โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 08.31 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2566 เวลา 08.31 น. • บั๊บโบะ
300 ปีหลังจากตกตายในรอยแยกมิติยุคโลกาวินาศ จิณณ์ฟื้นตื่นอีกครั้งในร่างวิญญาณพร้อมทักษะพิเศษอันทรงพลังไร้ต้าน [จำนวนลูกหลานถึงเกณฑ์ที่กำหนด ระบบถูกเปิดใช้งาน!]

ข้อมูลเบื้องต้น

[ระบบบรรพบุรุษเริ่มทำงาน]

เมื่อพลังพิเศษ 'ระบบบรรพบุรุษ' ที่ไม่เคยเปิดใช้งานได้มาก่อนเริ่มทำงาน

ไม่ว่าจะหมู่ศัตรู ผู้ปองร้ายใด หากมุ่งหมายมาทำลายตระกูลของข้าแล้ว ก็ต้องข้ามดวงวิญญาณบรรพบุรุษเช่นข้าคนนี้ไปก่อน!

[คุณกำจัดภัยร้ายต่อสมาชิกของตระกูลระบบกำลังประมวลผลความสำเร็จ]

[ของรางวัลถูกส่งไปที่ช่องเก็บของเรียบร้อย]

เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่องอื่นๆ และเห็นว่ามีสองไอเดียน่าสนใจที่น่าจะจับมาผนวกกันได้ จึงนำมารวมกันไว้ในเรื่องนี้ กลายมาเป็น 'ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ' ที่ผู้อ่านทุกท่านกำลังจะได้เพลิดเพลินไปพร้อมๆ กันหลังจากนี้……

ปล. นิยายเรื่องนี้จะนำเสนอเรื่องราวหลังจากยุคที่ตัวเอกเสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยปี อาจจะมีวัฒนธรรมผสมผสานอยู่หลายๆ อย่างภายในเรื่อง ดังจะแสดงออกผ่านชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ และการกระทำต่างๆ

เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับระดับขั้น :

มนุษย์ธรรมดาเมื่อฝึกฝนพลังจะเรียกว่า อเวก มีตั้งแต่ อเวกระดับที่ 1 - อเวกระดับที่เก้า 9

อเวกที่เปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายหรือจิตวิญญาณได้แล้ว จะเรียกว่าอีโวล ปัจจุบันยังปรากฏแค่อีโวลระดับที่ 1 - อีโวลระดับที่ 6

สัตว์อสูร ที่ปรากฏในปัจจุบันมีตั้งแต่ สัตว์อสูรระดับที่ 1 - สัตว์อสูรระดับที่ 11 (ไม่ต้องแปลงสภาพร่างกายเหมือนมนุษย์ เพราะมีร่างกายที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว)

วิชาฝึกฝนพลังระดับต่ำ > มนุษย์สามารถใช้ฝึกฝนได้จนถึงขอบเขตอเวก

วิชาฝึกฝนพลังระดับกลาง > มนุษย์สามารถใช้ฝึกฝนได้จนถึงขอบเขตอีโวล (ขึ้นอยู่กับวิชา เวลา ความเข้ากันได้ พรสวรรค์ และโชคด้วย ถึงจะก้าวข้ามไปถึงอีโวลได้สำเร็จ)

ระดับของเมือง : มหานคร > เมืองขนาดใหญ่ > เมืองขนาดกลาง > เมืองขนาดเล็ก (ไล่จากเมืองที่มีศักยภาพสูงสุดไปยังเมืองที่มีศักยภาพต่ำที่สุด)

(ผังตระกูลพีไรซ์)

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 1 ระบบเริ่มทำงาน!

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 1 ระบบเริ่มทำงาน!

“เฮ้อ…ต่อจากนี้เจ้าพวกตัวเล็กจะเป็นอย่างไรบ้างนะ”

“หวังว่าจะไปได้ดีในทางที่ตัวเองรัก ที่ตัวเองต้องการ……”

“ฟางหรู…ฉันทำดีที่สุดแล้วนะ…แต่คงมาได้แค่นี้ ฉัน…ไม่เหลือเรี่ยวแรงอีกต่อไปแล้ว……”

“……”

.

.

.

“เดี๋ยวก่อน ทำไมฉันถึงยังมีสติอยู่อีกล่ะ ไม่ใช่ว่า……”

[ตรวจพบจำนวนลูกหลานครบตามเงื่อนไขที่กำหนด…กำลังประมวลผล…]

[ระบบบรรพบุรุษเริ่มทำงาน]

ดวงตาซีดจางกะพริบปริบๆ มองหน้าต่างโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าด้วยแววตาตื่นตกใจ ความสับสนประเดประดังเข้ามาเต็มไปหมด เพราะด้านหน้าเป็นข้อมูลส่วนตัวของเขาเอง

[ผู้ใช้: (จิน) จิณณ์ พิไร

สถานะ : ปกติ (วิญญาณชนิดพิเศษ)

ตำแหน่ง : บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์

ทักษะพิเศษ : ระบบบรรพบุรุษ (เปิดใช้งาน)

ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 1

ระดับของตระกูล : ระดับที่ 1 (ตกอันดับ)

สมาชิก : 26 คน…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…

สถานะทรัพย์สินของตระกูล : มูลค่า 930,200 เหรียญ…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'..

แต้มระบบ : 490,000 แต้ม]

สรุปแล้วเขาตายไปแล้วจริงๆ และตอนนี้กลายมาเป็นวิญญาณร่างซีดขาว โปร่งใสจนสามารถมองทะลุร่างกายไปจนเห็นฉากด้านหลังได้ทั้งหมด

จินพยายามเค้นสมองเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดหลังจากที่เขาเข้าไปในดันเจี้ยนสุดอันตรายเพื่อหาสมุนไพรวิเศษที่จะช่วยเขาเพิ่มระดับขึ้นไปเป็นอเวกระดับที่เก้าตามคำแนะนำของเพื่อนรัก

แต่ไม่น่าเชื่อว่าดันเจี้ยนที่เข้าไปจะยกระดับขึ้นทันทีที่เข้าไปได้ไม่ถึงวัน เขาพยายามอย่างที่สุดแล้วเพื่อหนีกลับออกมา แต่มันเกินความสามารถอเวกระดับที่แปดเกินไป จึงทำได้เพียงหลับตารอรับความตาย หวังว่าภรรยาที่รักและลูกทั้งสามจะใช้ชีวิตกันต่อไปได้

ซึ่งความจริงก็ไม่ได้น่าเป็นกังวลสักเท่าไหร่ ที่ตัวเขารอดชีวิตมาได้ในยุคโลกาวินาศนั่นก็เป็นเพราะฟางหรูแทบทั้งสิ้น

ฟางหรูกับเขาแต่เดิมก็เป็นคนรักกันมาตั้งแต่ช่วงที่โลกนี้สงบสุข ไม่มีช่องโหว่มิติที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา สัตว์ประหลาดเดินว่อนไปทั่วทุกพื้นที่ ทำเอารัฐบาลหลายประเทศถึงกับล่มสลาย ผู้คนล้มตายเป็นเบือ เมืองใหญ่พังทลายจนเหล่ามวลมนุษย์ต้องกระเสือกกระสนหนีเอาชีวิตรอด

บ้างก็รอด บ้างก็ทิ้งชีวิตเอาไว้ระหว่างทาง

ช่วงเวลานั้น พลังจากต่างมิติได้ไหลทะลักเข้ามาภายในโลกใบนี้ หลายๆ คนเริ่มพบว่าตนเองสามารถเปิดหน้าต่างที่บ่งบอกสถานะส่วนตัวขึ้นมาจากอากาศได้ และทุกคนล้วนมีทักษะพิเศษติดตัวหนึ่งถึงสองอย่างเป็นอย่างน้อย

แต่ก็เท่านั้น เพราะผู้คนไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับมันเลย มีทักษะพิเศษจากหน้าต่างสถานะอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถนำมันมาใช้ได้

มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถชักนำพลังพิเศษที่เขียนอยู่บนหน้าต่างสถานะออกมาใช้งานได้จริง คนเหล่านั้นถูกเรียกขานว่า 'อเวก'

ฟางหรูเองก็เป็นคนแรกๆ ที่พัฒนาตนเองจนกลายเป็นอเวกระดับที่หนึ่งได้สำเร็จ พร้อมกับทักษะเปลวเพลิงอันทรงพลัง

ในขณะที่ตัวเขาได้แต่จ้องมองหน้าต่างสถานะของตนเองที่เขียนเอาไว้ว่า

[ทักษะพิเศษ : ระบบบรรพบุรุษ (ไม่สามารถใช้งานได้)]

แค่เท่านั้น เท่านั้นจริงๆ แถมมันยังเขียนกำกับชัดเจนอีกด้วยว่าไม่สามารถใช้งานได้

สุดท้ายก็ต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดจากสัตว์ประหลาดต่างมิติโดยมีฟางหรูคอยปกป้องผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างเขาตลอดเวลา

เวลาผ่านไปเกือบปี เหล่ามนุษย์เริ่มปรับตัวและโต้กลับสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้ แต่กว่าจะทำแบบนั้นได้ ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก็ถูกช่วงชิงจนเหลือน้อยเต็มทน เป็นเวลาเดียวกับที่ทั้งคู่สามารถปักหลักในฐานผู้รอดชีวิตขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

ด้วยความสามารถอันโดดเด่นของฟางหรู เป็นไปไม่ได้ที่ฐานผู้รอดชีวิตจะไม่ต้อนรับ เธอสร้างประโยชน์มากมายให้กับฐาน ยกระดับสถานะทางสังคมของทั้งคู่ขึ้นจนจินมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาโบราณของผู้เฒ่าผู้อำนวยการฐาน

มันเป็นคัมภีร์โบราณที่ตกทอดมาในตระกูลของผู้เฒ่าคนนี้ แม้เนื้อหาจะขาดหายไปบางส่วน แต่ปรากฏว่ามันสามารถชักนำพลังงานในอากาศได้จริง ทำให้ผู้คนมีโอกาสกลายเป็นอเวกได้โดยง่าย

ความสามารถของจินพุ่งทะยาน แม้จะไม่สามารถใช้ทักษะพิเศษติดตัว แต่ก็ไม่ได้เป็นภาระของแฟนสาวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป!

เวลาผ่านไป มีอเวกกำเนิดขึ้นมากมาย ชีวิตของผู้คนเริ่มสงบสุขมากขึ้น

เมื่อไม่มีเรื่องรบกวนจิตใจ ทั้งคู่ก็จัดงานแต่งเล็กๆ สร้างครอบครัว มีลูกด้วยกันสามคน

ทว่าเวลาอันแสนสุขนั้นช่างสั้นนัก

ด้วยความที่เขาเป็นภาระของคนที่ตนรักมาอย่างยาวนาน มันก็อดไม่ได้ที่จะใฝ่หาพลัง เขาไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์อีกแล้ว จึงตัดสินใจเข้าไปหาสมุนไพรวิเศษ……และนั่นก็เป็นจุดจบของตัวเขาในชีวิตนี้

ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งทักษะพิเศษของเขาจะเปิดใช้งานจนได้ ถึงแม้จะสายไปบ้างก็ตาม

“นี่มันผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว……”

มือของจินเลื่อนไปแตะที่หน้าต่างระบบ

ร่างโปร่งแสงจ้องไปที่ข้อมูลสมาชิกภายในตระกูล

[ชื่อ : มาคัส พีไรซ์

เพศ : ชาย

อายุ : 62 ปี

ตำแหน่ง : ทายาทรุ่นที่ 7/ หัวหน้าตระกูลพีไรซ์

ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 4…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…

พรสวรรค์ : ปานกลาง…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…

ประวัติชีวิต : …'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'… ]

“ทายาทรุ่นที่เจ็ด?”

“ตระกูลพีไรซ์…?”

ร่างโปร่งใสชะงักกึกทันทีที่เปิดดูข้อมูลสมาชิกคนแรกของตระกูล

คิ้วทั้งสองแทบจะขดเข้ามาชนกันเมื่ออ่านรายละเอียดคร่าวๆ ของหัวหน้าตระกูล เรื่องที่น่าตกใจคือลูกหลานของเขาสืบทอดเชื้อสายมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ถึงขนาดที่นามสกุลยังผิดเพี้ยนไปตามกาลเวลา

“อายุหกสิบสองแต่เป็นเพียงอเวกระดับที่สี่ ถึงใกล้จะข้ามผ่านไปถึงระดับที่ห้าแล้วก็เถอะ แต่อายุเท่านี้นับว่ามีศักยภาพที่จำกัดนัก” จินส่ายศีรษะ จากนั้นจึงกดเข้าไปอ่านประวัติชีวิตของหัวหน้าตระกูล

“อืม ไม่แปลกใจ วิชาที่ใช้ฝึกฝนน่าจะเป็นของด้อยคุณภาพ ทำให้ผู้ฝึกสะสมพลังได้ไม่มาก แถมยังเป็นคนที่เกิดหลังยุคโลกาวินาศ ไม่มีทักษะพิเศษคอยช่วยเหลือ”

ร่างวิญญาณโปร่งใสคิดถึงยุคสมัยของตนเองเทียบเคียงกับเรื่องราวในประวัติชีวิตของมาคัส

เวลาล่วงเลยมาสามร้อยกว่าปีแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก มีการตั้งเมืองเล็กเมืองน้อยกระจายไปตามพื้นที่รกร้าง แต่ละเมืองแยกออกจากกัน ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างต่ำๆ ก็หลายชั่วโมง เมืองที่ไกลหน่อยอาจจะต้องเดินทางเป็นเดือนๆ

ยิ่งเมืองในปัจจุบันที่ตระกูลพีไรซ์ตั้งรกรากอยู่ เรียกได้ว่าเป็นเมืองเล็กๆ ที่ไกลความเจริญมาก ชั่วชีวิตของมาคัส หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ไม่เคยเห็นเมืองขนาดใหญ่หรือมหานครด้วยซ้ำ อย่างมากที่สุดก็เคยเดินทางไปแค่เมืองขนาดกลางที่อยู่ละแวกใกล้เคียง

ร่างโปร่งใสค่อยๆ เปิดข้อมูลสมาชิกตระกูลคนอื่นๆ ขึ้นมาดูทีละคนๆ

ใบหน้าเรียบนิ่งเพราะทำความเข้าใจปัญหาได้บ้างแล้ว เริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ยิ่งเปิดผ่านข้อมูลมากเท่าไหร่ ใบหน้าก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเท่านั้น ราวกับกลืนยาขมเข้าไปแต่ไม่สามารถคายออกมาได้

“นี่มันบ้าอะไรกัน อเวกระดับที่สี่เป็นระดับสูงที่สุดในตระกูล? คนส่วนใหญ่ค้างอยู่ที่อเวกระดับที่สองไม่ก็ระดับที่สาม”

จินยกมือขึ้นตบศีรษะตนเอง ถอนหายใจเหนื่อยอ่อน ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว

ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่าทำไมสามร้อยปีผ่านไป ตระกูลเขาถึงได้ตกต่ำถึงเพียงนี้ ขนาดตัวเขาที่ไม่สามารถใช้พลังพิเศษได้เหมือนคนที่เกิดในยุคโลกาวินาศยังไปถึงอเวกระดับที่แปด

แล้วนี่มันอะไร? ไม่มีใครในตระกูลที่ระดับพลังเกินกว่าอเวกระดับที่สี่เลยหรือ แถมพรสวรรค์ของคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปานกลางไม่ก็ระดับต่ำอีก คนที่มีพรสวรรค์ระดับสูงที่เลื่อนผ่านไปเจอก็ดันเป็นพรสวรรค์ด้านการค้าขายไปซะอีก

ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนลงไปพบกับสมาชิกรุ่นที่แปดคนหนึ่ง

“นี่….”

------------------------------------------

[ชื่อ : คาลอส พีไรซ์

เพศ : ชาย

อายุ : 18 ปี

ตำแหน่ง : ทายาทรุ่นที่ 8

ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 3…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…

พรสวรรค์ : สูง…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…

ประวัติชีวิต : …'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'… ]

-------------------------------------------

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 2 ยังมีหวัง

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 2 ยังมีหวัง

“นี่….”

[ชื่อ : คาลอส พีไรซ์

เพศ : ชาย

อายุ : 18 ปี

ตำแหน่ง : ทายาทรุ่นที่ 8

ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 3…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…

พรสวรรค์ : สูง

พรสวรรค์ด้านการฝึกฝน : สูง

พรสวรรค์ด้านการค้าขาย : ปานกลาง

พรสวรรค์ด้านการปกครอง : ปานกลาง…'คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม'…

ประวัติชีวิต : …'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'… ]

แววตาของจินลุกวาวขึ้นในทันใด ในที่สุดตระกูลของเขาก็มีความหวังขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะไม่อาจอยู่ดูแลลูกๆ แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขายังคงอยู่ นี่อาจจะเป็นสิ่งเดียวในชีวิตใหม่……ไม่สิ ในฐานะวิญญาณบรรพบุรุษ ที่พอจะคุ้นเคยมากที่สุดแล้ว

มันคือสายใยความสัมพันธ์ของเลือดเนื้อที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง

ตอนนี้เขาไม่ได้คาดหวังแล้วว่าคนที่เขาเคยรู้จักจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ลูกหลานที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้ คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยกันดี…เขาจะต้องนำพาทุกคนให้เจริญรุ่งเรืองให้ได้ ตระกูลนี้…ฉันจะเป็นคนสนับสนุนเอง!

[ติ๊ง!]

[แพ็คสำหรับมือใหม่ถูกส่งเข้าไปในช่องเก็บของเรียบร้อย]

ดวงตาของร่างวิญญาณโปร่งใสเหลือบขึ้นไปมองมุมขวาบนของหน้าต่างแสดงผล

มีปุ่มแจ้งเตือนแสดงให้เห็นว่ามีข้อความใหม่เข้ามาในระบบของเขา เมื่อทำตามขั้นตอน เขาก็สามารถเข้ามาในช่องเก็บของได้

[เปิดแพ็คสำหรับมือใหม่เลยหรือไม่?]

“อืม เปิดเลย”

[ขอแสดงความยินดี ท่านได้รับของขวัญสำหรับมือใหม่ : คัมภีร์บ่มเพาะ'ภูตอัสนี' x1]

[ได้รับ : เสื้อคลุมเคลื่อนคล้อยดารา x1]

[ได้รับ : กายเทียม (ระดับต่ำ) x1]

[ได้รับ : แต้มโชคอิสระ (สำหรับตระกูล) x30]

“หืม” จินเพ่งมองของที่ได้ทั้งหมด เอื้อมมือเข้าไปแตะที่คัมภีร์ภูตอัสนีก่อนเป็นอันดับแรก

[ต้องการเปิดใช้งานคัมภีร์เลยหรือไม่?]

“เปิดเลย” ร่างโปร่งใสพยักหน้าเบาๆ ทันใดนั้นความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวิชาภูตอัสนีก็พุ่งเข้ามาในหัวของเขา

วิชานี้เหมาะสมในการฝึกฝนทางวิญญาณมาก ตัวเขาเองที่อยู่ในสภาวะวิญญาณสามารถฝึกฝนและเลื่อนขั้นระดับพลังได้โดยง่าย ไม่ต่างไปจากมนุษย์ที่มีกายเนื้อเลย เผลอๆ จะดีกว่าวิชาที่เขาเคยฝึกฝนก่อนตายเสียด้วยซ้ำ

การเข้าใจวิชาที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียวก็เป็นเรื่องที่บ้ามาก ขณะนี้ตัวของจินเองก็ยังอึ้งไม่หายกับความอัศจรรย์ของทักษะพิเศษที่ไม่เคยเปิดใช้งานได้เลยในตลอดช่วงที่ยังเป็นมนุษย์

“โคตรสุดยอดเลย ไม่แปลกใจว่าทำไมมันเปิดใช้งานไม่ได้มาตลอดชีวิต แม้แต่ตอนที่ตายไปแล้ว ก็ต้องใช้กว่าสามร้อยปีกว่าจะเติมเต็มความต้องการขั้นพื้นฐานของทักษะพิเศษนี้”

ดวงตาของร่างวิญญาณชายหนุ่มวาวโรจน์ รู้สึกได้ถึงอนาคตอันสดใสที่รออยู่

เขาค่อยๆ อ่านรายละเอียดของขวัญมือใหม่ที่เหลืออีกสามชิ้น

[เสื้อคลุมเคลื่อนคล้อยดารา] อาจจะเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ไม่สามารถช่วยปกป้องผู้สวมใส่ได้ดีนัก แต่สามารถช่วยให้ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่การเคลื่อนที่ ไปจนถึงความเร็วในการโจมตี

จินมองชุดคลุมด้วยสายตานิ่งเฉย เพราะตัวเขาไม่สามารถสวมใส่มันได้เนื่องจากเป็นร่างวิญญาณ จึงคิดว่าจะเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานในตระกูลแทน

ส่วน [กายเทียม (ระดับต่ำ)] เป็นของที่ทำให้จินตาลุกวาวขึ้นมาในทันที เพราะมันเป็นของที่เหมาะกับเขามาก มันจะทำให้เขากลับมามีกายเนื้ออีกครั้ง สามารถออกไปเผชิญหน้ากับผู้คน ออกไปจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ ถึงจะเป็นแค่เพียงเวลาหนึ่งชั่วโมงก็ตาม

ทั้งนี้ระดับพลังของกายเทียมจะเป็นไปตามระดับพลังของวิญญาณ กล่าวคือขณะนี้จินเป็นวิญญาณอเวกระดับที่หนึ่ง เมื่อสวมกายเทียมก็จะกายเป็นอเวกระดับที่หนึ่ง แต่ข้อจำกัดของมันคือไม่สามารถรองรับพลังที่เกินกว่าอเวกระดับที่เก้าได้

อย่างสุดท้าย [แต้มโชคอิสระ] มันสามารถนำไปเพิ่มโชคในด้านต่างๆ ของตระกูลได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฝึกฝน การค้าขาย ความรัก ฯลฯ

แน่นอน จินรีบกดเลือกเพิ่มโชคด้านการฝึกฝนในทันทีเมื่อคิดไปถึงระดับพลังของสมาชิกในตระกูลที่ต่ำตมเหลือแสน

หลังจากเรียนรู้และจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ร่างวิญญาณโปร่งแสงก็ปิดหน้าต่างระบบลงไป แล้วเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อมรอบข้าง

บรรยากาศค่อนข้างทึบทึม ด้านหลังเป็นแท่นบูชาที่มีชื่อหลายชื่อสลักเอาไว้ ด้านบนสุดเป็นชื่อของเขาเองที่ออกจะผิดเพี้ยนไปหน่อยแต่ก็พอจะเดาออก จากนั้นก็มีชื่อเรียงลงมาทีละรุ่น

ตรงข้ามกับแท่นบูชาเป็นประตูสีแดงเลือดนก ลงกลอนอย่างดีจากภายนอก จึงแทบไม่มีแสงสว่างส่องเข้ามาให้เห็นเลย

ร่างวิญญาณโปร่งใสหันมองรอบข้างก็พอจะเข้าใจได้ว่าตนเองอยู่ในสถานที่แบบไหน คงจะเป็นสถานที่บูชาบรรพบุรุษของตระกูล

ต้องขอบคุณภรรยาของเขาที่เคร่งครัดในวัฒนธรรมเรื่องการอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่อย่างนั้นเขาเองก็คงไม่รู้ว่าจะเติมเต็มเงื่อนไขของระบบบรรพบุรุษนี่ได้ครบหรือไม่

ขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ เสียงโหวกเหวกโวยวายด้านนอกก็ทำให้เขาต้องหันหน้าไปตามเสียงนั่น

มันดังมาจากด้านนอก เดาไม่ยากว่าคงจะเป็นลูกหลานของเขาเอง

“เกิดอะไรขึ้น….”

[แจ้งเตือน! ทายาทรุ่นที่เจ็ดตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง โปรดช่วยเหลือโดยด่วน!]

เสียงของระบบและข้อความที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าทำเอาร่างวิญญาณผงะ เหม่อมองไปทางเสียงโหวกเหวกเมื่อครู่

ทันใดนั้นร่างทั้งร่างก็ทะยานออกจากที่เดิม ทะลุผ่านประตูบานสีแดงเลือดนกออกไปภายนอกด้วยความร้อนรน

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 3 ยื่นมือช่วยเหลือ

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 3 ยื่นมือช่วยเหลือ

[แจ้งเตือน! ทายาทรุ่นที่เจ็ดตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง โปรดช่วยเหลือโดยด่วน!]

เสียงของระบบและข้อความที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าทำเอาร่างวิญญาณผงะ เหม่อมองไปทางเสียงโหวกเหวกเมื่อครู่

ทันใดนั้นร่างทั้งร่างก็ทะยานออกจากที่เดิม ทะลุผ่านประตูบานสีแดงเลือดนกออกไปภายนอกด้วยความร้อนรน

เมื่อออกมาเขาก็เห็นกลุ่มคนกำลังแบกร่างชายวัยกลางคนเข้าไปในเคหสถาน พร้อมกับผู้คนทั้งหญิงชายเดินตามไปด้วยสีหน้ากังวล

ร่างวิญญาณโปร่งใสรีบเปิดหน้าต่างระบบค้นหาข้อมูลของชายวัยกลางคนที่มีสภาพไม่ได้สติในทันที

“มาดิออส อายุสี่สิบเก้าปี ถูกพิษสัตว์อสูรแฝงร่าง?”

“ระบบ ฉันทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์แบบนี้” แม้ในใจจะตื่นตระหนก แต่ร่างโปร่งใสยังคงพยายามรวบรวมสติค้นหาวิธีการช่วยเหลือ

[ต้องการจ่ายแต้มระบบเพื่อช่วยเหลือหรือไม่?]

“ต้องการ!”

เป็นคำตอบที่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

[ตัวเลือกในการช่วยเหลือมีดังนี้]

[1.จ่าย 100,000 แต้ม เพื่อล้างพิษที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่จะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปเหมือนคนธรรมดา ร่างกายเสียหาย ไม่สามารถฝึกฝนพลังได้โดยง่าย

2.จ่าย 400,000 แต้ม เพื่อใช้พิษต้านพิษส่งเสริมให้ร่างกายพัฒนาเป็นร่างกายแห่งสัตว์ร้าย

3.จ่าย 700,000 แต้ม เพื่อลบล้างพิษทั้งหมดโดยสมบูรณ์ โดยไม่ทิ้งความผิดปกติใดๆ ต่อร่างกาย

4.จ่าย 1,500,000 แต้ม เพื่อลบล้างพิษทั้งหมดโดยสมบูรณ์ และโจมตีศัตรูที่วางยาพิษทันที

5. …]

เมื่อเห็นตัวเลือกที่โผล่ขึ้นมา จินก็ไม่เสียเวลาอ่านจนจบแม้แต่น้อย เขารีบกดตัวเลือกที่สอง ใช้พิษต่อต้านพิษส่งเสริมร่างกายของลูกหลานคนดังกล่าวให้กลายเป็นร่างกายแห่งสัตว์ร้าย

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการจะลบล้างพิษทั้งหมด แต่แต้มที่เขามีอยู่มันไม่เพียงพอ นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำได้แล้ว หวังเพียงแค่ว่าไอ้ร่างกายแห่งสัตว์ร้ายอะไรนี่มันจะไม่ส่งผลเสียแก่มาดิออสที่กำลังนอนหมดสติอยู่ผู้นี้

[จ่ายแต้มสำเร็จ]

หลังจากที่เสียงจากระบบดับลง แสงสีทองอร่ามก็พุ่งออกจากร่างของจิน เปล่งแสงจ้าจนลูกหลานที่พะว้าพะวังอยู่ยังต้องหันมามอง

ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุไฉนจึงมีแสงสีทองประหลาดปรากฏขึ้นเหนือหัวของพวกเขา แต่หากมองดีๆ เบื้องหลังของแสงสีทองก็เหมือนจะมีเงาร่างมนุษย์ยืนอยู่

ไม่ทันที่ทุกคนจะหายตกใจ แสงสีทองนั้นก็พุ่งเข้าไปในร่างของมาดิออสที่หลับใหลไม่ได้สติ

“นี่!”

มาคัส หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันมองลำแสงที่พุ่งเข้าหาน้องชายต่างมารดาของตน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเร็วมากจนตัวเขาก็ทำอะไรไม่ทัน ได้แต่เบิกตาโพลงและอุทานออกมาเพียงหนึ่งคำ

วิ๊ง!

ร่างซีดเทาและไร้สติของมาดิออสพลันมีเส้นแสงสีทองชอนไชเข้าไปตามเนื้อหนัง

ร่างกายซีดเทาพยายามต่อต้านเส้นแสงสีทองเหล่านั้น แต่เส้นแสงสีทองก็ลุกลามรวดเร็ว กัดไม่ปล่อย

ทั้งสองฝั่งต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร เหล่าสมาชิกตระกูลพีไรซ์ได้แต่ยืนอึ้งจ้องมองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยใจลุ้นระทึก หลายคนถึงกับแทบไม่กล้าหายใจ

จนในที่สุด พลังทั้งสองฝั่งก็เหมือนจะผสานกลายเป็นเนื้อเดียว ร่างกายของมาดิออสค่อยๆ กลับมามีเลือดฝาด มีน้ำมีนวลอีกครั้ง

“อือ…” มาดิออสที่ยังคงไม่ได้สติเท่าไหร่นักครางต่ำออกมา

เมื่อเห็นแบบนี้ สมาชิกหลายคนต่างถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก มีบางคนรีบเข้าไปดูอาการอย่างใกล้ชิด

ส่วนมาคัสหัวหน้าตระกูลหันไปมองทางที่แสงสีทองเคยอยู่ เขาเห็นร่างเงาโปร่งแสงลอยหายไปยังทิศทางหนึ่งของเขตตระกูล ก่อนจะสลายหายไป

มาคัสขมวดคิ้วมุ่น เหม่อมองไปยังทิศทางนั้น

เขารู้แผนผังภายในเขตตระกูลทั้งหมดดี และรู้ว่าทิศทางนั้นมีสิ่งปลูกสร้างอยู่แค่ไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นคือศาลบรรพชน

มาคัสจ้องค้างอยู่นาน สุดท้ายก็ส่ายหัวแล้วเดินเข้าไปดูอาการของมาดิออสร่วมกับคนอื่นๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือเข้าไปดูอาการคนในตระกูล ส่วนเรื่องลึกลับเมื่อครู่ ค่อยกลับมานั่งคิดอีกครั้งเมื่อทุกอย่างเป็นปกติก็ยังไม่สาย

“มาธาร์ อาการของมาดิออสเป็นอย่างไรบ้าง” มาคัสที่เพิ่งเดินเข้ามาก็เอ่ยถามมาธาร์ทันที

“อาการของผู้อาวุโสสี่ดีขึ้นมากแล้ว เหมือนจะยังมีพิษในร่างกายอยู่ แต่พิษแปลกๆ ที่ชอนไชอยู่ภายในร่างผู้อาวุโสสี่ตลอดเวลาก่อนหน้านี้มันหยุดนิ่งไปหมดแล้ว” ลูกสะใภ้ของหัวหน้าตระกูลอย่างมาธาร์หันมาตอบหลังจากสังเกตอาการอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ช่วยกันพามาดิออสเข้าไปพักในห้องซะ แล้วก็คาคัส เจ้าไปหาท่านหมอที่คฤหาสน์เจ้าเมืองหน่อยเถอะ เชิญท่านมาให้ตรวจอาการอาของเจ้า ส่วนคนอื่นๆ แยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ตัวเองได้แล้ว เป็นห่วงคนได้ แต่อย่าให้การงานส่วนตนต้องเสียหายไปด้วย”

หลังจากมาคัสออกคำสั่งให้คาคัสไปหาหมอมาตรวจดูอาการผู้อาวุโสสี่ ตัวเขาก็กวาดสายตามองสมาชิกตระกูลที่เหลือด้วยท่าทีเคร่งขรึม

“ได้ครับท่านพ่อ” คาคัสรับคำ แล้วรีบมุ่งหน้าออกจากคฤหาสน์ของตระกูลไปทันที

หัวหน้าตระกูลวัยหกสิบสองปีหันกลับมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้มาธาร์และคนอีกสองสามคนพาตัวมาดิออสที่ยังไม่ได้สติดีนักเข้าไปพักผ่อน จากนั้นจึงมุ่งหน้ากลับไปที่ห้องของตนเอง

ในระหว่างนั้นผู้อาวุโสสองก็เดินตามหัวหน้าตระกูลมาด้วย

“พี่มาคัส พี่คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์เมื่อครู่” ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าใบหน้าของผู้อาวุโสสองมีแววตึงเครียดอยู่ไม่น้อย

มาคัสยังคงแสดงใบหน้านิ่งเรียบ ไม่ได้ตอบคำอะไรออกไปในทันที ก่อนที่จะเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องทำงานของตนเอง

“เรื่องนี้ข้าไม่แน่ใจนัก…”

“อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ลึกๆ ในใจของข้ามันบอกว่านี่อาจจะเกี่ยวข้องกับศาลบรรพชน…”

“แต่ว่านะเมลิก เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก ข้าว่าเย็นนี้จะให้คนไปทำความสะอาดศาลบรรพชนเสียหน่อย มีเรื่องยุ่งวุ่นวายมากมายจนไม่ได้เคารพบรรพชนมานานหลายเดือนแล้ว ตอนค่ำข้าว่าจะไปที่นั่นดูสักหน่อย ถ้าเจ้าอยากจะตามมาด้วยก็ไม่ว่ากัน”

“ส่วนเรื่องที่เกิดกับน้องสี่ก่อนหน้านี้ ยังต้องให้เจ้าสืบหาต่อไปว่าเป็นฝีมือของใคร ฝากด้วยนะ”

มาคัสมองหน้าผู้อาวุโสสอง เอื้อมมือไปแตะไหล่เล็กน้อย ก่อนจะหันตัวกลับหลังเดินเข้าประตูไป

ผู้อาวุโสสองยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง เหมือนกำลังย่อยข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับเมื่อครู่ จากนั้นจึงค่อยๆ หันหน้าอย่างช้าๆ ไปยังทิศทางของศาลบรรพชน สายตาที่เพ่งมองไปคล้ายครุ่นคิดบางสิ่งอยู่

.

.

.

“เฮือก!”

ร่างโปร่งใสทรุดตัวลงนั่งที่หน้าลานพิธีกรรม ด้านหลังของเขาเป็นป้ายชื่อของบรรพบุรุษหลากหลายรุ่น

เขาจับไปที่หน้าอกของตน ยังรู้สึกเหนื่อยหอบไม่หาย เหมือนว่าวิญญาณของเขาจะถูกผูกติดเข้ากับศาลบรรพชนแห่งนี้ ด้วยพลังของอเวกระดับที่หนึ่ง เมื่อเดินทางห่างจากศาลบรรพชนไกลเกินไปจะมีแรงดึงดูดรั้งให้กลับไป

เมื่อครู่ตอนที่ช่วยเหลือลูกหลานของตนเอง เขาต้องต้านแรงดึงดูดจนถึงขีดสุด ดีที่กระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้นก่อนที่เขาจะหมดความอดทน เมื่อลูกหลานรุ่นที่เจ็ดคนนั้นพ้นขีดอันตรายเขาก็ปล่อยตัวลอยละล่องกลับมาที่ศาลบรรพชนแห่งนี้ทันที

เขานั่งพักฟื้นอยู่ครู่หนึ่งอย่างจนใจ ไม่คาดคิดเลยว่าตนเองต้องกลายมาเป็นวิญญาณที่ถูกจองจำเช่นนี้

แม้จะรู้สึกว่าโชคดีที่ตนเองได้มีโอกาสใช้ชีวิตอีกครั้ง แต่การที่ถูกรั้งอยู่ในสถานที่เล็กๆ แบบนี้มันก็ไร้ซึ่งอิสรภาพสิ้นดี

ภายในหัวของเขาคิดไปถึงสิ่งของที่ได้มาในแพ็กเกจมือใหม่อย่างกายเทียม ถ้าเขาสวมใส่มัน เท่ากับว่าเขาสามารถใช้ชีวิตอิสระเหมือนมนุษย์ทั่วไปใช่ไหม?

แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ เขามีมันอยู่เพียงแค่ชิ้นเดียว และชิ้นเดียวนี้ใช้ได้แค่หนึ่งชั่วโมง แปลว่าเขาต้องคิดให้ดีก่อนที่จะใช้

ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เขาไม่แน่ใจว่าในสภาพร่างวิญญาณเช่นนี้ หากเพิ่มระดับพลังไปได้สูงกว่านี้ เขาจะสามารถทำลายข้อจำกัดด้านระยะทาง สามารถเดินเหินได้อย่างอิสระหรือไม่

แต่ในเมื่อมีโอกาสเป็นไปได้ เขาก็พร้อมที่จะลอง เขาอาจจะต้องลองฝึกคัมภีร์ภูตอัสนีที่ได้มาสักระยะหนึ่ง เพื่อดูว่าเมื่อเลื่อนระดับแล้วเขาสามารถเดินทางไปได้ไกลขึ้นหรือไม่

ในขณะที่เขาเริ่มจะอารมณ์ดีและมีความหวังใหม่ขึ้นมานั้น เสียงแจ้งเตือนและหน้าต่างระบบก็โผล่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว

[ระบบประเมินผลงานของผู้ใช้เรียบร้อย]

[ผู้ใช้แก้ไขอันตรายของลูกหลานได้สำเร็จอย่างท่วมท้น! กำลังส่งมอบของรางวัลให้กับผู้ใช้]

เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างโปร่งแสงก็ถึงกับหูผึ่ง นั่งตัวตรงขึ้นมาทันที

'ทักษะพิเศษของฉันนี่มันยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ !'

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...