โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพใหม่ 2 ดาวน้ำแข็งยักษ์ เผยสีที่แท้จริงของทั้งคู่

Environman

เผยแพร่ 07 ม.ค. 2567 เวลา 12.00 น.

สีที่แท้จริงของเนปจูน การประมวลผลภาพใหม่จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เผยให้เห็นว่าเนปจูนและยูเรนัสนั้นคล้ายกันมากกว่าที่เราคิด

ในปี 1986 และ 1989 ยานอวกาศโวเอเจอร์ 2 ของ NASA ได้ถ่ายภาพยูเรนัส ดาวเคราะห์ลำดับที่ 7 ของระบบสุริยะ และต่อมาก็ได้ถ่ายภาพเนปจูน ดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ของเราตามลำดับ จากนั้นมันก็ส่งข้อมูลกลับมายังโลกเพื่อให้เราเห็นดาวน้ำแข็งยักษ์สุดใกล้นี้ จากนั้นเราก็ใช้ข้อมูลนั้นเรื่อยมา

ภาพเดิมเผยให้เห็นว่าเนปจูนนั้นเป็นสีน้ำเงินมากกว่ายูเรนัสอย่างชัดเจน แต่ติดปัญหาอยู่อย่างนึงคือ ยานโวเอเจอร์ 2 ซึ่งเป็นยานลำเดียวที่ได้ไปเยือน 2 ดาวเคราะห์นี้สามารถถ่ายภาพได้แค่เพียงช่วงคลื่นแสงเดียวเท่านั้น ดังนั้นภาพทั้งหมดจึงเกิดจากแค่สีสีเดียว และนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าสีที่แท้จริงของทั้งสองจะแตกต่างไปมากกว่านี้

“แม้ว่าภาพถ่ายดาวยูเรนัสของยานโวเอเจอร์ 2 ที่คุ้นเคยจะถูกเผยแพร่ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับสี ‘ของจริง’ มากขึ้น ส่วนภาพดาวเนปจูนนั้นถูกขยายออกไป(ดึงสีมากเกินไป) ดังนั้นจึงทำให้เป็นสีฟ้าเทียมเกินไป” Patrick Irwin นักฟิสิกส์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดกล่าว

ภาพเหล่านั้นไม่ความสมดุลมากพอที่จะสร้างเป็นสีจริงของดาวเคราะห์ได้ ด้วยเหตุนี้ทีมวิจัยจึงทำการเก็บข้อมูลใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล และ Multi Unit Spectroscopic Explorer (MUSE) ของกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่มาก (VLT) ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทรายอาตากามาทางตอนเหนือของชิลี

ผลลัพธ์พบว่ายักษ์น้ำแข็งทั้งสองมีสีที่เหมือนกับน้ำแข็งและคล้ายกันอย่างยิ่ง ขณะที่เนปจูนจะมีสีออกไปทางฟ้ามากกว่าเล็กน้อย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นสาเหตุมาจากดาวเนปจูนมีชั้นหมอกบางกว่าดาวยูเรนัส โดยเฉพาะชั้นบรรยากาศของอนุภาคน้ำแข็งและการมีก๊าซมีเทน และไม่มีมีเทนที่ขั้วโลก ทำให้ทั้งสองแตกต่างกัน

งานวิจัยยังเผยให้เห็นอีกว่าทำไมยูเรนัสจึงเปลี่ยนสีตามฤดูกาล ปัญหานี้เกิดขึ้นในงานวิจัยก่อนหน้าที่ระบุว่า ยูเรนัสดูเหมือนจะมีสีเขียวมากขึ้นในฤดูร้อนและฤดูหนาว(ของยูเรนัส) ซึ่งเป็นตอนที่ขั้วใดขั้วหนึ่งของมันชี้ไปทางดวงอาทิตย์ในวงโคจร 84 ปีโลก

ทีมงานคิดว่าเป็นผลมาจาก ‘ฝาคลุม’ ของมีเทนน้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นบริวเณขั้ว ส่งผลให้ความยาวคลื่นสีเขียวและสีแดงสะท้อนออกมามากขึ้น แต่มันก็นำไปสู่คำถามต่อไปว่า ทำไมมีเทนถึงไปรวมตัวที่ขั้วดาว ซึ่งยังไม่มีใครต่อบได้

“นี่เป็นการศึกษาครั้งแรกที่จับคู่แบบจำลองเชิงปริมาณกับข้อมูภาพถ่ายเพื่ออธิบายว่าทำไมสีของดาวยูเรนัสจึงเปลี่ยนไประหว่างวงโคจรของมัน” Irwin กล่าว “มีสิ่งต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับดาวเคราะห์เหล่านี้ที่เรายังไม่เข้าใจ”

“เราจำเป็นต้องขึ้นสู่วงโคจรจริง ๆ และส่งยานสำรวจลงไปเพื่อที่เราจะได้มองเห็นอย่างแน่ชัดว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น แทนที่จะพยายามปะติดปะต่อมันจากการสังเกตการณ์ในระยะไกล” เขากล่าวปิดท้าย

ที่มา

https://academic.oup.com/mnras/article/527/4/11521/7511973

https://www.theguardian.com/…/true-blue-neptune-only…

https://www.sciencealert.com/new-images-reveal-the…

https://www.iflscience.com/thought-neptune-was-a…

https://www.livescience.com/…/neptune-isnt-as-blue-as…

Photo : Irwin et al./University of Oxford

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...