สามี ข้าจะพาท่านไปสู่ความร่ำรวยเอง! (นิยายแปล)
ข้อมูลเบื้องต้น
สามี ข้าจะพาท่านไปสู่ความร่ำรวยเอง!
守拙归田园
ผู้เขียน เหอสวินเอ๋อร์ 荷荨儿 (He Xun Er)
ผู้แปล P15
บรรณาธิการ Yiwha H.
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Camellia Novel
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เซียวเยวี่ย… สาวออฟฟิศแสนทันสมัยต้องข้ามมิติมาเป็นหญิงสาวชนบทในยุคโบราณ
โชคดีก็คือนางได้อยู่ในครอบครัวที่ดี บิดามารดารักใคร่ น้องชายน้องสาวเชื่อฟัง แต่เมื่อถึงคราวต้องแต่งงานออกไป โชคร้ายก็เริ่มมาเยือนนาง เมื่อบ้านสามีมีแต่ปัญหา พ่อสามีหน้าใหญ่ใจโต แม่สามีลำเอียง พี่สะใภ้ชอบก่อเรื่องวุ่นวาย น้องสะใภ้เป็นเสือซ่อนเล็บ ส่วนสามีนั้น แม้จะรักใคร่ทะนุถนอมนาง แต่ยามอยู่ในบ้านราวกับไม่มีตัวตน เป็นลูกชังของครอบครัว
นางกัดฟัน! ตัดสินใจพาสามีตะลุยหาเงิน จัดการแยกบ้าน ซื้อที่ดิน สร้างเรือน สองสามีภรรยามีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ความยุ่งยากก็ยังพุ่งเข้าใส่อย่างไม่ขาดสาย
มาลุ้นกันว่า สาวออฟฟิศทันสมัยที่ทะลุมิติมาผู้นี้ จะใช้ชีวิตเพื่อหาเงิน ได้รับความรักความทนุถนอมจากสามี และมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Camellia Novel
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
《守拙归田园》
Author: 荷荨儿 He Xun Er
Copyright ⓒ by COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Thai (language) Translation Copyright ⓒ 2023 by Amarin Corporations Public Company Limited, Ltd.
This Thai edition is published by arrangement with COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Arranged through Beijing Wenxin Wenchuang Technology Co., Ltd. (北京文心文创科技有限公司) &
Pelican Media Agency Ltd., Taiwan
All rights reserved
Ebook จะทยอยออกหลังจากลงรายตอนค่ะ
ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Camellia Novel
ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ
บทที่ 1 ข้ามภพ
“อื้อ น้ำ” เมื่อเซียวเยวี่ยสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าลำคอแห้งผากด้วยความกระหายน้ำอย่างรุนแรง ศีรษะปวดร้าว ร่างกายไร้เรี่ยวแรง พอมีถ้วยใส่น้ำมาแตะที่ริมฝีปากของตน หญิงสาวจึงกลืนน้ำลงไป ทำให้ลำคอรู้สึกสบายขึ้นมาก
เซียวเยวี่ยลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เห็นผู้หญิงอายุราวสามสิบหกสามสิบเจ็ดปีกำลังจ้องมองตนด้วยความเป็นห่วง ผิวของหญิงผู้นั้นเป็นสีคร้ามและหยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานมาอย่างยาวนานจนเห็นรอยย่นที่ปลายหางตาได้อย่างชัดเจน เมื่ออีกฝ่ายเห็นเซียวเยวี่ยฟื้นขึ้นมาก็โผเข้ามากอดด้วยความดีใจ ร้องออกมาด้วยความร้อนรน
“เยวี่ยเอ๋อร์ เจ้าฟื้นเสียที แม่[1] เป็นห่วงจะตายอยู่แล้ว”
“แม่?” เซียวเยวี่ยเอ่ยออกมาด้วยความงุนงงก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง หญิงผู้นั้นร้องตะโกน “เยวี่ยเอ๋อร์! เยวี่ยเอ๋อร์!”
ขณะที่สติสัมปชัญญะรางเลือน เซียวเยวี่ยมองเห็นการแต่งตัวของผู้หญิงคนนั้นเมื่อครู่นี้ มันเป็นเสื้อผ้าที่จะได้เห็นในละครย้อนยุคทางโทรทัศน์เท่านั้น ซ้ำหญิงคนนั้นยังเรียกตัวเองด้วยคำว่าแม่ที่ใช้เรียกในสมัยโบราณ หญิงสาวจึงเกิดสมมติฐานขึ้นมาว่าตนคงจะไม่ได้ย้อนเวลาข้ามภพมาใช่ไหม? ความตกใจนั้นทำให้เซียวเยวี่ยหมดสติไปอีกครั้ง
เดิมทีเซียวเยวี่ยเป็นมนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ คนหนึ่งในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เติบโตมากับคุณปู่คุณย่าในหมู่บ้านชนบท พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตตั้งแต่อายุได้สามขวบ คนขับรถที่เป็นต้นเหตุชดเชยเงินให้ก้อนหนึ่ง คุณปู่รับตัวเซียวเยวี่ยมาเลี้ยงที่บ้านเกิด คุณย่าป่วยเสียชีวิตตอนที่เซียวเยวี่ยอยู่ชั้นมัธยมปลาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ใช้ชีวิตด้วยกันปู่หลานเพียงสองคน
หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เซียวเยวี่ยได้ทำงานในตำแหน่งเสมียนของบริษัทแห่งหนึ่ง ตอนแรกหญิงสาวคิดว่าในที่สุดก็สามารถทำให้คุณปู่ได้พักผ่อนและมีความสุขกับชีวิตบั้นปลายเสียที คิดไม่ถึงว่าคุณปู่ก็จะมาป่วยและเสียชีวิตไปเช่นกัน นับจากนั้นมาเซียวเยวี่ยก็ใช้ชีวิตอยู่เพียงตามลำพัง
ในตอนแรกหญิงสาวคิดว่าจะสามารถใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างนี้ไปตลอดชีวิต พอถึงช่วงอายุหนึ่งก็หาคนที่เหมาะสมแต่งงานมีลูกและแก่ชราไปพร้อมกัน คิดไม่ถึงว่าโชคชะตาจะเล่นตลกกับตนมากถึงเพียงนี้ เพียงแค่ดื่มเหล้าในงานเลี้ยงบริษัทมากเกินไปนิด พอข้ามทางม้าลายก็ถูกรถขนสินค้าคันใหญ่พุ่งเข้ามาชน ลืมตาอีกครั้งก็ข้ามภพมาเสียแล้ว
ในขณะที่สติเลือนรางอยู่นั้น เซียวเยวี่ยรู้สึกได้ว่ามีคนเช็ดมือและใบหน้าให้ หลังจากนั้นก็นำยาจีนขมๆ มาป้อนให้กิน หญิงสาวพยายามกัดฟันขัดขืน
คนผู้นั้นเอ่ยปลอบประโลมเสียงแผ่วเบา “เด็กดี เยวี่ยเอ๋อร์ กินยาเสียจะได้หาย หายแล้วแม่จะทำของอร่อยๆ ให้กิน”
น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นเป็นเสียงที่น่าฟังที่สุดในโลก ความรักของผู้เป็นแม่อันแสนอบอุ่นโอบล้อมรอบตัวเซียวเยวี่ย หยดน้ำตารินออกมาจากหางตา ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ของเซียวเยวี่ยนั้นเลือนราง เสียงนี้กลับปลุกความทรงจำแสนสุขที่อยู่ในส่วนลึก นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดูเหมือนว่ายานั้นจะไม่ได้ขมอย่างที่เคยเป็น
เมื่อหญิงผู้นั้นเห็นเซียวเยวี่ยน้ำตาไหล ดวงตาก็แดงระเรื่อ ในวันนั้นที่นางเห็นบุตรสาวถูกนำมาส่งในสภาพหายใจรวยริน หัวใจก็แทบจะหยุดเต้น บุตรสาวของนางออกไปซักผ้า แต่กลับมาในสภาพไม่ได้สติ สมองของนางว่างเปล่า จำได้เพียงว่าหลังจากที่หมอมาจับชีพจรแล้ว ก็ได้แต่ส่ายหน้าและบอกว่าแล้วแต่สวรรค์จะปรานี
หลายวันมานี้ระหว่างที่บุตรสาวนอนไม่ได้สติ หัวใจของนางก็ร้อนรุ่มราวถูกแช่อยู่ในหม้อที่มีน้ำมันเดือดพล่าน นางเฝ้าอยู่ข้างกายลูกไม่ห่าง คอยยื่นมือออกไปตรวจดูลมหายใจเพราะกลัวว่าลูกสาวจะนอนหลับและจากไปทั้งอย่างนั้น โชคยังดีที่สวรรค์ยังคุ้มครอง ในที่สุดเยวี่ยเอ๋อร์ของนางก็ฟื้นขึ้นมา
เซียวเยวี่ยฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันถัดมา นางนอนอยู่บนเตียงเตา[2] รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก มองเห็นสถานที่ที่อยู่ในตอนนี้ได้อย่างชัดเจน มันเป็นบ้านที่สร้างจากดิน ตรงข้ามประตูคือตู้เสื้อผ้าและโต๊ะ ด้านตะวันออกของห้องคือเตียงเตา ด้านหัวท้ายของเตียงเตามีตู้ใบเล็ก เซียวเยวี่ยรับรู้ได้ว่าห้องอันแสนสะอาดสะอ้านนี้เป็นของเจ้าของร่างและน้องสาว
ตอนนั้นเองนางได้ยินเสียงจากภายนอก เป็นเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง “เยวี่ยเอ๋อร์ยังไม่ฟื้นหรือ”
เสียงอ่อนโยนของหญิงคนก่อนหน้านี้โต้ตอบ “ยังเลย ร่างกายของนางยังอ่อนแอ ต้องให้นางพักให้มาก”
ชายคนนั้นพูดว่า “เจ้าคอยดูแลให้ดี หากดูท่าไม่ดีให้รีบไปตามหมอ”
หญิงผู้นั้นตอบ “ข้ารู้แล้ว”
“ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าไปละ”
“อืม เดินทางดีๆ”
เสียงด้านนอกเงียบลง เซียวเยวี่ยรับรู้ว่าผู้ชายและผู้หญิงคนนั้นคือบิดามารดาของร่างนี้ ถึงแม้เมื่อครู่นี้จะเป็นเพียงบทสนทนาสั้นๆ ไม่กี่ประโยค แต่กลับทำให้นางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความรักเต็มหัวใจ สิ่งเหล่านี้คือความเมตตาจากสวรรค์ เพื่อเติมเต็มความรักของพ่อกับแม่ที่ขาดหายไปเมื่อชาติภพก่อน จากนี้ไปนางคือเซียวเยวี่ย เซียวเยวี่ยผู้ข้ามชาติข้ามภพ
เซียวเยวี่ยลุกขึ้นสวมรองเท้าแล้วเดินออกจากห้อง ในระหว่างที่นางหมดสตินั้นก็ได้รับช่วงความทรงจำทั้งหมดของร่างนี้แล้ว เดิมทีร่างนี้ก็ชื่อเซียวเยวี่ยเช่นกัน เมื่อสองวันก่อนตอนไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำไม่ทันระวังพลัดตกลงไปในแม่น้ำ ได้หยางชางฟาซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านช่วยชีวิตเอาไว้ แต่ก็ถูกความเย็นจนเป็นไข้หวัด เจ้าของร่างได้จากไปท่ามกลางความรางเลือน และมีเซียวเยวี่ยเข้ามาแทนที่
หมู่บ้านที่นางอยู่นี้มีชื่อว่าหมู่บ้านหลินสุ่ย ที่ได้ชื่อนี้เป็นเพราะมีแม่น้ำพาดผ่านข้างหมู่บ้าน หมู่บ้านหลินสุ่ยแห่งนี้มีครอบครัวตระกูลหยาง ตระกูลหลี่ และตระกูลหม่าเป็นสามตระกูลเป็นหลัก และมีครอบครัวสกุลอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนภายนอกย้ายเข้ามาอยู่อาศัย
สกุลเซียวก็เป็นครอบครัวที่ย้ายเข้ามาเช่นกัน ในตอนนั้นบ้านเกิดของสกุลเซียวประสบภัยพิบัติ จึงได้พากันหนีตายมาทั้งครอบครัว สุดท้ายก็ทยอยล้มหายตายจาก เหลือเพียงปู่ย่าและบิดาของเซียวเยวี่ยที่เดินทางมาปักหลักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหลินสุ่ยตั้งแต่นั้นมา
บิดาของเซียวเยวี่ยแต่งงานกับหญิงสกุลเจิ้งจากหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งก็คือแม่ของเซียวเยวี่ย ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสี่คน บุตรสาวคนโตคือเซียวเยวี่ย ปีนี้อายุสิบเจ็ดปี บุตรสาวคนที่สองเซียวซิง อายุสิบห้าปี บุตรชายคนโตเซียวชุน อายุสิบสามปี และบุตรชายคนเล็กเซียวซย่า อายุสิบเอ็ดปี
ปู่ของเซียวเยวี่ยมีฝีมือในด้านงานไม้ บิดาของนางก็ได้รับความชำนาญต่อมา ปกติก็มักจะสร้างเครื่องเรือนให้กับคนอื่นๆ อยู่ในลานบ้าน ถึงแม้รายได้จะไม่มากนัก แต่ก็สามารถหล่อเลี้ยงให้ครอบครัวได้กินอิ่มนอนหลับ
ปู่ของนางเสียชีวิตไปเมื่อสิบปีก่อน ย่าก็จากไปเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ตอนนี้ครอบครัวสกุลเซียวจึงเหลือเพียงบิดามารดาและลูกๆ อีกสี่คนที่มีชีวิตอยู่กันตามอัตภาพ
พ่อเซียวเป็นคนละเอียดลออ จริงใจและใจดี ชาวบ้านพูดกันปากต่อปากว่าเขาสร้างเครื่องเรือนให้ผู้อื่นอย่างไม่คดโกงเอาเปรียบ ดังนั้นจึงมีคนมากมายยินดีมาขอให้เขาช่วยสร้างเครื่องเรือนให้ ยามที่เขายุ่งอยู่กับการทำงานหาเงินก็ไม่เคยหลงลืมลูกๆ ของตน บางครั้งเวลาเขาเดินทางออกไปทำงานไกลบ้านและได้เจอกับของเล่นแปลกใหม่ ก็จะนำกลับมาให้พวกนางด้วย
เจิ้งซื่อ[3] เป็นแบบฉบับของภรรยาและมารดาที่ดี นางทำไร่ทำนา ทำอาหาร เย็บปักถักร้อยได้ดี แม้จะรักลูกทั้งสี่แต่ก็ไม่เคยตามใจ สิ่งใดที่ควรทำให้เป็นก็สอนให้ลูกของตน ดังนั้นเซียวเยวี่ยและน้องสาวจึงสามารถทำงานต่างๆ ได้ดี
ถึงแม้เซียวชุนและเซียวซย่าจะเป็นเด็กผู้ชาย แต่เจิ้งซื่อก็ไม่เคยลำเอียง ทุกครั้งที่ทำงานก็จะให้พวกเขาทำงานที่ต้องออกแรงมากๆ
สกุลเซียวเป็นครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักใคร่ปรองดอง
บริเวณบ้านของสกุลเซียวมีขนาดใหญ่ เมื่อก้าวผ่านประตูใหญ่มาจะเห็นเรือนหลังใหญ่ที่สร้างจากดินจำนวนสามห้องอยู่ฝั่งตรงข้าม ห้องกลางคือห้องโถง ยามปกติก็จะกินอาหารและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันในห้องนี้ ด้านซ้ายเป็นห้องของบิดามารดา ด้านขวาเป็นห้องของเซียวเยวี่ยและน้องสาว
ด้านขวาของบริเวณบ้านคือเรือนข้างที่มีสามห้อง ลูกชายสองคนได้อยู่กันคนละห้อง ส่วนอีกห้องเป็นห้องเก็บอุปกรณ์งานไม้ของผู้เป็นพ่อ โดยปกติเขาจะประดิษฐ์เครื่องเรือนอยู่ในลานบ้าน ถ้าหากสร้างเสร็จแล้วยังไม่มีคนมารับไป ก็จะนำไปเก็บไว้ภายในห้องนี้
เรือนทางด้านซ้ายค่อนข้างเล็กและเตี้ย ห้องหนึ่งเป็นห้องครัว ห้องหนึ่งเป็นห้องเก็บฟืน ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นห้องเก็บของสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์อาหาร
ที่อยู่ติดกับเรือนสามห้องนี้ค่อนไปทางหน้าประตูใหญ่คือแปลงผัก กลางลานบ้านคือบ่อน้ำหนึ่งบ่อ ด้านข้างมีโอ่งหนึ่งใบ น้ำที่ใช้สำหรับดื่มกินล้วนมาจากบ่อน้ำแห่งนี้ ส่วนน้ำที่ใช้ซักเสื้อผ้าจะต้องไปที่แม่น้ำข้างหมู่บ้าน แต่ละบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด
สวนด้านหลังติดกับกำแพงมีห้องน้ำ เล้าหมู เล้าไก่ คอกวัว ยามที่ผู้เป็นพ่อสร้างเครื่องเรือนเสร็จแล้ว หากผู้ซื้อเพิ่มเงินให้อีกเล็กน้อย พ่อเซียวก็จะนำไปส่งให้ถึงที่บ้าน ดังนั้นสกุลเซียวจึงเป็นเพียงไม่กี่ครอบครัวในหมู่บ้านหลินสุ่ยที่มีเกวียนล่ามวัวเอาไว้ใช้งาน
[1] ตัวละครใช้คำว่า ‘เหนียง’ (娘) ซึ่งเป็นคำว่า ‘แม่’ ในภาษาโบราณ
[2] เตียงเตา เป็นเตียงที่ออกแบบให้ด้านล่างเป็นปล่องเพื่อก่อเป็นเตาฟืน เพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว
[3] ซื่อ แปลว่า แซ่ ใช้ต่อท้ายแซ่เดิมของสตรีที่ออกเรือนแล้ว
บทที่ 2 คู่หมั้น
เซียวเยวี่ยเดินออกจากเรือนก็เห็นเจิ้งซื่อกำลังเย็บปักถักร้อยอยู่ในลานบ้าน นางจึงเดินเข้าไปเอ่ยเรียก “ท่านแม่”
เมื่อเจิ้งซื่อเห็นบุตรสาวคนโตก็รีบวางเสื้อผ้าในมือลง ลูบศีรษะนางแล้วเอ่ยถาม “เยวี่ยเอ๋อร์ รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่ เหตุใดจึงไม่นอนพักบนเตียงก่อน”
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว ข้านอนอยู่บนเตียงมาหลายวันจนจะไม่สบายอีกรอบแล้ว”
เจิ้งซื่อยิ้มพลางต่อว่า “พูดอะไรอย่างนั้น นอนพักแล้วจะไม่สบายได้อย่างไร เจ้าเด็กคนนี้”
“จริงๆ นะเจ้าคะ จริงสิท่านแม่ ท่านพ่อกับน้องๆ เล่าเจ้าคะ” หลังจากที่เซียวเยวี่ยได้รับความรักจากผู้เป็นแม่แล้ว ก็พบว่าภายในบ้านมีเจิ้งซื่ออยู่เพียงผู้เดียว
เจิ้งซื่อเอ่ยกับลูกสาวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “พ่อของเจ้ากับชุนเอ๋อร์นำเครื่องเรือนไปส่ง ซิงเอ๋อร์ไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ”
“เสี่ยวซย่าเล่า”
“เสี่ยวซย่าไปเรียนหนังสือกับบัณฑิตหยาง”
“อ้อ” เซียวเยวี่ยรู้จักบัณฑิตหยาง เขาเป็นบัณฑิตเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้านหลินสุ่ย ดังนั้นทุกคนจึงเรียกเขาว่าบัณฑิตหยาง เดิมทีเขาปรารถนาจะสอบในระดับมณฑล แต่เมื่อไม่ผ่านหลายครั้งเข้าจึงล้มเลิกความตั้งใจ
ยามปกติบัณฑิตหยางจะสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านอ่านออกเขียนได้ เนื่องจากคนในหมู่บ้านมีน้อยและเขาก็มาสอนเด็กเพียงครั้งคราว ดังนั้นจึงไม่ได้เปิดเป็นสำนักและย่อมไม่ได้รับของไหว้ครู
แต่ผู้ปกครองของเด็กๆ ที่มาเรียนหนังสือนั้นก็มิได้นิ่งนอนใจ ถ้าหากภายในบ้านของพวกตนมีสิ่งของอะไรก็มักจะมอบให้กับบัณฑิตหยาง ดังนั้นถือได้ว่าบัณฑิตหยางได้รับความนับถือจากคนในหมู่บ้านพอสมควร
เจิ้งซื่อจ้องมองเซียวเยวี่ยอยู่นาน จากนั้นก็เอ่ยอย่างลังเลว่า “เยวี่ยเอ๋อร์ แม่มีเรื่องอยากจะปรึกษาเจ้า”
“ท่านแม่ มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
“คืออย่างนี้ เจ้าก็รู้ว่าตอนที่ชางฟากลับมา เจ้ายังไม่ออกทุกข์ พวกเราก็เลยยังไม่ได้พูดถึงเรื่องการแต่งงานของพวกเจ้า ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปี ซ้ำอายุอย่างเจ้าก็รั้งรออีกไม่ได้แล้ว แม่จึงคิดว่าจะไปหาฤกษ์งามยามดีมาจัดการเรื่องของพวกเจ้าให้เรียบร้อย”
เซียวเยวี่ยนิ่งงัน เอ่ยด้วยความตกตะลึง “จัดการเรื่องอะไรเจ้าคะ”
เจิ้งซื่อหัวเราะออกมา ก่อนจะยื่นนิ้วมือออกไปจิ้มหน้าผากของเซียวเยวี่ย “จะเรื่องอะไรเสียอีก ก็เรื่องการแต่งงานของพวกเจ้าสองคนยังไงเล่า เด็กโง่”
“แต่งงานอะไรกัน” เซียวเยวี่ยนิ่งอึ้ง
ไม่หรอกมั้ง เพิ่งจะข้ามภพมาก็จะให้แต่งงานเลยหรือ
เจิ้งซื่อพยักหน้า “ใช่สิ เจ้าน่ะอายุสิบเจ็ดแล้วนะ จะรั้งรออีกไม่ได้ เจ้าดูอย่างบุตรสาวบ้านอื่น อายุสิบหกปีก็ออกเรือนกันไปหมดแล้ว ก่อนหน้านี้เป็นเพราะชางฟาไปออกรบ ซ้ำเมื่อปีกลายท่านย่ายังมาจากโลกนี้ไปอีก พอเขากลับมาเจ้าก็ยังไม่ออกทุกข์ ตอนนี้เจ้าออกทุกข์แล้ว เรื่องแต่งงานก็สมควรจะจัดการเสียที”
เจิ้งซื่อยังคงพูดต่อไป ความคิดของเซียวเยวี่ยล่องลอยไปไกล ตอนนี้นางรู้แล้วว่าตนมีคู่หมั้นแล้ว เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันชื่อหยางชางฟา ปีนี้อายุยี่สิบสองปี ซ้ำตอนที่ร่างนี้พลัดตกน้ำ ก็ได้บุรุษผู้นี้เป็นคนช่วยชีวิตไว้
ครั้งเมื่อปู่กับย่าของเซียวเยวี่ยมาถึงที่หมู่บ้านหลินสุ่ยใหม่ๆ นั้น ทั้งคู่มีใบหน้าตอบเหลือง ร่างกายผอมแห้ง ไม่มีเงินติดตัว ก็ได้ปู่ของหยางชางฟายกห้องนอนสองห้องในกระท่อมฟางให้พวกเขาได้พักอาศัย ซ้ำยังให้เมล็ดพันธุ์ธัญญาหารแก่พวกเขาด้วย ปู่กับย่าของเซียวเยวี่ยจึงรู้สึกสำนึกบุญคุณต่อปู่ของหยางชางฟาตลอดมา
ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่เซียวเยวี่ยหมั้นหมายกับหยางชางฟา ในตอนที่มารดาของหยางชางฟาให้กำเนิดเขานั้นก็คลอดยากจนเกือบจะต้องตายทั้งแม่ทั้งลูก ภายหลังจึงคลอดออกมาได้อย่างยากลำบาก และเพราะความลำบากนี้เองทำให้เขาไม่เป็นที่ชื่นชอบของครอบครัวนัก
ในฤดูหนาวตอนอายุสามขวบเขาโดนลมหนาวจนจับไข้ แต่มารดาของเขากลับกำเงินไว้แน่นไม่ยอมไปเชิญหมอมาดูอาการ ภายหลังปู่ของเขาจึงไปรับมาดูแลและเชิญหมอให้มารักษาถึงได้รอดชีวิตมาได้
ในตอนนั้นปู่ของเขาอาศัยอยู่กับบุตรชายคนโต เมื่อรับหยางชางฟามาเลี้ยงก็เกรงว่าสะใภ้ใหญ่จะไม่ชอบใจ ดังนั้นผู้เฒ่าจึงได้หาพื้นที่ว่างในหมู่บ้าน สร้างกระท่อมขนาดสามห้องนอนอยู่กับหลานชายเพียงสองคน
หลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในกระท่อมได้หนึ่งเดือน ครอบครัวสกุลเซียวก็เดินทางมาถึงที่หมู่บ้านแห่งนี้ ท่านปู่หยางเห็นพวกเขาแล้วรู้สึกสงสาร จึงยกห้องในกระท่อมฟางให้ครอบครัวสกุลเซียวอยู่สองห้อง และพวกเขาก็อาศัยอยู่ร่วมกันนับจากนั้น
เดิมทีปู่หลานสกุลหยางมีกันแค่สองชีวิตคนแก่กับเด็กเล็ก จึงไม่สามารถทำงานที่ต้องออกแรงหนักๆ ได้ เมื่อครอบครัวสกุลเซียวมาถึงจึงสามารถแก้ปัญหานี้ได้พอดี
ในตอนนั้นพ่อเซียวอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว ที่จริงบุรุษอายุสิบเจ็ดก็สามารถแต่งงานได้แล้ว เมื่อครั้งอยู่บ้านเกิดพ่อของนางเคยมีคู่หมั้น แต่ในขณะที่กำลังตระเตรียมจะแต่งงานในปีที่กำลังจะมาถึงก็เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ดังนั้นงานมงคลจึงถูกเลื่อนออกไป
เมื่อเกิดภัยพิบัติในปีแรก อาหารต่างๆ ภายในบ้านก็ถูกกินไปจนหมด เข้าปีที่สองผู้คนต้องเริ่มกินเปลือกไม้ จากนั้นก็เริ่มล้มตายด้วยความอดยาก หญิงสาวผู้นั้นก็ตายจากไปเพราะไม่อาจทนต่อความอดอยากได้ แต่เพราะความลำบากยากแค้น ทำให้พวกเขาไม่มีจิตใจจะเศร้าเสียใจกับคนที่จากไป คิดแต่เพียงต้องมีชีวิตรอดเท่านั้น
หลังจากที่ไม่มีฝนตกติดต่อกันสองปี เข้าปีที่สามก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีฝน แม่น้ำที่แต่เดิมลึกสุดหยั่ง ก็ค่อยๆ กลายเป็นเพียงลำธารสายเล็กๆ และแห้งเหือดไปในที่สุด
ทั้งครอบครัวสกุลเซียวจึงได้แต่ต้องละทิ้งบ้านเกิดเพื่อหนีความยากลำบาก ซัดเซพเนจร ขอทานประทังชีพมาตลอดทาง เวลาผ่านไปปีกว่าจึงได้มาถึงหมู่บ้านหลินสุ่ย ความช่วยเหลือของท่านปู่หยางเรียกได้ว่าเป็นบุญคุณช่วยชีวิต
ปู่กับย่าของเซียวเยวี่ยอาศัยในกระท่อมของปู่ของหยางชางฟาตลอดฤดูหนาว เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิก็ได้เริ่มลงหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านหลินสุ่ย หมู่บ้านก็แบ่งที่ดินให้พวกเขาสองหมู่[1] เพราะพวกเขาเป็นเพียงคนนอกที่ย้ายเข้ามาจึงไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมากนัก
ปู่ของเซียวเยวี่ยทำงานไม้ได้ดี ในตอนนั้นมีร้านไม้ในตำบลรับงานมาเป็นจำนวนมากแต่มีช่างไม้ไม่พอ จึงได้ตามหาช่างไม้ไปทั่ว เมื่อท่านปู่เซียวได้รู้ข่าวนี้ก็เดินทางไปที่ร้านไม้แห่งนั้นด้วยตัวเอง หลังทำงานนั้นเสร็จก็ได้รับเงินมายี่สิบตำลึง
หลังจากนั้นเขาก็ซื้ออุปกรณ์ เริ่มสร้างเครื่องเรือนให้คนอื่นๆ ครึ่งปีหลังจากนั้นก็สร้างบ้านเป็นของตนเอง ย้ายครอบครัวออกจากกระท่อมของท่านปู่หยาง จากนั้นก็สู่ขอภรรยาให้บิดาของเซียวเยวี่ย ทว่าถึงแม้ครอบครัวสกุลเซียวจะย้ายออกมาจากกระท่อมของท่านปู่หยางแล้วก็ยังคงไปมาหาสู่ช่วยเหลือกันเป็นปกติ
เมื่อหยางชางฟาอายุได้เจ็ดขวบ ท่านปู่หยางได้มองถึงอนาคตของหลานชาย จึงได้บากหน้าไปหาเพื่อนเก่าที่เป็นนายพราน ขอให้สอนให้หลานชายของตนล่าสัตว์ จากนั้นมาหยางชางฟาก็ติดตามนายพรานแก่ผู้นั้นออกล่าสัตว์
เมื่อหยางชางฟาอายุได้สิบห้าปี ท่านปู่หยางก็เริ่มสังขารไม่ไหว ก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป ก็ได้สู่ขอหมั้นหมายเซียวเยวี่ยไว้ให้หยางชางฟา ด้วยกลัวว่าสะใภ้รองจะไม่สนใจไยดีบุตรชาย จึงได้จัดการเรื่องการหมั้นหมายด้วยตัวเอง อีกด้านก็เพื่อให้บิดามารดาของเซียวเยวี่ยช่วยดูแลหลานชายของตน
หลังจากที่ท่านปู่หยางจากโลกนี้ไปแล้ว บิดามารดาของหยางชางฟาก็ให้เขาย้ายกลับบ้าน เพราะในตอนนั้นเด็กหนุ่มสามารถล่าสัตว์หาเงินได้แล้ว สองปีต่อมาฟานอ๋องก่อกบฏ เมื่อมีหมายเรียกเกณฑ์ทหาร หยางชางฟาจึงไม่อาจหลบเลี่ยงและต้องออกศึกสงคราม
ก่อนที่หยางชางฟาจะออกศึกก็ได้มาหาบิดามารดาของเซียวเยวี่ย บอกกับพวกเขาว่าหากเซียวเยวี่ยถึงคราวปักปิ่น[2] แล้วเขายังไม่กลับมา ก็ให้พวกเขาหาชายอื่นให้นางได้เลย
เมื่อหยางชางฟาจากไปได้สี่ปี อีกหนึ่งเดือนเซียวเยวี่ยก็จะถึงวัยปักปิ่น ท่านย่าเซียวก็ถึงแก่กรรม เซียวเยวี่ยจำเป็นต้องไว้ทุกข์เป็นเวลาหนึ่งปี
ในตอนแรกเจิ้งซื่อคิดว่าบุตรสาวของตนคงได้ออกเรือนช้าเสียแล้ว ยังเตรียมเอาไว้ว่าทันทีที่บุตรสาวออกทุกข์จะรีบหาคนมาแต่งงานกับนางทันที แต่แล้วหยางชางฟาก็กลับมา ดังนั้นเจิ้งซื่อจึงไม่จำเป็นจะต้องหาคนอื่นและค่อยๆ เตรียมของใช้ในพิธีแต่งงานให้เซียวเยวี่ย
ตอนนี้เซียวเยวี่ยออกทุกข์แล้ว อายุก็ไม่น้อยแล้ว เจิ้งซื่อจึงอยากให้ทั้งสองแต่งงานกันโดยเร็ว
“เยวี่ยเอ๋อร์ เยวี่ยเอ๋อร์”
“อ้อ อะไรหรือเจ้าคะ”
“เจ้าคิดอะไรอยู่ แม่เรียกตั้งหลายครั้งแล้ว”
“อ้อ ข้ากำลังคิดเรื่องหนึ่งอยู่ ท่านแม่ เมื่อกี้ท่านว่าอย่างไรนะเจ้าคะ”
“ข้าบอกว่าตอนนี้ชางฟากลับมาแล้ว แต่ว่าเรื่องตบแต่งยังไม่เรียบร้อยเสียที พวกเราเป็นฝ่ายเอ่ยเรื่องนี้ก่อนดีกว่า”
“อืม ใช่ ท่านแม่ ข้าว่าพวกเรารอให้พวกเขาเอ่ยเรื่องนี้ก่อนดีกว่า”
เซียวเยวี่ยได้แต่อธิษฐานในใจขอให้สกุลหยางอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้เลย เพราะนางไม่อยากแต่งงานเลยแม้แต่น้อย ร่างนี้เพิ่งจะอายุสิบเจ็ดปี จะแต่งงานอะไรกัน เร็วเกินไปหรือเปล่า ทางที่ดีสกุลหยางอย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้ออกมาตลอดไปเลยจะดีกว่า
[1] มาตรวัดพื้นที่ของจีน 1 หมู่ มีขนาดประมาณ 666.667 ตารางเมตร
[2] เป็นพิธีการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของหญิงสาว จะถึงกำหนดพิธีปักปิ่นเมื่อหญิงสาวอายุครบสิบห้าปี เมื่อปักปิ่นแล้วก็ถึงวัยที่จะแต่งงานได้
บทที่ 3 มอบสินสอด
ใจของเซียวเยวี่ยไม่คิดอยากจะแต่งงาน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นจริง คืนนั้นบิดาของนางกลับมาพร้อมกับข่าวที่หญิงสาวไม่อยากจะได้ยินมากที่สุด
หลังจากที่ทั้งครอบครัวกินอาหารร่วมกันเสร็จเรียบร้อย ขณะนั่งอยู่ในห้องโถง บิดาก็มองนางด้วยแววตาซึ่งเต็มไปด้วยความรักใคร่ เอ่ยถามว่า “เยวี่ยเอ๋อร์ ดีขึ้นบ้างหรือยังลูก”
“ท่านพ่อ ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม หายดีก็ดีแล้ว” พ่อเซียวหันมาหาเจิ้งซื่อ “พรุ่งนี้ไปเชือดเนื้อมาบำรุงเยวี่ยเอ๋อร์สักหน่อยนะ นางผอมเกินไป”
เจิ้งซื่อพยักหน้าตอบรับ
บิดาของเซียวเยวี่ยนิ่งไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยกับนางว่า
“เยวี่ยเอ๋อร์ วันนี้ข้าได้พบกับชางฟา เขาบอกว่าอีกสองสามวันจะให้แม่สื่อมาสู่ขอที่บ้าน”
ถึงแม้วันนี้เจิ้งซื่อจะได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ไปแล้ว แต่เมื่อเรื่องมาถึงตรงหน้าจริงๆ กลับยากที่จะรับ นานช้ากว่านางจะค่อยๆ เอ่ยปากออกมาได้
“อืม เยวี่ยเอ๋อร์ของเราก็ออกทุกข์แล้ว หาฤกษ์งามยามดีให้พวกเขาแต่งงานกันเถอะ”
พ่อเซียวมองบุตรสาวของตน ก่อนจะเอ่ยกับภรรยาว่า
“เจ้าเด็กนั่นก็ลำบาก คนที่บ้านก็ไม่มีใครสนใจ เอาแต่คิดจะให้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์เพื่อหาเงิน เมื่อสองวันก่อนเขาขึ้นเขาไปล่าเสือโคร่งมาขายได้เงินมาเล็กน้อย และคิดได้ว่าเยวี่ยเอ๋อร์ของเราออกทุกข์แล้ว จึงอยากจะมาจัดการเรื่องการแต่งงานให้เรียบร้อยเสียที”
“อืม ก็จริง พอไม่มีใครจัดการให้ก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง ข้าว่าเขาคงจะคิดว่าเขากับเยวี่ยเอ๋อร์ถึงวัยแล้ว พอดีกับได้เงินมาก็จัดการเรื่องแต่งงานให้เรียบร้อย เด็กคนนั้นน่าสงสารนะ ปกติก็ไม่มีใครเหลียวแล ข้าเห็นเขามาซักผ้าเองคนเดียวที่แม่น้ำหลายครั้ง จนขาดแล้วก็ไม่มีใครสนใจปะชุนให้ ขาดผู้หญิงมาคอยดูแล แต่ว่าถ้าเยวี่ยเอ๋อร์ของเราแต่งเข้าไปแล้วคงจะต้องลำบาก มารดาของเขาร้ายนัก ใจลำเอียงจนจะหลุดออกมาจากรักแร้อยู่รอมร่อ”
พ่อเซียวดูดปล้องยาสูบ ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “อย่าพูดอย่างนั้น ในการใช้ชีวิตสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีสามีที่ดี อีกอย่างข้าว่าไม่ช้าก็เร็วครอบครัวนั้นก็ต้องแยกย้ายกัน เจ้าเด็กชางฟานั่นข้าเห็นมาตั้งแต่เด็กจนโต ซ้ำเขายังล่าสัตว์เป็น ต่อไปไม่มีทางตกระกำลำบากหรอก เจ้าดูสิ เขากลับมาได้แค่ปีเดียว ชีวิตของบ้านสกุลหยางดีกว่าแต่ก่อนไม่น้อยเลยนะ”
“ก็จริง ถ้าขยันก็ไม่มีวันอดตายหรอก” เจิ้งซื่อหันมาพูดกับเซียวเยวี่ยว่า “เยวี่ยเอ๋อร์ เจ้าก็เตรียมตัวเถิด พอแม่สื่อมาสู่ขอเสร็จก็จะกำหนดวันมงคลเลย”
เซียวเยวี่ยพยักหน้า แต่ไหนแต่ไรมานางก็เป็นคนง่ายๆ อ่อนโอนไปตามสถานการณ์อยู่แล้ว ในสมัยโบราณการแต่งงานเป็นคำสั่งของบิดามารดาและการจับคู่ของแม่สื่อมาแต่ไหนแต่ไร นางไม่สามารถจะไปพูดเรื่องการแต่งงานโดยสมัครใจกับคนเหล่านี้ได้ ไม่แน่ว่าถ้าพูดอย่างนั้นจริงๆ อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าถูกวิญญาณร้ายสิงร่าง ในยุคที่ผู้คนยังหลงงมงายอยู่เช่นนี้ นางอาจจะถูกจับเผาทั้งเป็นก็ได้ ดังนั้นเซียวเยวี่ยจึงตัดสินใจทำตัวเป็นสาวน้อยผู้เชื่อฟัง ไม่ทำตัวโดดเด่นออกมา
สองสามวันต่อมา สกุลหยางได้เชิญแม่สื่อพร้อมสินสอดมาถึงบ้านสกุลเซียว เสียงปะทัดดังสนั่นหวั่นไหวมาตลอดทาง โดยที่มีป้าสะใภ้ใหญ่ของหยางชางฟาร่วมขบวนมาด้วย
ป้าสะใภ้ใหญ่ของหยางชางฟาเป็นคนคล่องแคล่วเปิดเผย ในตอนที่ท่านปู่หยางพาหยางชางฟาย้ายออกมาอยู่ข้างนอก ป้าสะใภ้ใหญ่ก็เคยห้ามปรามมาก่อน ทว่าท่านปู่หยางเกรงว่าเวลาเนิ่นนานไปอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งได้ จึงได้ดึงดันที่จะย้ายออก แต่ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ยังคงไปคอยซักเสื้อผ้า ปะชุนเสื้อผ้าให้ท่านปู่หยางและหลานชายอยู่บ่อยครั้ง
เซียวเยวี่ยคิดว่าท่านปู่หยางเป็นคนเข้าใจโลก ถ้าหากในตอนนั้นเขาไม่ดึงดันย้ายออกมา เวลาเนิ่นนานไปใจคนก็อาจเกิดความเกลียดชังขึ้นได้ ในสมัยนี้หากบ้านยังไม่ร่ำรวยก็ไม่มีใครรับเลี้ยงลูกของคนอื่น เพราะไม่สู้นำเงินทองเหล่านั้นมาทำให้ลูกของตนได้กินอิ่ม ถึงอย่างไรบิดามารดาของหยางชางฟาก็ยังมีชีวิตอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น ป้าสะใภ้ใหญ่กับมารดาของหยางชางฟาก็ไม่ลงรอยกัน เวลาผ่านไปถึงอย่างไรก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะขุ่นเคืองมาถึงตัวหยางชางฟาได้
เมื่อขบวนสินสอดมาถึงไม่ไกลจากบ้านสกุลเซียวก็จุดปะทัดเสียงดังลั่น เซียวชุนที่ได้ยินเสียงปะทัดก็รีบวิ่งไปจุดปะทัดที่หน้าประตูบ้าน ตามธรรมเนียมของชาวบ้าน เมื่อฝ่ายชายแห่ขบวนสินสอดมาใกล้บ้านของฝ่ายหญิงก็จะจุดปะทัดเพื่อเป็นการแจ้งว่ามาถึงแล้ว ส่วนบ้านฝ่ายหญิงก็จะจุดปะทัดเพื่อเป็นการแสดงการต้อนรับ
สินสอดถูกยกเข้ามาด้านในบริเวณบ้านของสกุลเซียว ชาวบ้านในหมู่บ้านพากันมามุงดูความครึกครื้น แม่สื่อที่หยางชางฟาเชิญมาคือแม่สื่อหม่าซึ่งเป็นแม่สื่อให้กับคนในหมู่บ้าน แม่สื่อหม่ากล่าวได้อย่างคล่องแคล่ว หรือเรียกว่าได้พูดน้ำไหลไฟดับ
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามานางก็พูดกับพ่อเซียวและเจิ้งซื่อ “พี่เซียว น้องเจิ้ง ข้ามาเพื่อแจ้งข่าวมงคลแก่พวกท่าน พวกท่านดูสิว่านกกางเขนในหมู่บ้านพากันส่งเสียงกันใหญ่”
วันนี้เจิ้งซื่อเปลี่ยนมาสวมชุดใหม่ เต็มไปด้วยกลิ่นอายงานมงคล เมื่อได้ยินแม่สื่อหม่าเอ่ยเช่นนั้นก็คว้าขนมหวานส่งให้แม่สื่อหม่าทันที “ข้าให้ จะได้เป็นมงคล”
แม่สื่อหม่ารับขนมมาแกะก่อนจะส่งเข้าปาก ก่อนจะทำท่าทางดูดขนมในปากและเอ่ยว่า “อื้อหือ หวานเหลือเกิน” จนทำให้ผู้คนที่มามุงดูพากันหัวเราะครื้นเครง
เจิ้งซื่อหยิบขนมออกมาหนึ่งถาด ส่งให้ชาวบ้านที่มารอดูความสนุกสนาน เด็กเล็กๆ พากันเข้ามารุมล้อมนางด้วยความดีใจ
หลังจากที่เจิ้งซื่อแจกขนมเสร็จแล้วก็พาเซียวเยวี่ยออกมา สินสอดเหล่านี้ต้องให้เจ้าสาวได้ออกมาชม วันนี้เซียวเยวี่ยสวมชุดใหม่สีชมพูทั้งตัว เส้นผมมวยขึ้นอย่างประณีต เสียบดอกไม้ประดิษฐ์สีเหลืองอ่อน ดูแล้วผุดผ่องไปทั้งร่าง เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสาวแรกรุ่นผู้งดงาม
ทันทีที่เซียวเยวี่ยก้าวเท้าออกมา แม่สื่อหม่าก็เริ่มชื่นชมทันที
“จุ๊ๆ ดูหญิงสาวผู้นี้สิ งดงามราวกับดอกไม้ก็ไม่ปาน เจ้าเด็กชางฟาผู้นี้ช่างโชคดีเสียจริง แม่นางผู้นี้งดงามราวกับภาพวาด น่ากลัวว่าเทพเซียนบนสวรรค์ก็คงหน้าตาเป็นเช่นนี้”
เซียวเยวี่ยได้ยินแม่สื่อหม่าพูดชมจนขนลุกไปหมด ดูชมเข้า ใครไม่รู้จะคิดว่านางเป็นหญิงงามล่มเมืองที่ไหน แต่หญิงสาวเคยเห็นหน้าตัวเองบนกระจกทองแดง ใบหน้านี้ก็เหมือนสตรีทั่วๆ ไป อย่างมากก็เพียงแค่หน้าตาสดใสได้รูปเท่านั้น
เมื่อป้าสะใภ้ใหญ่ได้เห็นเซียวเยวี่ยก็รู้สึกพึงพอใจ ทั้งสุขุม เป็นผู้ใหญ่ และทำงานได้ การที่หลานชายได้สะใภ้เช่นนี้ถือได้ว่าไม่เลวเลย ยิ่งได้ฟังคำพูดของแม่สื่อหม่าก็ยิ่งรู้สึกขบขัน เด็กสกุลเซียวผู้นี้อาจจะไม่ได้เรียกว่าหน้าตางดงาม แต่ใบหน้าได้รูป นางจึงพูดต่อจากแม่สื่อหม่าว่า
“ถูกต้อง แม่หนูผู้นี้ช่างงามนัก” พูดจบป้าสะใภ้ใหญ่ก็หยิบรายการสินสอดออกมาจากแขนเสื้อมอบให้เจิ้งซื่อ
เจิ้งซื่อรับรายการสินสอดมาแล้วก็ตรวจดูอย่างละเอียด ป้าสะใภ้ใหญ่ให้คนที่แบกสินสอดมาเปิดหีบสินสอดออกทั้งหมด สินสอดของหยางชางฟาหากเทียบกับคนในหมู่บ้านนี้ก็ถือว่าดีมาก มีไก่สองคู่ เนื้อหมูห้าจิน[1] ปลาสองตัว ใบชาสองห่อ ธัญพืชสี่สีสองห่อ ขนมจันอับสองห่อ ผ้าสีน้ำเงิน สีฟ้า สีชมพู และสีม่วงอย่างละพับ และยังมีปิ่นหนึ่งคู่ สุดท้ายคือค่าสินสอดหกตำลึง
สินสอดของชาวบ้านทั่วไปในหมู่บ้านหลินสุ่ยจะอยู่ที่สามตำลึง หากเป็นครอบครัวพอมีฐานะก็จะเป็นหกตำลึง ถ้าหากบ่าวสาวมีเงื่อนไขที่ดีก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกนิด แต่คนเช่นนั้นก็มีน้อยเต็มที
ถึงแม้สินสอดของหยางชางฟาจะไม่ใช่สินสอดที่ดีที่สุดของหมู่บ้านหลินสุ่ย แต่ก็เรียกได้ว่าโดดเด่น เจิ้งซื่อและบิดาของเซียวเยวี่ยต่างพึงพอใจในสินสอดนี้มาก พวกเขาไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องเงินทอง แต่การแต่งงานของสตรีคนหนึ่งสินสอดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยิ่งสินสอดมากเท่าไรก็ยิ่งแสดงว่าครอบครัวสามีเห็นความสำคัญของเจ้าสาวมากขึ้นเท่านั้น
ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าหยางชางฟาเป็นผู้เตรียมสินสอดทั้งหมดด้วยตนเอง แต่สิ่งเหล่านี้ก็แสดงถึงว่าหยางชางฟาให้ความสำคัญกับบุตรสาวของพวกเขามากแค่ไหน ทั้งคู่จึงได้รู้สึกวางใจขึ้น
หลังจากที่ตรวจดูสินสอดเรียบร้อยแล้วก็แลกเปลี่ยนหนังสือแต่งงาน หนังสือแต่งงานที่ฝ่ายชายเตรียมมา หยางชางฟาไม่รู้หนังสือ จึงได้ขอให้บัณฑิตหยางช่วยเหลือ
หนังสือแต่งงานของเซียวเยวี่ยได้เซียวซย่าผู้เป็นน้องชายเขียนขึ้น จากนั้นก็ประทับรอยนิ้วมือและแลกเปลี่ยนหนังสือแต่งงาน ป้าสะใภ้ใหญ่ได้หาฤกษ์งามยามดีเอาไว้แล้ว วันมงคลถูกกำหนดไว้อีกครึ่งเดือนนับจากนี้
หลังจากเสร็จพิธีมอบสินสอด แม่สื่อหม่าก็แยกย้ายกลับไปพร้อมกับผู้คนที่มามุงคอยดูความสนุกสนาน ป้าสะใภ้ใหญ่ยังไม่กลับ นางบอกขนาดเสื้อผ้า รองเท้าและถุงเท้ากับเซียวเยวี่ย ตามธรรมเนียมของหมู่บ้าน เจ้าสาวจะต้องตัดเย็บเสื้อผ้า รองเท้า และถุงเท้าใหม่มอบให้เจ้าบ่าว
เซียวเยวี่ยพยักหน้าเพื่อเป็นการบอกว่าตนจำได้แล้ว จากนั้นป้าสะใภ้ใหญ่ก็ลุกขึ้นกลับไป เจิ้งซื่อให้เซียวเยวี่ยออกไปส่งนาง
[1] มาตรชั่งน้ำหนัก 2 จิน เท่ากับ 1 กิโลกรัม