โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิติเศรษฐศาสตร์ของเหรียญ NFT นิยาม NFT สร้างกรรมสิทธิ์ได้อย่างไร (2)

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. 2565 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 01.00 น.

ระดมสมอง ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย นักกฎหมาย สนง.คณะกรรมการกฤษฎีกา

NFT ย่อมาจาก nonfungible token หรือเหรียญที่มีความเป็นเอกลักษณะไม่มีสิ่งใดเหมือน นอกจากนั้นยังไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยทรัพย์สินประเภทเดียวกันได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำศัพท์ทางกฎหมายไทย ได้แก่ อสังกมทรัพย์ หรือทรัพย์ซึ่งไม่อาจใช้ของอื่นที่เป็นประเภทและชนิดเดียวกัน มีปริมาณเท่ากันแทนกันได้ ตัวอย่างเช่น ภาพวาดสีน้ำมันเป็นอสังกมทรัพย์ (nonfungible) เพราะแต่ละงานมีเพียงชิ้นเดียวและไม่สามารถหางานชิ้นอื่นมาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

ในทางตรงกันข้าม เงินสด ไม่ว่าจะเป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์โดยทั่วไปมีลักษณะเป็น สังกมทรัพย์ (fungible) เพราะสามารถใช้ธนบัตรหรือเหรียญที่มีมูลค่าเท่ากันแทนกันได้ แม้ว่าธนบัตรที่มีมูลค่าเท่ากันแต่ละใบจะมีเลขรหัสบ่งชี้ที่แตกต่างกันก็ตาม

อย่างไรก็ดี เหรียญ NFT เป็นเพียงเครื่องมือ (conduit) ที่ใช้สำหรับแก้ไขปัญหาการสร้างตลาด และการกำหนดความเป็นเจ้าของในสิ่งของดิจิทัล (digital things) เช่น จากงานศิลปะดิจิทัลหรือไฟล์ดิจิทัลทั่วไป ซึ่งไม่มีความเป็นเอกลักษณ์สามารถลอกเลียนด้วยการทำสำเนาจากต้นฉบับได้อย่างสมบูรณ์แบบ (copy) นอกจากนั้นยังสามารถส่งต่อไปให้ผู้รับได้ไม่จำกัดไม่ว่าผู้รับรายนั้นจะได้รับอนุญาตจากผู้สร้างสิ่งของดิจิทัลชิ้นนั้นหรือไม่ก็ตาม

การที่เหรียญ NFT ซึ่งเป็นสิ่งของไม่มีรูปร่างและคงอยู่เฉพาะในโลกดิจิทัลกลายเป็นทรัพย์ประเภทอสังกมทรัพย์ได้นั้น ต้องพึ่งระบบการยืนยันความถูกต้อง และความเป็นเจ้าของของเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแบบกระจายส่วน (distributed ledger technology) กล่าวคือ เหรียญ NFT ได้รับการพัฒนาในรูปแบบโทเคนดิจิทัล (digital token) บนระบบอีเธอเรียมบล็อกเชน (ethereum blockchain)

โดยเหรียญ NFT แต่ละเหรียญจะมีรหัสประจำตัวที่แสดงอยู่ในชุดข้อมูลที่เรียงร้อยกันเป็นทอด ๆ ในลักษณะโซ่ (หรือในภาษาอังกฤษคือ chain) ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของเหรียญ NFT คือผู้ที่เป็นเจ้าของสายรหัสเฉพาะของแต่ละห่วงโซ่ของบล็อกเชนนั้น ๆ และมีการแสดงค่าผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับอีเธอเรียมบล็อกเชน

ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว ศิลปินผู้รังสรรค์งานศิลปะบนแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถขายงานของตนในโลกออนไลน์ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีผู้นำงานของตนไปคัดลอกโดยไม่ได้รับอนุญาต กล่าวคือ งานศิลปะดิจิทัลที่ขายบนระบบอีเธอเรียมบล็อกเชนจะขายพร้อมกับเหรียญ NFT ซึ่งมีรหัสเฉพาะเป็นเอกลักษณ์สำหรับแต่ละเหรียญ

หากจะกล่าวให้ถูกคือ ศิลปินจะขายเหรียญ NFT ที่แนบงานศิลปะในรูปแบบของไฟล์ดิจิทัลให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อหรือผู้ถือครองเหรียญสามารถพิสูจน์และตรวจสอบความเป็นเจ้าของได้จากการตรวจสอบความถูกต้องของรหัสเหรียญที่ตนถือครองกับข้อมูลที่เก็บอยู่บนโครงข่ายอีเธอเรียม

ยิ่งไปกว่านั้นผู้สร้าง NFT ยังสามารถกำหนดเงื่อนไข สิทธิประโยชน์ อำนาจหรือหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการถือครอง NFT ผ่านสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) หรือชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายบล็อกเชน ที่มีกลไกการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาทันทีที่เงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่กำหนดไว้ก่อนหน้าเกิดขึ้น

เช่น อาจมีการกำหนดข้อตกลงให้ผู้ถือครองเหรียญ NFT จ่ายค่าสิทธิอัตโนมัติ (automatic loyalty payment) ให้แก่ผู้สร้างสิ่งของดิจิทัลทุกครั้ง เมื่อเกิดการซื้อขายเหรียญดังกล่าวให้แก่บุคคลที่สาม หรือกำหนดจำนวนสำเนาไฟล์สิ่งของดิจิทัลหรืองานศิลปะดิจิทัลที่ผู้ถือครองเหรียญได้รับอนุญาตให้สามารถทำซ้ำได้

ดังนั้น การกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดใน smart contract เพื่อสร้างเหรียญ NFT จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ศิลปินและผู้ลงทุนในงานศิลปะดิจิทัลต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ เพราะเป็นการกำหนดข้อตกลงระหว่างตนกับผู้ถือครองเหรียญคนต่อ ๆ ไปในสายลำดับการครอบครอง

ในบางกรณี ศิลปินผู้ผลิตผลงานอาจกำหนดไว้ใน smart contract ของเหรียญ NFT ของงานศิลปะดิจิทัลชิ้นนั้น ๆ ว่า ให้ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของศิลปินคนนั้น ยกเว้นจะมีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง ในกรณีอื่น ศิลปินอาจกำหนดให้ผู้ถือครองเหรียญ NFT เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตหาประโยชน์จากงานศิลปะดิจิทัล (licensing right) แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นใดทางกฎหมาย

หากจะกล่าวให้เข้าใจง่าย อาจสรุปได้ว่าเทคโนโลยี NFT และระบบบล็อกเชนเปรียบเสมือนใบรับรองความถูกต้อง และความเป็นของแท้ของผลงานศิลปะดิจิทัล (certificate of authenticity) นั่นเอง

*หมายเหตุ – บทความเป็นความเห็นทางวิชาการของผู้เขียนเท่านั้น*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...