ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ
ข้อมูลเบื้องต้น
[ระบบบรรพบุรุษเริ่มทำงาน]
เมื่อพลังพิเศษ 'ระบบบรรพบุรุษ' ที่ไม่เคยเปิดใช้งานได้มาก่อนเริ่มทำงาน
ไม่ว่าจะหมู่ศัตรู ผู้ปองร้ายใด หากมุ่งหมายมาทำลายตระกูลของข้าแล้ว ก็ต้องข้ามดวงวิญญาณบรรพบุรุษเช่นข้าคนนี้ไปก่อน!
[คุณกำจัดภัยร้ายต่อสมาชิกของตระกูลระบบกำลังประมวลผลความสำเร็จ]
[ของรางวัลถูกส่งไปที่ช่องเก็บของเรียบร้อย]
เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่องอื่นๆ และเห็นว่ามีสองไอเดียน่าสนใจที่น่าจะจับมาผนวกกันได้ จึงนำมารวมกันไว้ในเรื่องนี้ กลายมาเป็น 'ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ' ที่ผู้อ่านทุกท่านกำลังจะได้เพลิดเพลินไปพร้อมๆ กันหลังจากนี้……
ปล. นิยายเรื่องนี้จะนำเสนอเรื่องราวหลังจากยุคที่ตัวเอกเสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยปี อาจจะมีวัฒนธรรมผสมผสานอยู่หลายๆ อย่างภายในเรื่อง ดังจะแสดงออกผ่านชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ และการกระทำต่างๆ
เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับระดับขั้น :
มนุษย์ธรรมดาเมื่อฝึกฝนพลังจะเรียกว่า อเวก มีตั้งแต่ อเวกระดับที่ 1 - อเวกระดับที่เก้า 9
อเวกที่เปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายหรือจิตวิญญาณได้แล้ว จะเรียกว่าอีโวล ปัจจุบันยังปรากฏแค่อีโวลระดับที่ 1 - อีโวลระดับที่ 6
สัตว์อสูร ที่ปรากฏในปัจจุบันมีตั้งแต่ สัตว์อสูรระดับที่ 1 - สัตว์อสูรระดับที่ 11 (ไม่ต้องแปลงสภาพร่างกายเหมือนมนุษย์ เพราะมีร่างกายที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว)
วิชาฝึกฝนพลังระดับต่ำ > มนุษย์สามารถใช้ฝึกฝนได้จนถึงขอบเขตอเวก
วิชาฝึกฝนพลังระดับกลาง > มนุษย์สามารถใช้ฝึกฝนได้จนถึงขอบเขตอีโวล (ขึ้นอยู่กับวิชา เวลา ความเข้ากันได้ พรสวรรค์ และโชคด้วย ถึงจะก้าวข้ามไปถึงอีโวลได้สำเร็จ)
ระดับของเมือง : มหานคร > เมืองขนาดใหญ่ > เมืองขนาดกลาง > เมืองขนาดเล็ก (ไล่จากเมืองที่มีศักยภาพสูงสุดไปยังเมืองที่มีศักยภาพต่ำที่สุด)
(ผังตระกูลพีไรซ์)
ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 1 ระบบเริ่มทำงาน!
ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 1 ระบบเริ่มทำงาน!
“เฮ้อ…ต่อจากนี้เจ้าพวกตัวเล็กจะเป็นอย่างไรบ้างนะ”
“หวังว่าจะไปได้ดีในทางที่ตัวเองรัก ที่ตัวเองต้องการ……”
“ฟางหรู…ฉันทำดีที่สุดแล้วนะ…แต่คงมาได้แค่นี้ ฉัน…ไม่เหลือเรี่ยวแรงอีกต่อไปแล้ว……”
“……”
.
.
.
“เดี๋ยวก่อน ทำไมฉันถึงยังมีสติอยู่อีกล่ะ ไม่ใช่ว่า……”
[ตรวจพบจำนวนลูกหลานครบตามเงื่อนไขที่กำหนด…กำลังประมวลผล…]
[ระบบบรรพบุรุษเริ่มทำงาน]
ดวงตาซีดจางกะพริบปริบๆ มองหน้าต่างโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าด้วยแววตาตื่นตกใจ ความสับสนประเดประดังเข้ามาเต็มไปหมด เพราะด้านหน้าเป็นข้อมูลส่วนตัวของเขาเอง
[ผู้ใช้: (จิน) จิณณ์ พิไร
สถานะ : ปกติ (วิญญาณชนิดพิเศษ)
ตำแหน่ง : บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์
ทักษะพิเศษ : ระบบบรรพบุรุษ (เปิดใช้งาน)
ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 1
ระดับของตระกูล : ระดับที่ 1 (ตกอันดับ)
สมาชิก : 26 คน…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…
สถานะทรัพย์สินของตระกูล : มูลค่า 930,200 เหรียญ…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'..
แต้มระบบ : 490,000 แต้ม]
สรุปแล้วเขาตายไปแล้วจริงๆ และตอนนี้กลายมาเป็นวิญญาณร่างซีดขาว โปร่งใสจนสามารถมองทะลุร่างกายไปจนเห็นฉากด้านหลังได้ทั้งหมด
จินพยายามเค้นสมองเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดหลังจากที่เขาเข้าไปในดันเจี้ยนสุดอันตรายเพื่อหาสมุนไพรวิเศษที่จะช่วยเขาเพิ่มระดับขึ้นไปเป็นอเวกระดับที่เก้าตามคำแนะนำของเพื่อนรัก
แต่ไม่น่าเชื่อว่าดันเจี้ยนที่เข้าไปจะยกระดับขึ้นทันทีที่เข้าไปได้ไม่ถึงวัน เขาพยายามอย่างที่สุดแล้วเพื่อหนีกลับออกมา แต่มันเกินความสามารถอเวกระดับที่แปดเกินไป จึงทำได้เพียงหลับตารอรับความตาย หวังว่าภรรยาที่รักและลูกทั้งสามจะใช้ชีวิตกันต่อไปได้
ซึ่งความจริงก็ไม่ได้น่าเป็นกังวลสักเท่าไหร่ ที่ตัวเขารอดชีวิตมาได้ในยุคโลกาวินาศนั่นก็เป็นเพราะฟางหรูแทบทั้งสิ้น
ฟางหรูกับเขาแต่เดิมก็เป็นคนรักกันมาตั้งแต่ช่วงที่โลกนี้สงบสุข ไม่มีช่องโหว่มิติที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา สัตว์ประหลาดเดินว่อนไปทั่วทุกพื้นที่ ทำเอารัฐบาลหลายประเทศถึงกับล่มสลาย ผู้คนล้มตายเป็นเบือ เมืองใหญ่พังทลายจนเหล่ามวลมนุษย์ต้องกระเสือกกระสนหนีเอาชีวิตรอด
บ้างก็รอด บ้างก็ทิ้งชีวิตเอาไว้ระหว่างทาง
ช่วงเวลานั้น พลังจากต่างมิติได้ไหลทะลักเข้ามาภายในโลกใบนี้ หลายๆ คนเริ่มพบว่าตนเองสามารถเปิดหน้าต่างที่บ่งบอกสถานะส่วนตัวขึ้นมาจากอากาศได้ และทุกคนล้วนมีทักษะพิเศษติดตัวหนึ่งถึงสองอย่างเป็นอย่างน้อย
แต่ก็เท่านั้น เพราะผู้คนไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับมันเลย มีทักษะพิเศษจากหน้าต่างสถานะอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถนำมันมาใช้ได้
มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถชักนำพลังพิเศษที่เขียนอยู่บนหน้าต่างสถานะออกมาใช้งานได้จริง คนเหล่านั้นถูกเรียกขานว่า 'อเวก'
ฟางหรูเองก็เป็นคนแรกๆ ที่พัฒนาตนเองจนกลายเป็นอเวกระดับที่หนึ่งได้สำเร็จ พร้อมกับทักษะเปลวเพลิงอันทรงพลัง
ในขณะที่ตัวเขาได้แต่จ้องมองหน้าต่างสถานะของตนเองที่เขียนเอาไว้ว่า
[ทักษะพิเศษ : ระบบบรรพบุรุษ (ไม่สามารถใช้งานได้)]
แค่เท่านั้น เท่านั้นจริงๆ แถมมันยังเขียนกำกับชัดเจนอีกด้วยว่าไม่สามารถใช้งานได้
สุดท้ายก็ต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดจากสัตว์ประหลาดต่างมิติโดยมีฟางหรูคอยปกป้องผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างเขาตลอดเวลา
เวลาผ่านไปเกือบปี เหล่ามนุษย์เริ่มปรับตัวและโต้กลับสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้ แต่กว่าจะทำแบบนั้นได้ ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก็ถูกช่วงชิงจนเหลือน้อยเต็มทน เป็นเวลาเดียวกับที่ทั้งคู่สามารถปักหลักในฐานผู้รอดชีวิตขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ด้วยความสามารถอันโดดเด่นของฟางหรู เป็นไปไม่ได้ที่ฐานผู้รอดชีวิตจะไม่ต้อนรับ เธอสร้างประโยชน์มากมายให้กับฐาน ยกระดับสถานะทางสังคมของทั้งคู่ขึ้นจนจินมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาโบราณของผู้เฒ่าผู้อำนวยการฐาน
มันเป็นคัมภีร์โบราณที่ตกทอดมาในตระกูลของผู้เฒ่าคนนี้ แม้เนื้อหาจะขาดหายไปบางส่วน แต่ปรากฏว่ามันสามารถชักนำพลังงานในอากาศได้จริง ทำให้ผู้คนมีโอกาสกลายเป็นอเวกได้โดยง่าย
ความสามารถของจินพุ่งทะยาน แม้จะไม่สามารถใช้ทักษะพิเศษติดตัว แต่ก็ไม่ได้เป็นภาระของแฟนสาวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป!
เวลาผ่านไป มีอเวกกำเนิดขึ้นมากมาย ชีวิตของผู้คนเริ่มสงบสุขมากขึ้น
เมื่อไม่มีเรื่องรบกวนจิตใจ ทั้งคู่ก็จัดงานแต่งเล็กๆ สร้างครอบครัว มีลูกด้วยกันสามคน
ทว่าเวลาอันแสนสุขนั้นช่างสั้นนัก
ด้วยความที่เขาเป็นภาระของคนที่ตนรักมาอย่างยาวนาน มันก็อดไม่ได้ที่จะใฝ่หาพลัง เขาไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์อีกแล้ว จึงตัดสินใจเข้าไปหาสมุนไพรวิเศษ……และนั่นก็เป็นจุดจบของตัวเขาในชีวิตนี้
ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งทักษะพิเศษของเขาจะเปิดใช้งานจนได้ ถึงแม้จะสายไปบ้างก็ตาม
“นี่มันผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว……”
มือของจินเลื่อนไปแตะที่หน้าต่างระบบ
ร่างโปร่งแสงจ้องไปที่ข้อมูลสมาชิกภายในตระกูล
[ชื่อ : มาคัส พีไรซ์
เพศ : ชาย
อายุ : 62 ปี
ตำแหน่ง : ทายาทรุ่นที่ 7/ หัวหน้าตระกูลพีไรซ์
ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 4…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…
พรสวรรค์ : ปานกลาง…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…
ประวัติชีวิต : …'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'… ]
“ทายาทรุ่นที่เจ็ด?”
“ตระกูลพีไรซ์…?”
ร่างโปร่งใสชะงักกึกทันทีที่เปิดดูข้อมูลสมาชิกคนแรกของตระกูล
คิ้วทั้งสองแทบจะขดเข้ามาชนกันเมื่ออ่านรายละเอียดคร่าวๆ ของหัวหน้าตระกูล เรื่องที่น่าตกใจคือลูกหลานของเขาสืบทอดเชื้อสายมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ถึงขนาดที่นามสกุลยังผิดเพี้ยนไปตามกาลเวลา
“อายุหกสิบสองแต่เป็นเพียงอเวกระดับที่สี่ ถึงใกล้จะข้ามผ่านไปถึงระดับที่ห้าแล้วก็เถอะ แต่อายุเท่านี้นับว่ามีศักยภาพที่จำกัดนัก” จินส่ายศีรษะ จากนั้นจึงกดเข้าไปอ่านประวัติชีวิตของหัวหน้าตระกูล
“อืม ไม่แปลกใจ วิชาที่ใช้ฝึกฝนน่าจะเป็นของด้อยคุณภาพ ทำให้ผู้ฝึกสะสมพลังได้ไม่มาก แถมยังเป็นคนที่เกิดหลังยุคโลกาวินาศ ไม่มีทักษะพิเศษคอยช่วยเหลือ”
ร่างวิญญาณโปร่งใสคิดถึงยุคสมัยของตนเองเทียบเคียงกับเรื่องราวในประวัติชีวิตของมาคัส
เวลาล่วงเลยมาสามร้อยกว่าปีแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก มีการตั้งเมืองเล็กเมืองน้อยกระจายไปตามพื้นที่รกร้าง แต่ละเมืองแยกออกจากกัน ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างต่ำๆ ก็หลายชั่วโมง เมืองที่ไกลหน่อยอาจจะต้องเดินทางเป็นเดือนๆ
ยิ่งเมืองในปัจจุบันที่ตระกูลพีไรซ์ตั้งรกรากอยู่ เรียกได้ว่าเป็นเมืองเล็กๆ ที่ไกลความเจริญมาก ชั่วชีวิตของมาคัส หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ไม่เคยเห็นเมืองขนาดใหญ่หรือมหานครด้วยซ้ำ อย่างมากที่สุดก็เคยเดินทางไปแค่เมืองขนาดกลางที่อยู่ละแวกใกล้เคียง
ร่างโปร่งใสค่อยๆ เปิดข้อมูลสมาชิกตระกูลคนอื่นๆ ขึ้นมาดูทีละคนๆ
ใบหน้าเรียบนิ่งเพราะทำความเข้าใจปัญหาได้บ้างแล้ว เริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ยิ่งเปิดผ่านข้อมูลมากเท่าไหร่ ใบหน้าก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเท่านั้น ราวกับกลืนยาขมเข้าไปแต่ไม่สามารถคายออกมาได้
“นี่มันบ้าอะไรกัน อเวกระดับที่สี่เป็นระดับสูงที่สุดในตระกูล? คนส่วนใหญ่ค้างอยู่ที่อเวกระดับที่สองไม่ก็ระดับที่สาม”
จินยกมือขึ้นตบศีรษะตนเอง ถอนหายใจเหนื่อยอ่อน ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว
ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่าทำไมสามร้อยปีผ่านไป ตระกูลเขาถึงได้ตกต่ำถึงเพียงนี้ ขนาดตัวเขาที่ไม่สามารถใช้พลังพิเศษได้เหมือนคนที่เกิดในยุคโลกาวินาศยังไปถึงอเวกระดับที่แปด
แล้วนี่มันอะไร? ไม่มีใครในตระกูลที่ระดับพลังเกินกว่าอเวกระดับที่สี่เลยหรือ แถมพรสวรรค์ของคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปานกลางไม่ก็ระดับต่ำอีก คนที่มีพรสวรรค์ระดับสูงที่เลื่อนผ่านไปเจอก็ดันเป็นพรสวรรค์ด้านการค้าขายไปซะอีก
ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนลงไปพบกับสมาชิกรุ่นที่แปดคนหนึ่ง
“นี่….”
------------------------------------------
[ชื่อ : คาลอส พีไรซ์
เพศ : ชาย
อายุ : 18 ปี
ตำแหน่ง : ทายาทรุ่นที่ 8
ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 3…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…
พรสวรรค์ : สูง…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…
ประวัติชีวิต : …'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'… ]
-------------------------------------------
ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 2 ยังมีหวัง
ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 2 ยังมีหวัง
“นี่….”
[ชื่อ : คาลอส พีไรซ์
เพศ : ชาย
อายุ : 18 ปี
ตำแหน่ง : ทายาทรุ่นที่ 8
ระดับพลัง : อเวกระดับที่ 3…'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'…
พรสวรรค์ : สูง
พรสวรรค์ด้านการฝึกฝน : สูง
พรสวรรค์ด้านการค้าขาย : ปานกลาง
พรสวรรค์ด้านการปกครอง : ปานกลาง…'คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม'…
ประวัติชีวิต : …'คลิกเพื่อดูรายละเอียด'… ]
แววตาของจินลุกวาวขึ้นในทันใด ในที่สุดตระกูลของเขาก็มีความหวังขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะไม่อาจอยู่ดูแลลูกๆ แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขายังคงอยู่ นี่อาจจะเป็นสิ่งเดียวในชีวิตใหม่……ไม่สิ ในฐานะวิญญาณบรรพบุรุษ ที่พอจะคุ้นเคยมากที่สุดแล้ว
มันคือสายใยความสัมพันธ์ของเลือดเนื้อที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง
ตอนนี้เขาไม่ได้คาดหวังแล้วว่าคนที่เขาเคยรู้จักจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ลูกหลานที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้ คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยกันดี…เขาจะต้องนำพาทุกคนให้เจริญรุ่งเรืองให้ได้ ตระกูลนี้…ฉันจะเป็นคนสนับสนุนเอง!
[ติ๊ง!]
[แพ็คสำหรับมือใหม่ถูกส่งเข้าไปในช่องเก็บของเรียบร้อย]
ดวงตาของร่างวิญญาณโปร่งใสเหลือบขึ้นไปมองมุมขวาบนของหน้าต่างแสดงผล
มีปุ่มแจ้งเตือนแสดงให้เห็นว่ามีข้อความใหม่เข้ามาในระบบของเขา เมื่อทำตามขั้นตอน เขาก็สามารถเข้ามาในช่องเก็บของได้
[เปิดแพ็คสำหรับมือใหม่เลยหรือไม่?]
“อืม เปิดเลย”
[ขอแสดงความยินดี ท่านได้รับของขวัญสำหรับมือใหม่ : คัมภีร์บ่มเพาะ'ภูตอัสนี' x1]
[ได้รับ : เสื้อคลุมเคลื่อนคล้อยดารา x1]
[ได้รับ : กายเทียม (ระดับต่ำ) x1]
[ได้รับ : แต้มโชคอิสระ (สำหรับตระกูล) x30]
“หืม” จินเพ่งมองของที่ได้ทั้งหมด เอื้อมมือเข้าไปแตะที่คัมภีร์ภูตอัสนีก่อนเป็นอันดับแรก
[ต้องการเปิดใช้งานคัมภีร์เลยหรือไม่?]
“เปิดเลย” ร่างโปร่งใสพยักหน้าเบาๆ ทันใดนั้นความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวิชาภูตอัสนีก็พุ่งเข้ามาในหัวของเขา
วิชานี้เหมาะสมในการฝึกฝนทางวิญญาณมาก ตัวเขาเองที่อยู่ในสภาวะวิญญาณสามารถฝึกฝนและเลื่อนขั้นระดับพลังได้โดยง่าย ไม่ต่างไปจากมนุษย์ที่มีกายเนื้อเลย เผลอๆ จะดีกว่าวิชาที่เขาเคยฝึกฝนก่อนตายเสียด้วยซ้ำ
การเข้าใจวิชาที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียวก็เป็นเรื่องที่บ้ามาก ขณะนี้ตัวของจินเองก็ยังอึ้งไม่หายกับความอัศจรรย์ของทักษะพิเศษที่ไม่เคยเปิดใช้งานได้เลยในตลอดช่วงที่ยังเป็นมนุษย์
“โคตรสุดยอดเลย ไม่แปลกใจว่าทำไมมันเปิดใช้งานไม่ได้มาตลอดชีวิต แม้แต่ตอนที่ตายไปแล้ว ก็ต้องใช้กว่าสามร้อยปีกว่าจะเติมเต็มความต้องการขั้นพื้นฐานของทักษะพิเศษนี้”
ดวงตาของร่างวิญญาณชายหนุ่มวาวโรจน์ รู้สึกได้ถึงอนาคตอันสดใสที่รออยู่
เขาค่อยๆ อ่านรายละเอียดของขวัญมือใหม่ที่เหลืออีกสามชิ้น
[เสื้อคลุมเคลื่อนคล้อยดารา] อาจจะเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ไม่สามารถช่วยปกป้องผู้สวมใส่ได้ดีนัก แต่สามารถช่วยให้ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่การเคลื่อนที่ ไปจนถึงความเร็วในการโจมตี
จินมองชุดคลุมด้วยสายตานิ่งเฉย เพราะตัวเขาไม่สามารถสวมใส่มันได้เนื่องจากเป็นร่างวิญญาณ จึงคิดว่าจะเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานในตระกูลแทน
ส่วน [กายเทียม (ระดับต่ำ)] เป็นของที่ทำให้จินตาลุกวาวขึ้นมาในทันที เพราะมันเป็นของที่เหมาะกับเขามาก มันจะทำให้เขากลับมามีกายเนื้ออีกครั้ง สามารถออกไปเผชิญหน้ากับผู้คน ออกไปจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ ถึงจะเป็นแค่เพียงเวลาหนึ่งชั่วโมงก็ตาม
ทั้งนี้ระดับพลังของกายเทียมจะเป็นไปตามระดับพลังของวิญญาณ กล่าวคือขณะนี้จินเป็นวิญญาณอเวกระดับที่หนึ่ง เมื่อสวมกายเทียมก็จะกายเป็นอเวกระดับที่หนึ่ง แต่ข้อจำกัดของมันคือไม่สามารถรองรับพลังที่เกินกว่าอเวกระดับที่เก้าได้
อย่างสุดท้าย [แต้มโชคอิสระ] มันสามารถนำไปเพิ่มโชคในด้านต่างๆ ของตระกูลได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฝึกฝน การค้าขาย ความรัก ฯลฯ
แน่นอน จินรีบกดเลือกเพิ่มโชคด้านการฝึกฝนในทันทีเมื่อคิดไปถึงระดับพลังของสมาชิกในตระกูลที่ต่ำตมเหลือแสน
หลังจากเรียนรู้และจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ร่างวิญญาณโปร่งแสงก็ปิดหน้าต่างระบบลงไป แล้วเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อมรอบข้าง
บรรยากาศค่อนข้างทึบทึม ด้านหลังเป็นแท่นบูชาที่มีชื่อหลายชื่อสลักเอาไว้ ด้านบนสุดเป็นชื่อของเขาเองที่ออกจะผิดเพี้ยนไปหน่อยแต่ก็พอจะเดาออก จากนั้นก็มีชื่อเรียงลงมาทีละรุ่น
ตรงข้ามกับแท่นบูชาเป็นประตูสีแดงเลือดนก ลงกลอนอย่างดีจากภายนอก จึงแทบไม่มีแสงสว่างส่องเข้ามาให้เห็นเลย
ร่างวิญญาณโปร่งใสหันมองรอบข้างก็พอจะเข้าใจได้ว่าตนเองอยู่ในสถานที่แบบไหน คงจะเป็นสถานที่บูชาบรรพบุรุษของตระกูล
ต้องขอบคุณภรรยาของเขาที่เคร่งครัดในวัฒนธรรมเรื่องการอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่อย่างนั้นเขาเองก็คงไม่รู้ว่าจะเติมเต็มเงื่อนไขของระบบบรรพบุรุษนี่ได้ครบหรือไม่
ขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ เสียงโหวกเหวกโวยวายด้านนอกก็ทำให้เขาต้องหันหน้าไปตามเสียงนั่น
มันดังมาจากด้านนอก เดาไม่ยากว่าคงจะเป็นลูกหลานของเขาเอง
“เกิดอะไรขึ้น….”
[แจ้งเตือน! ทายาทรุ่นที่เจ็ดตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง โปรดช่วยเหลือโดยด่วน!]
เสียงของระบบและข้อความที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าทำเอาร่างวิญญาณผงะ เหม่อมองไปทางเสียงโหวกเหวกเมื่อครู่
ทันใดนั้นร่างทั้งร่างก็ทะยานออกจากที่เดิม ทะลุผ่านประตูบานสีแดงเลือดนกออกไปภายนอกด้วยความร้อนรน
ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 3 ยื่นมือช่วยเหลือ
ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 3 ยื่นมือช่วยเหลือ
[แจ้งเตือน! ทายาทรุ่นที่เจ็ดตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง โปรดช่วยเหลือโดยด่วน!]
เสียงของระบบและข้อความที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าทำเอาร่างวิญญาณผงะ เหม่อมองไปทางเสียงโหวกเหวกเมื่อครู่
ทันใดนั้นร่างทั้งร่างก็ทะยานออกจากที่เดิม ทะลุผ่านประตูบานสีแดงเลือดนกออกไปภายนอกด้วยความร้อนรน
เมื่อออกมาเขาก็เห็นกลุ่มคนกำลังแบกร่างชายวัยกลางคนเข้าไปในเคหสถาน พร้อมกับผู้คนทั้งหญิงชายเดินตามไปด้วยสีหน้ากังวล
ร่างวิญญาณโปร่งใสรีบเปิดหน้าต่างระบบค้นหาข้อมูลของชายวัยกลางคนที่มีสภาพไม่ได้สติในทันที
“มาดิออส อายุสี่สิบเก้าปี ถูกพิษสัตว์อสูรแฝงร่าง?”
“ระบบ ฉันทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์แบบนี้” แม้ในใจจะตื่นตระหนก แต่ร่างโปร่งใสยังคงพยายามรวบรวมสติค้นหาวิธีการช่วยเหลือ
[ต้องการจ่ายแต้มระบบเพื่อช่วยเหลือหรือไม่?]
“ต้องการ!”
เป็นคำตอบที่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
[ตัวเลือกในการช่วยเหลือมีดังนี้]
[1.จ่าย 100,000 แต้ม เพื่อล้างพิษที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่จะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปเหมือนคนธรรมดา ร่างกายเสียหาย ไม่สามารถฝึกฝนพลังได้โดยง่าย
2.จ่าย 400,000 แต้ม เพื่อใช้พิษต้านพิษส่งเสริมให้ร่างกายพัฒนาเป็นร่างกายแห่งสัตว์ร้าย
3.จ่าย 700,000 แต้ม เพื่อลบล้างพิษทั้งหมดโดยสมบูรณ์ โดยไม่ทิ้งความผิดปกติใดๆ ต่อร่างกาย
4.จ่าย 1,500,000 แต้ม เพื่อลบล้างพิษทั้งหมดโดยสมบูรณ์ และโจมตีศัตรูที่วางยาพิษทันที
5. …]
เมื่อเห็นตัวเลือกที่โผล่ขึ้นมา จินก็ไม่เสียเวลาอ่านจนจบแม้แต่น้อย เขารีบกดตัวเลือกที่สอง ใช้พิษต่อต้านพิษส่งเสริมร่างกายของลูกหลานคนดังกล่าวให้กลายเป็นร่างกายแห่งสัตว์ร้าย
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการจะลบล้างพิษทั้งหมด แต่แต้มที่เขามีอยู่มันไม่เพียงพอ นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำได้แล้ว หวังเพียงแค่ว่าไอ้ร่างกายแห่งสัตว์ร้ายอะไรนี่มันจะไม่ส่งผลเสียแก่มาดิออสที่กำลังนอนหมดสติอยู่ผู้นี้
[จ่ายแต้มสำเร็จ]
หลังจากที่เสียงจากระบบดับลง แสงสีทองอร่ามก็พุ่งออกจากร่างของจิน เปล่งแสงจ้าจนลูกหลานที่พะว้าพะวังอยู่ยังต้องหันมามอง
ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุไฉนจึงมีแสงสีทองประหลาดปรากฏขึ้นเหนือหัวของพวกเขา แต่หากมองดีๆ เบื้องหลังของแสงสีทองก็เหมือนจะมีเงาร่างมนุษย์ยืนอยู่
ไม่ทันที่ทุกคนจะหายตกใจ แสงสีทองนั้นก็พุ่งเข้าไปในร่างของมาดิออสที่หลับใหลไม่ได้สติ
“นี่!”
มาคัส หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันมองลำแสงที่พุ่งเข้าหาน้องชายต่างมารดาของตน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเร็วมากจนตัวเขาก็ทำอะไรไม่ทัน ได้แต่เบิกตาโพลงและอุทานออกมาเพียงหนึ่งคำ
วิ๊ง!
ร่างซีดเทาและไร้สติของมาดิออสพลันมีเส้นแสงสีทองชอนไชเข้าไปตามเนื้อหนัง
ร่างกายซีดเทาพยายามต่อต้านเส้นแสงสีทองเหล่านั้น แต่เส้นแสงสีทองก็ลุกลามรวดเร็ว กัดไม่ปล่อย
ทั้งสองฝั่งต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร เหล่าสมาชิกตระกูลพีไรซ์ได้แต่ยืนอึ้งจ้องมองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยใจลุ้นระทึก หลายคนถึงกับแทบไม่กล้าหายใจ
จนในที่สุด พลังทั้งสองฝั่งก็เหมือนจะผสานกลายเป็นเนื้อเดียว ร่างกายของมาดิออสค่อยๆ กลับมามีเลือดฝาด มีน้ำมีนวลอีกครั้ง
“อือ…” มาดิออสที่ยังคงไม่ได้สติเท่าไหร่นักครางต่ำออกมา
เมื่อเห็นแบบนี้ สมาชิกหลายคนต่างถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก มีบางคนรีบเข้าไปดูอาการอย่างใกล้ชิด
ส่วนมาคัสหัวหน้าตระกูลหันไปมองทางที่แสงสีทองเคยอยู่ เขาเห็นร่างเงาโปร่งแสงลอยหายไปยังทิศทางหนึ่งของเขตตระกูล ก่อนจะสลายหายไป
มาคัสขมวดคิ้วมุ่น เหม่อมองไปยังทิศทางนั้น
เขารู้แผนผังภายในเขตตระกูลทั้งหมดดี และรู้ว่าทิศทางนั้นมีสิ่งปลูกสร้างอยู่แค่ไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นคือศาลบรรพชน
มาคัสจ้องค้างอยู่นาน สุดท้ายก็ส่ายหัวแล้วเดินเข้าไปดูอาการของมาดิออสร่วมกับคนอื่นๆ
สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือเข้าไปดูอาการคนในตระกูล ส่วนเรื่องลึกลับเมื่อครู่ ค่อยกลับมานั่งคิดอีกครั้งเมื่อทุกอย่างเป็นปกติก็ยังไม่สาย
“มาธาร์ อาการของมาดิออสเป็นอย่างไรบ้าง” มาคัสที่เพิ่งเดินเข้ามาก็เอ่ยถามมาธาร์ทันที
“อาการของผู้อาวุโสสี่ดีขึ้นมากแล้ว เหมือนจะยังมีพิษในร่างกายอยู่ แต่พิษแปลกๆ ที่ชอนไชอยู่ภายในร่างผู้อาวุโสสี่ตลอดเวลาก่อนหน้านี้มันหยุดนิ่งไปหมดแล้ว” ลูกสะใภ้ของหัวหน้าตระกูลอย่างมาธาร์หันมาตอบหลังจากสังเกตอาการอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ช่วยกันพามาดิออสเข้าไปพักในห้องซะ แล้วก็คาคัส เจ้าไปหาท่านหมอที่คฤหาสน์เจ้าเมืองหน่อยเถอะ เชิญท่านมาให้ตรวจอาการอาของเจ้า ส่วนคนอื่นๆ แยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ตัวเองได้แล้ว เป็นห่วงคนได้ แต่อย่าให้การงานส่วนตนต้องเสียหายไปด้วย”
หลังจากมาคัสออกคำสั่งให้คาคัสไปหาหมอมาตรวจดูอาการผู้อาวุโสสี่ ตัวเขาก็กวาดสายตามองสมาชิกตระกูลที่เหลือด้วยท่าทีเคร่งขรึม
“ได้ครับท่านพ่อ” คาคัสรับคำ แล้วรีบมุ่งหน้าออกจากคฤหาสน์ของตระกูลไปทันที
หัวหน้าตระกูลวัยหกสิบสองปีหันกลับมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้มาธาร์และคนอีกสองสามคนพาตัวมาดิออสที่ยังไม่ได้สติดีนักเข้าไปพักผ่อน จากนั้นจึงมุ่งหน้ากลับไปที่ห้องของตนเอง
ในระหว่างนั้นผู้อาวุโสสองก็เดินตามหัวหน้าตระกูลมาด้วย
“พี่มาคัส พี่คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์เมื่อครู่” ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าใบหน้าของผู้อาวุโสสองมีแววตึงเครียดอยู่ไม่น้อย
มาคัสยังคงแสดงใบหน้านิ่งเรียบ ไม่ได้ตอบคำอะไรออกไปในทันที ก่อนที่จะเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องทำงานของตนเอง
“เรื่องนี้ข้าไม่แน่ใจนัก…”
“อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ลึกๆ ในใจของข้ามันบอกว่านี่อาจจะเกี่ยวข้องกับศาลบรรพชน…”
“แต่ว่านะเมลิก เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก ข้าว่าเย็นนี้จะให้คนไปทำความสะอาดศาลบรรพชนเสียหน่อย มีเรื่องยุ่งวุ่นวายมากมายจนไม่ได้เคารพบรรพชนมานานหลายเดือนแล้ว ตอนค่ำข้าว่าจะไปที่นั่นดูสักหน่อย ถ้าเจ้าอยากจะตามมาด้วยก็ไม่ว่ากัน”
“ส่วนเรื่องที่เกิดกับน้องสี่ก่อนหน้านี้ ยังต้องให้เจ้าสืบหาต่อไปว่าเป็นฝีมือของใคร ฝากด้วยนะ”
มาคัสมองหน้าผู้อาวุโสสอง เอื้อมมือไปแตะไหล่เล็กน้อย ก่อนจะหันตัวกลับหลังเดินเข้าประตูไป
ผู้อาวุโสสองยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง เหมือนกำลังย่อยข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับเมื่อครู่ จากนั้นจึงค่อยๆ หันหน้าอย่างช้าๆ ไปยังทิศทางของศาลบรรพชน สายตาที่เพ่งมองไปคล้ายครุ่นคิดบางสิ่งอยู่
.
.
.
“เฮือก!”
ร่างโปร่งใสทรุดตัวลงนั่งที่หน้าลานพิธีกรรม ด้านหลังของเขาเป็นป้ายชื่อของบรรพบุรุษหลากหลายรุ่น
เขาจับไปที่หน้าอกของตน ยังรู้สึกเหนื่อยหอบไม่หาย เหมือนว่าวิญญาณของเขาจะถูกผูกติดเข้ากับศาลบรรพชนแห่งนี้ ด้วยพลังของอเวกระดับที่หนึ่ง เมื่อเดินทางห่างจากศาลบรรพชนไกลเกินไปจะมีแรงดึงดูดรั้งให้กลับไป
เมื่อครู่ตอนที่ช่วยเหลือลูกหลานของตนเอง เขาต้องต้านแรงดึงดูดจนถึงขีดสุด ดีที่กระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้นก่อนที่เขาจะหมดความอดทน เมื่อลูกหลานรุ่นที่เจ็ดคนนั้นพ้นขีดอันตรายเขาก็ปล่อยตัวลอยละล่องกลับมาที่ศาลบรรพชนแห่งนี้ทันที
เขานั่งพักฟื้นอยู่ครู่หนึ่งอย่างจนใจ ไม่คาดคิดเลยว่าตนเองต้องกลายมาเป็นวิญญาณที่ถูกจองจำเช่นนี้
แม้จะรู้สึกว่าโชคดีที่ตนเองได้มีโอกาสใช้ชีวิตอีกครั้ง แต่การที่ถูกรั้งอยู่ในสถานที่เล็กๆ แบบนี้มันก็ไร้ซึ่งอิสรภาพสิ้นดี
ภายในหัวของเขาคิดไปถึงสิ่งของที่ได้มาในแพ็กเกจมือใหม่อย่างกายเทียม ถ้าเขาสวมใส่มัน เท่ากับว่าเขาสามารถใช้ชีวิตอิสระเหมือนมนุษย์ทั่วไปใช่ไหม?
แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ เขามีมันอยู่เพียงแค่ชิ้นเดียว และชิ้นเดียวนี้ใช้ได้แค่หนึ่งชั่วโมง แปลว่าเขาต้องคิดให้ดีก่อนที่จะใช้
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เขาไม่แน่ใจว่าในสภาพร่างวิญญาณเช่นนี้ หากเพิ่มระดับพลังไปได้สูงกว่านี้ เขาจะสามารถทำลายข้อจำกัดด้านระยะทาง สามารถเดินเหินได้อย่างอิสระหรือไม่
แต่ในเมื่อมีโอกาสเป็นไปได้ เขาก็พร้อมที่จะลอง เขาอาจจะต้องลองฝึกคัมภีร์ภูตอัสนีที่ได้มาสักระยะหนึ่ง เพื่อดูว่าเมื่อเลื่อนระดับแล้วเขาสามารถเดินทางไปได้ไกลขึ้นหรือไม่
ในขณะที่เขาเริ่มจะอารมณ์ดีและมีความหวังใหม่ขึ้นมานั้น เสียงแจ้งเตือนและหน้าต่างระบบก็โผล่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว
[ระบบประเมินผลงานของผู้ใช้เรียบร้อย]
[ผู้ใช้แก้ไขอันตรายของลูกหลานได้สำเร็จอย่างท่วมท้น! กำลังส่งมอบของรางวัลให้กับผู้ใช้]
เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างโปร่งแสงก็ถึงกับหูผึ่ง นั่งตัวตรงขึ้นมาทันที
'ทักษะพิเศษของฉันนี่มันยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ !'