดำ (ญี่ปุ่น:玄洋社; : เก็นโยชา (Gen'yōsha) อังกฤษ:The Dark Ocean Society)
The Dark Ocean Society เป็นกลุ่มแพนเอเชียนิสต์ที่ทรงอิทธิพลและเป็นสมาคมลับที่ทำงานอยู่ในอาณาจักรของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้น โดย ฮิราโอกะ โคทาโร่ (ค.ศ. 1851–1906) อดีตซามูไรผู้มั่งคั่งและเจ้าของเหมือง เขามีความสนใจเหมืองในแมนจูเรีย โดยได้ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มอดีตซามูไรคนอื่นๆ ของอาณาจักรฟุกุโอกะ โดยได้ปลุกปั่นให้จักรวรรดิญี่ปุ่นหวนคืนสู่ระบบศักดินาแบบเก่า เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ให้จักรวรรดิญี่ปุ่นมอบสิทธิพิเศษและค่าตอบแทนของรัฐบาลสำหรับชนชั้นซามูไรเหมือนระบบศักดินาแบบเดิม
มีการรวมกลุ่มทางลับของอดีตตระกูลซามุไรดั่งเดิม และมีการเคลื่อนไหวก่อจลาจลหลายครั้งในคิวชูต่อต้านรัฐบาลเมจิยุคแรก แต่หลังจากการปราบปรามกบฏซัตสึมะ ในปี พ.ศ. 2420 ก็ได้ละทิ้งเป้าหมายเดิม เข้าร่วมขบวนเสรีภาพประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชน และก่อเกิดแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มการเมือง เพื่อเปลี่ยนรูปแบบและแนวทางมาเคลื่อนไหวในรัฐสภาแทน
ในปี พ.ศ. 2424 ได้เปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง ครั้งนี้ จุดมุ่งหมายของ The Dark Ocean Society ที่ประกาศไว้คือ "เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ เคารพจักรวรรดิ และปกป้องสิทธิของประชาชน" อย่างไรก็ตาม วาระที่แท้จริงของมันคือการปลุกระดมสำหรับการขยายกองทัพของญี่ปุ่นและการพิชิตทวีปเอเชีย
กลวิธีซึ่ง The Dark Ocean Society เตรียมไว้ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นคือสร้างความไม่สงบ เริ่มต้นจากการเป็นองค์กรก่อการร้าย และถึงแม้จะยังคงรับสมัครอดีตซามูไรผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ก็ยังดึงดูดบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรให้เข้ามาช่วยเหลือในการปฎิบัติการเรื่องความรุนแรงและการลอบสังหารชาวต่างชาติและนักการเมืองกลุ่มเสรีนิยม
เป้าหมายหลักของ The Dark Ocean Society สำคัญประการหนึ่งคือการแทรกซึมเข้าโค่นล้มราชวงศ์ชิงของประเทศจีน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า สมาคมลับของจีนบางกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันกับ The Dark Ocean Society ในการโค่นล้มราชวงศ์ชิง ในปี 1881 Mitsuru Tōyama ส่งทหารกว่า 100 คนไปยังประเทศจีนเพื่อรวบรวมข้อมูลและแทรกซึมเข้าไปในสมาคมลับเหล่านี้ และต่อมามียังมีการก่อตั้งสำนักงานใหญ่ของ The Dark Ocean Society ในประเทศจีนในเมืองหางโจวอีกด้วย
The Dark Ocean Society ไม่เพียงแต่ให้เงินทุนและ อาวุธให้กับสมาคมลับที่มีจุดประสงค์ร่วมแบบเดียวกัน แต่ยังจัดให้มีที่ลี้ภัยในญี่ปุ่นสำหรับผู้นำที่กำหนดเป้าหมายโค่นล้มราชวงศ์ชิง
The Dark Ocean Society ได้ก่อตั้งเครือข่ายซ่องโสเภณีขนาดใหญ่ทั่วประเทศจีน (และต่อมาทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เพื่อจัดหาสถานที่นัดพบและเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล แทรกแซง และล้วงข้อมูล นอกเหนือจากการเป็นธุรกิจเสริมที่ทำกำไรแล้ว ซ่องโสเภณียังให้โอกาสในการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์และใช้สำหรับการแบล็กเมล์ในภายหลังได้อย่างดีเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขู่กรรโชกและการติดสินบนมักถูกใช้ แต่บ่อยครั้งที่ข้อมูลได้มาจากการจ้างโสเภณีที่มีทักษะสูงในการดึงข้อมูลจากลูกค้ามักจะมีประสิทธิภาพมากมายกว่าหลายเท่า
อีกเป้าหมาย ของ The Dark Ocean Society คือประเทศเกาหลี โดยได้จัดตั้งคณะทำงานลับเพื่อสำรวจภูมิประเทศโดยละเอียดของเกาหลีอย่างลับๆ สำหรับเตรียมแผนที่ เพื่อรอการรุกรานของญี่ปุ่นในอนาคต
หลังจากปี 1910 The Dark Ocean Society ก็ห่างไกลจากต้นกำเนิด ในการเป็นสมาคมลับ แต่ได้พัฒนาจนเกือบเป็นกระแสหลักของการเมืองญี่ปุ่น รัฐมนตรีหลายคนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของสมาคมลับแห่งนี้ และยังคงใช้อิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองและนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง The Dark Ocean Society ถูกยุบโดยทางการอเมริกันในช่วงการยึดครองญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง
2) สมาคมลับมังกรดำ (ญี่ปุ่น: 黒竜会; : โคคุริวไค (Kokuryūkai) อังกฤษ: Black Dragon Society)
ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2444 โดย อูจิดะ เรียวเฮ ผู้เป็นปรมาจารย์การต่อสู้ด้านศิลปะป้องกันตัว (martial art) โดยตั้งชื่อสมาคมลับแห่งนี้จากชื่อแม่น้ำอามูร์ หรือแม่น้ำเฮย์หลง ที่ตั้งในประเทศจีน ที่แปลเป็นไทยว่า “แม่น้ำมังกรดำ” แรกเริ่มสมาคมลับนี้ทำหน้าที่เป็นสายลับให้กับจักรวรรดิญี่ปุ่น ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ปฎิบัติการจารกรรมข้อมูลและเคลื่อนไหวในพื้นที่รัสเซีย แมนจูเรีย เกาหลี และประเทศจีน โดยทำสงครามจิตวิทยา และลอบสังหาร หลังสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น สมาคมลับนี้ได้เข้าปฏิบัติการด้านสายลับในหลายพื้นที่ อาทิ เอธีโอเปีย ตุรกี โมร็อกโก ยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมทั้งแถบประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
ต่อมาในภายหลังปฏิบัติการของสมาคมลับนี้เริ่มเป็นลักษณะการก่ออาชญากรรมอย่างรุนแรงมากขึ้น จนเริ่มถูกกวาดล้างจากสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2485
โคคุริวไค หรือสมาคมลับมังกรดำ ช่วยสายลับญี่ปุ่น พันเอก โมโตจิโร อาคาชิ ดำเนินกิจการที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน แมนจูเรีย ไซบีเรีย และก่อตั้งการติดต่อทั่วโลกมุสลิม การติดต่อเหล่านี้ในเอเชียกลางได้รับการดูแลตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมาคมลับมังกรดำยังได้ติดต่อกันอย่างใกล้ชิดและยังแทรกซึมเข้าเป็นพันธมิตรกับนิกายพุทธทั่วเอเชียอีกด้วย
ในช่วงทศวรรษที่ 1920 และ 1930 สมาคมลับมังกรดำ ได้พัฒนาเป็นองค์กรทางการเมืองกระแสหลักมากกว่าการเคลื่อนไหวในทางลับตามแนวทางเดิม และโจมตีความคิดเสรีนิยมและฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย ซึ่งความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับการเมือง และยังมีสมาชิกระดับแนวหน้าของสมาคมเป็นกลุ่มชนชั้นนำของรัฐบาล ผู้นำทางทหาร และผู้นำทางธุรกิจที่มีอำนาจมากมาย ทำให้สมาคมลับมังกรดำ มีอำนาจและอิทธิพลมากกว่ากลุ่มสมาคมลับอื่นๆ อีกทั้งสมาคมลับแห่งนี้ยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกลุ่มศาสนาใหม่ หนึ่งในสามกลุ่มใหญ่อย่างลัทธิ Oomoto อีกด้วย
โคคุริวไค หรือสมาคมลับมังกรดำ ถูกยุบอย่างเป็นทางการตามคำสั่งของหน่วยงานยึดครองอเมริกันในปี พ.ศ.2489 ตามหนังสือของ Brian Daizen Victoria, Zen War Stories, the Black Dragon สมาคมถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2504 โดย Ōmori Sōgen เปลี่ยนชื่อเป็น Black Dragon Club (Kokuryū-Kurabu) แต่ก็ไม่เคยที่จะกลับมามีอิทธิพลได้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมอีกเลย
3) สมาคมลับซากุระไค (ญี่ปุ่น: 桜会; : ซากุระไค (Sakurakai) อังกฤษ: Cherry Blossom Society)
ซากุระไค เป็นสมาคมลับความคิดล้ำยุคสมัย ที่ก่อตั้งโดยนายทหารรุ่นเยาว์ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2473 โดยมีเป้าหมายในการจัดโครงสร้างรัฐใหม่ตามแนวทางการทหารแบบเผด็จการ ผ่านการรัฐประหารโดยทหาร
เป้าหมายของพวกเขาคือการฟื้นฟูโชวะ ซึ่งพวกเขาอ้างว่าจะทำให้จักรพรรดิฮิโรฮิโตะกลับคืนสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง ปราศจากพรรคการเมืองและข้าราชการที่ชั่วร้ายในระบอบเผด็จการทหารใหม่
ซากุระไค นำโดยพันเอกกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น Kingoro Hashimoto สมาคมลับนี้เริ่มต้นด้วยสมาชิกประมาณสิบคนซึ่งเป็นนายทหารประจำการภาคสนามของเสนาธิการกองทัพบก และขยายตัวเพื่อรวมเจ้าหน้าที่ระดับกองร้อย สมาชิกภาพเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50 คนภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 และอาจถึงหลายร้อยนายภายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2474 ผู้นำที่โดดเด่นคนหนึ่งของสมาคมลับนี้ คือ Kuniaki Koiso อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นซึ่งดำรงตำแหน่ง ระหว่างปี พ.ศ. 2487-2488 โดยข้อมูลบางแหล่งยังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสมาคมลับนี้ กับกลุ่มความเชื่อทางศาสนาโอโมโตะ ในอะยะเบะ อีกด้วย
กลุ่มซากุระไค แสวงหาการปฏิรูปการเมือง: การกำจัดรัฐบาลของพรรคโดยการทำรัฐประหารและการจัดตั้ง ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มีพื้นฐานมาจากลัทธิสังคมนิยมแบบรัฐ เพื่อขจัดการเมือง เศรษฐกิจ และความคิดของญี่ปุ่นที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต
ภายหลังการจับกุมผู้นำ ภายหลังจากเหตุการณ์ Imperial Colours ซากุระไคก็ถูกสลายและยุบตัวลง
4) กลุ่มศาสนาใหม่ (ญี่ปุ่น: 新宗教; : ชินชูเคียว (shinshūkyō) อังกฤษ:Japanese new religions)
กลุ่มศาสนาใหม่ของญี่ปุ่นเป็นขบวนการทางศาสนาใหม่ที่จัดตั้งขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งมีหลายศาสนาที่เคลื่อนไหวในทางลับ และมีการแทรกซึมเข้าสู่การเมือง ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ชินชูเคียว”(shinshūkyō) (新宗教) หรือ shinkō shūkyō (新興宗教) นักวิชาการชาวญี่ปุ่นจำแนกองค์กรทางศาสนาทั้งหมดที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ว่าเป็น "ศาสนาใหม่" ดังนั้นคำนี้จึงหมายถึงความหลากหลายและจำนวนองค์กร ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงกลางถึงปลายศตวรรษที่ 20 และส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาดั้งเดิมที่เก่าแก่ เช่น พุทธศาสนาและชินโต และยังมีอิทธิพลจากต่างประเทศ ได้แก่ ศาสนาคริสต์ พระคัมภีร์ และงานเขียนของนอสตราดามุส
ในยุค พ.ศ. 2403 ญี่ปุ่นเริ่มประสบกับความปั่นป่วนทางสังคมครั้งใหญ่ และความท้าทายจากความเจริญและความทันสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อความขัดแย้งทางสังคมเกิดขึ้นในทศวรรษสุดท้ายของยุคเอโดะหรือที่เรียกว่ายุคบาคุมัตสึ ขบวนการทางศาสนาใหม่ๆ ก็ปรากฏขึ้นเพื่อเป็นทางออกทางจิตวิญญานและความเครียดที่เกิดการแข่งขันอย่างสูงในสังคมญี่่ปุ่น ตัวอย่างในกลุ่มนำขบวนของศาสนาใหม่ได้แก่ Tenrikyo, Kurozumikyo และ Oomoto ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า Nihon Sandai Shinkōshūkyō ที่แปลได้ว่า "ศาสนาใหม่ขนาดใหญ่สามแห่งของญี่ปุ่น" ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากชินโต (ศาสนาประจำชาติ) และลัทธิชามาน
ความตึงเครียดทางสังคมยังคงเพิ่มขึ้นในช่วง สมัยเมจิมีผลต่อการปฏิบัติศาสนกิจและสถาบันต่างๆ การเปลี่ยนจากความเชื่อดั้งเดิมไม่ได้ถูกห้ามโดยชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป ผู้มีอำนาจได้ยกเลิกการห้ามศาสนาคริสต์ที่ถูกควบคุมมายาวนานกว่า 250 ปี และมิชชันนารีของโบสถ์คริสต์ที่จัดตั้งขึ้นได้กลับเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง การประสานกันแบบดั้งเดิมระหว่างศาสนาชินโตกับศาสนาพุทธสิ้นสุดลง และศาสนาชินโตกลายเป็นศาสนาประจำชาติ พระภิกษุสงฆ์สูญเสียการคุ้มครองจากรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งศาสนาพุทธได้รับมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว พระภิกษุต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวงในการรักษาสถาบันของพวกเขา
รัฐบาลญี่ปุ่นมีความสงสัยในศาสนาเหล่านี้มาก การเคลื่อนไหวและพยายามระงับพร้อมทั้งตรวจสอบและเฝ้าระวังกลุ่มศาสนาใหม่เป็นระยะ การปราบปรามของรัฐบาลรุนแรงเป็นพิเศษในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ 1930 จนถึงต้นทศวรรษ 1940 เมื่อการเติบโตของลัทธิชาตินิยมญี่ปุ่นและรัฐชินโตมีการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดแข็งแกร่ง ภายใต้การปกครองของเมจิ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ห้ามดูหมิ่นจักรพรรดิและราชวงศ์ของพระองค์ รวมทั้งศาลเจ้าชินโตที่สำคัญบางแห่งซึ่งเชื่อว่ามีความผูกพันกับจักรพรรดิอย่างแน่นหนา รัฐบาลได้เสริมการควบคุมสถาบันทางศาสนาที่ได้รับการพิจารณาว่าบ่อนทำลายรัฐชินโตหรือลัทธิชาตินิยม จับกุมสมาชิกและผู้นำบางคนของ Shinshukyo รวมถึง Onisaburo Deguchi แห่ง Oomoto และ Tsunesaburō Makiguchi ของ Soka Kyoiku Gakkai (ปัจจุบันคือ Soka Gakkai) ซึ่งมักถูกตั้งข้อหาละเมิด แห่งการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือจะว่ากันง่ายๆคืออาศัยอำนาจรัฐมาตัดทอนกำลังของศาสนาอื่นๆที่เป็นคู่แข่งในด้านการสร้างศรัทธาและความเชื่อซึ่งถือว่ามีมูลค่า และพลังมหาศาล
หลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลและนโยบายของญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงระหว่างการยึดครองโดยกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร สถานะทางการของรัฐชินโตถูกยกเลิก และศาลเจ้าชินโตกลายเป็นองค์กรทางศาสนา สูญเสียการคุ้มครองจากรัฐบาลและการสนับสนุนทางการเงิน และการรุกไล่ล้มล้างระบบความเชื่อของลัทธิอื่นๆที่แตกต่างจากตนก็ได้สิ้นสุดลงไปด้วย
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง มีการเชิญมิชชันนารีคริสเตียนจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกาไปยังญี่ปุ่น โดยการสนับสนุนจากนายพลชื่อก้องโลก Douglas MacArthur มิชชันนารีกว่า 1,000 คน ได้หลั่งไหลเข้ามาเผยแพร่ศาสนาและจัดตั้งองค์กรกลุ่มขึ้นในญี่ปุ่น
โดยมิชชันนารีเหล่านี้ไม่ได้มาจากคริสตจักรดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังมาจากนิกายสมัยใหม่บางแห่ง เช่น พยานพระยะโฮวาด้วย มิชชันนารีพยานพระยะโฮวา ประสบความสำเร็จอย่างมากจนกลายเป็นนิกายคริสเตียนที่ใหญ่เป็นอันดับสองในญี่ปุ่น โดยมีสมาชิกมากกว่า 210,000 คน (ใหญ่ที่สุดคือคาทอลิกที่มีสมาชิกประมาณ 500,000 คน)
ในญี่ปุ่น พยานพระยะโฮวามักจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มชินชูเคียวเช่นกัน โดยที่มีพื้นฐานมาจากศาสนาคริสต์ ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 19 (เช่นเดียวกับชินชูเคียวรายใหญ่อื่นๆ) แต่ยังเนื่องมาจากวิธีการปฏิบัติ และเผยแพร่ของเหล่ามิชชันนารี พวกเขาใช้วิธีการเยี่ยมเยือนตามบ้านและ การพบปะกันบ่อยๆ จนก่อเกิดเป็นกลุ่มและสมาคมที่มีขนาดขยาย และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าจะมีมิชชันนารีคริสเตียนหลั่งไหลเข้ามา แต่ส่วนใหญ่ของกลุ่มชินชูเคียวยังเป็นนิกายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธหรือชินโต เป็นแกนหลัก ได้แก่ Risshō Kōsei Kai และ Shinnyo-en เป้าหมายหลักของ ชินชูเคียว ได้แก่ การคงไว้ซึ่งพลังทางจิตวิญญาณ ความเจริญรุ่งเรืองส่วนบุคคล และความสามัคคีในสังคม หลายคนยังมีความเชื่อเรื่องคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ซึ่งกำลังใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของโลก หรืออย่างน้อยก็การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ผู้ที่เข้าร่วมชินชูเคียวส่วนใหญ่ในช่วงเวลานี้ จะเป็นผู้หญิงที่มีพื้นเพชั้นชนในสังคมระดับล่าง ถึงกลาง และกลุ่มชินชูเคียว นอกจากเผยแพร่ความเชื่อ ศรัทธาตามรูปแบบของตนแล้ว ภายหลังยังมีการขยายอิทธิพลเข้าสู่ระบบการเมือง การปกครองในญี่ปุ่น และในต่างประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างต่อเนื่อง
ในปี พ.ศ. 2542 คาดว่า ประชากรญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของกลุ่มชินชูเกียว หรือกลุ่มศาสนาเกิดใหม่ กว่า 10-20 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว
ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดถึงแรงจูงใจของผู้รอบสังหาร นายชินโซะ อาเบะ ซึ่งเหตุอาจจะเป็นไปตามการให้การของผู้ต้องหาที่ว่าเป็นความแค้นส่วนบุคคล หรือแท้จริงแล้ว สังคมญี่ปุ่นก็ยังวนเวียนพัวพันอยู่ในวังวนแห่ง การเมือง ทหาร และ ลัทธิความเชื่อ ผ่านสมาคมลับสักแห่งที่ก่อรูปร่างขึ้นมาใหม่ก่อนจะเกิดสงครามใหญ่ระดับโลกขึ้นมาอีกสักครั้งก็เป็นได้ / JPW
------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ
https://web.archive.org/web/20060104223723/http://www.russojapanesewar.com/dragons.html
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Category:Japanese_new_religion
Deacon, Richard: A History of Japanese Secret Service, Berkley Publishing Company, NewYork, 1983.
Gordon, Andrew(2003). A Modern History of Japan: From Tokugawa Times to the Present. Oxford University Press.
รูปประกอบ โดย Manuel Cosentino จาก Unsplash.com