โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

AMEX ทวงบัลลังก์ผู้นำบัตรเครดิตกลุ่มคนรวย รายได้ 1.2 ล้านบาท/ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.พ. 2566 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2566 เวลา 04.48 น.
พร้อม สิริสันต์

บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ไทย) หรือ AMEX กางแผนลุยธุรกิจบัตรเครดิตปี 2566 รุกกลุ่มกำลังซื้อสูง เจาะกลุ่มบัตรแพลทินัม รายได้ 1.2 ล้านบาทต่อปี ชูจุดแข็งดูแลลูกค้าอย่างคนพิเศษ พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์สูงกว่า 3 เท่าของค่าธรรมเนียมผ่านร้านอาหาร-โรงแรม-การเดินทาง ลั่นจับมือแบงก์กรุงเทพ ลุยขยายฐานรับบัตรรองรับฐานลูกค้า 122 ล้านรายทั่วโลก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 นายพร้อม สิริสันต์ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ไทย) หรือ AMEX เปิดเผยว่า กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตในปี 2566 บริษัทยังคงตั้งเป้าการรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง (High Spender) โดยกลุ่มลูกค้าระดับแพลทินัมจะต้องมีรายได้เฉลี่ย 1.2 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบันบัตร AMEX มีจำนวนสมาชิกทั่วโลกกว่า 122 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร (Spending) เฉลี่ยสูงกว่าบัตรเครดิตทั่วไปในระบบกว่า 3.5 เท่า

โดยปัจจุบันบัตร AMEX มี 5 หน้าบัตรด้วยกัน ได้แก่ บัตรเครดิตแพลทินัมอเมริกัน เอ็กซ์เพรส, บัตรทองอเมริกัน เอ็กซ์เพรส, บัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส, บัตรเครดิตแพลทินัม การบินไทย อเมริกัน เอ็กซ์เพรส, บัตรเครดิต อเมริกัน เอ็กซ์เพรส

อย่างไรก็ดี บริษัทจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าบัตรเครดิตแพลทินัมอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ทีมียอดใช้จ่ายสูง และเป็นบัตรที่มีค่าธรรมเนียมรายปีอยู่ที่ 3.5 หมื่นบาท แต่จะเห็นว่าบริษัทจะเสนอสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้ามากกว่าค่าธรรมเนียมถึง 3 เท่า

ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจจะอยู่ภายใต้กลยุทธ์ 3 ด้าน ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์ 2.การเพิ่มจำนวนร้านค้ารับบัตร และ 3.การให้บริการลูกค้า โดยในส่วนผลิตภัณฑ์ จะเห็นว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การเดินทางทั่วโลกหยุดชะงัก แต่จะพบว่ายอดการใช้จ่ายของ AMEX ไม่ได้ปรับลดลง

เนื่องจากบริษัทมีการปรับแผนกลยุทธ์และเพิ่มสิทธิประโยชน์ (Benefit) โดยการกระตุ้นให้สมาชิกกลับมาใช้บริการเข้าพักและการเดินทางภายในประเทศมากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มที่ชอบหาประสบการณ์และสังสรรค์

ดังนั้น บริษัทจึงมีการขยายความร่วมมือกับร้านค้าพันธมิตร เพื่อปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นตามพฤติกรรมลูกค้า เช่น ร้านอาหาร บริษัทได้มีเครดิตเงินคืน หรือ Global Dining Credit มูลค่า 14,000 บาท ให้สมาชิกบัตรแพลทินัมสำหรับทานอาหารมูลค่า 14,000 บาท โดยแบ่งเป็นเครดิตมูลค่า 7,000 บาทสำหรับร้านอาหารในประเทศไทย และเครดิตมูลค่า 7,000 บาทสำหรับร้านอาหารในต่างประเทศ โดยมีร้านอาหารที่ร่วมรายการกว่า 1,400 แห่ง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หรือสิทธิประโยชน์ Platinum 1 for 1 ข้อเสนอในหมวดห้องพักโรงแรมและรีสอร์ต

“สังเกตจะเห็นว่าพันธมิตรร้านค้าและบริการของ AMEX ที่มีการเติบโตสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสมาชิกบัตร AMEX ยังคงนิยมไปเที่ยวพักผ่อนและใช้เวลาวันหยุดในประเทศอยู่ แม้ว่าการเดินทางระหว่างประเทศจะกลับเปิดตามปกติอีกครั้งแล้วก็ตาม หรือการช็อปปิ้งของ Luxury และหากดูจำนวนการทำธุรกรรมในต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 100% ในปี 2565 เมื่อเทียบกับปี 2562 แน่นอนว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นผลมาจากฐานสมาชิกบัตรของเราที่มีเพิ่มมากขึ้นด้วย”

กลยุทธ์ด้าน 2.การเพิ่มจำนวนร้านค้ารับบัตร ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของ AMEX เนื่องจากมีจำนวนลูกค้าที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น จึงต้องขยายร้านค้ารองรับการเติบโต ซึ่งในไทยบริษัทได้มีการร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ ที่จะเข้ามาช่วยในการขยายลูกค้าและร้านค้ารับบัตรเพิ่มมากขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี 2560-2564 บริษัทขยายร้านค้าที่รับบัตร AMEX ทั่วโลกถึง 164% หรือคิดเป็นมากกว่า 66 ล้านแห่ง

และ 3.การให้บริการลูกค้า เป็นเรื่องที่บริษัทเน้นค่อนข้างมาก โดยให้ความสำคัญในการดูแลลูกค้าเป็นพิเศษ ซึ่งลูกค้ายังคงชอบการพูดคุยกับคน หรือ Human Touch บริษัทจึงยังเน้นเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าผู้ถือบัตรมีอายุเฉลี่ยน้อยลงอยู่ที่ 30 ปีมากขึ้น จากก่อนหน้าจะอยู่ในกลุ่มอายุเฉลี่ย 40 ปีขึ้นไป ดังนั้น บริษัทจึงมีการปรับเปลี่ยนช่องทางการให้บริการให้มีความสมดุล โดยมีทั้ง Human และช่องทางออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้

โดยปัจจุบันบริษัทแอปพลิเคชั่นที่มีผู้ถือใช้อยู่ประมาณ 70-80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด ขณะเดียวกัน ช่องทางที่ใช้เจ้าหน้าที่บริการก็ยังเป็นอีกจุดเด่นในการบริการของบริษัทเช่นกัน โดยปัจจุบัน AMEX มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 64,000 คนทั่วโลก รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างเงินดิจิทัลหรือโทเค็นต่าง ๆ ก็อยู่ระหว่างการพิจารณา หากในประเทศไทยมีความพร้อมก็จะนำมาให้บริการตามความเหมาะสมต่อไป

สำหรับความเสี่ยงในเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และอาจจะมีบางประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) นั้น บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมาจุดดีของ AMEX คือการปรับตัวที่รวดเร็ว อย่างในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ถือบัตรไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ เราก็ได้นำเสนอสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในประเทศแทน ประกอบกับกลุ่มลูกค้าหลักที่เป็นกลุ่ม high end ที่มีกำลังซื้อสูง จึงทำให้ได้รับผลกระทบไม่มาก โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) น้อยมาก และเป็นกลุ่มชำระหนี้เต็มจำนวน

“แม้ว่ากลุ่มลูกค้ามั่งคั่งจะมีผู้เล่นพยายามเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้น แต่เรามั่นใจในจุดเด่นของอเมริกันเอ็กซ์เพรส คือมีโปรดักต์ที่ดีที่สุด มีการบริการระดับที่ดีสำหรับผู้ถือบัตร ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการติดต่อที่รวดเร็ว ใช้เจ้าหน้าที่เป็นหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรอย่างเต็มที่ ส่วนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะสูงกว่า 3.5 เท่าของตลาด มองว่าน่าจะเพิ่มขึ้นได้ แต่จะเพิ่มเร็วขึ้นในช่วงเดินทางต่างประเทศ เพราะจะมีการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม จะช่วยหนุนยอดใช้จ่าย หรือหากบินไม่ได้กลุ่มนี้จะเน้นซื้อของ Luxury แทน ทำให้ยอดการใช้จ่ายไม่ได้ลดลง”

ล่าสุดเพื่อตอบรับกับการเปิดประเทศ อเมริกันเอ็กซ์เพรสพร้อมนำเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ เพื่อยกระดับการใช้บัตรและให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตทุกช่วงเวลา ตั้งแต่การพบปะผู้คนในชีวิตประจำวัน หรือการพักผ่อนในวันหยุดกับครอบครัวสำหรับสมาชิกบัตร แพลทินัม โดยที่ค่าสมาชิกรายปียังคงเท่าเดิม อาทิ สิทธิประโยชน์ใหม่ด้านไลฟ์สไตล์ Global Dining Credit มูลค่า 14,000 บาท

สิทธิประโยชน์ Platinum 1 for 1 ข้อเสนอในหมวดห้องพักโรงแรมและรีสอร์ต, Sunday Brunch, ชุดเมนูพิเศษ, Afternoon Tea, บริการสปา และบริการเช่ารถยนต์ ซึ่ง Stella Bar ณ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ใหม่ที่เข้าร่วมรายการ โดยสมาชิกบัตรจะได้รับเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว เมื่อซื้อเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ 1 แก้วในช่วงเวลา Platinum Hours จำกัดสูงสุด 3 แก้วต่อบัตรต่อการเข้าใช้บริการ

และยังมีโรงแรมระดับ 5 ดาวอีก 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ และโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด มัลดีฟส์ ที่เข้าร่วมสิทธิประโยชน์ Platinum 1 for 1 ในหมวดห้องพัก โดยสมาชิกบัตรจะได้เข้าพักฟรี 1 คืนจากทุก ๆ 1 คืนที่ชำระค่าห้องพัก เป็นต้น

นอกจากนี้ สมาชิกบัตรยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องจากปี 2565 อาทิ อภินันทนาการเข้าพัก 1 คืน ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ, รับคะแนนสะสมเมมเบอร์ชิป รีวอร์ด 5 เท่า จากยอดใช้จ่ายในต่างประเทศ, บริการรถลิมูซีนรับ-ส่งสนามบินทั้งขาไปและกลับจากสนามบินสุวรรณภูมิหรือสนามบินดอนเมืองสำหรับทุก ๆ การเดินทางไปต่างประเทศที่สำรองเที่ยวบินกับพาร์ตเนอร์ที่ร่วมรายการ ผ่านแผนกบริการการเดินทางสำหรับสมาชิกบัตรแพลทินัม, สิทธิเข้าใช้ห้องรับรองในสนามบินกว่า 1,300 แห่งทั่วโลกโดยไม่จำกัดครั้งในรายการ Global Lounge Collection, ประกันภัยการเดินทางคุ้มครองสูงสุดถึง 25 ล้านบาท เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...