โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้าจะเป็นอวิ๋นซีนางร้ายผู้มั่งคั่ง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 ก.ค. 2566 เวลา 05.20 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2566 เวลา 05.20 น. • ฝันหวาน★
นักศึกษาสาวสวยอย่างบุหลัน จะทำอะไรได้ เมื่อจู่ๆดันทะลุมิติเข้ามาเป็น 'ตัวร้าย' ในนิยายที่ยังอ่านไม่จบ ไม่รู้ว่าตอนสุดท้ายจะมีชะตากรรมเช่นไร แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ .. ก็เริ่มจากทำขนมไปขายก่อนแล้วกัน !!

ข้อมูลเบื้องต้น

เหตุจะเกิด ก็ต้องเกิด !! แต่สำคัญตรงที่แล้วทำไมต้องมาเกิดกับเธอ ‘บุหลัน’

นักศึกษาสาวสวยผู้เป็นหนอนนิยายด้วย

แล้วยังต้องมาเป็น ‘อวิ๋นซี’ นางร้ายแสนจะไม่ได้เรื่องในนิยายที่ยังอ่านไม่จบอีก

ดูก็รู้ว่าตอบจบ ชีวิตนางร้ายอย่างเธอต้องจบไม่สวยแน่ !

แต่ไม่ว่ายังไง เรื่องปากท้องสำคัญกว่า ท้องอิ่มถึงจะมีแรงสู้

ในเมื่อนักกินตัวยงอย่างเธอ ไม่ได้รู้จักแต่กินอย่างเดียวที่ไหน ?

ขนมหวานย่านไหนที่ว่าอร่อย เธอก็ไม่พลาดสักร้าน ?

เรื่องพระเอก นางเอกอะไรนั่นปล่อยให้รักกันไปอย่างมีความสุขเสียเถอะ !!

อวิ๋นซี Talk “วัตถุดิบก็หายาก แต่ไม่ลำบากถ้ามีเงินซื้อ” ヽ (> ∀ <☆) ノ

ไรท์ Talk : ขอบคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่แวะเข้ามานะคะ นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น ไม่ได้มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์ อาจจะมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ก็อย่าว่ากัน

ทั้งนี้สามารถติชมงานเขียนได้ เพราะทุกๆคอมเมนต์ และหัวใจ ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญให้มีแรงเขียนต่อ

พร้อมรับฟัง และนำมาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

#แต่ไม่รับคำด่าทอหรือคำตำหนิที่ส่งผลเสียต่อความรู้สึก ถ้าเจอขออนุญาติลบน๊า

#ฝากผลงานด้วยนะคะ

อย่าลืมกดใจและกดติดตามเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รู้สึกมีแรงทุกครั้งที่ได้ใจเลย ♡ (¯▽¯) / ♡

นักศึกษาสาวท่านหนึ่ง

หน้าร้อนในเดือนพฤษภาคม วันสุดท้ายของการสอบก่อนปิดภาคเรียนของคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกวิชาภาษาจีน นักศึกษาทุกชั้นปีต่างส่งเสียงเฮฮา หลังการสอบสิ้นสุด ไม่ใช่ว่าจะไม่กังวลกับผลการสอบหรอกนะ เพียงแต่การสอบก็จบลงแล้ว จะกังวลตอนนี้ก็ดูออกจะสายเกินไปสักหน่อยมั้ง บุหลันยิ้มพลางกระชับกระเป๋นสะพายออกจากตึกสอบ

“บุหลัน นี่จะกลับคอนโดแล้วหรอ? …” เฟิร์นเพื่อนในชั้นที่เดินตามมาข้างหลังร้องถาม

“อื้อ ฟิตมาทั้งคืนแล้วนี่นา ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” ฟิตเฟิตอะไรเล่า แค่เริ่มเปิดหนังสือหน้าแรกก็ง่วงจนลืมตาไม่ขึ้นแล้ว

“แล้วไม่ไปปาร์ตี้สอบเสร็จกับเพื่อนๆหรอ?” เฟิร์นถามต่อด้วยความวสงสัย

“คงไม่หรอกเฟิร์น…หลันว่าจะกลับไปพักสักหน่อยอ่ะ ตาเบลอไปหมดแล้วตอนนี้” บุหลันทำท่าจับหัวให้ดูสมจริง

“เอางั้นหรอ เสียดายจัง งั้นเฟิร์นไปก่อนนะ นัดกับเพื่อนๆที่ตะวันแดงนะ ถ้าเปลี่ยนใจก็ตามมาได้นะ” เฟิร์นยังเสนอ

“อื้ม…” บุหลันตอบกลับไปอย่างนั้นเพราะคิดว่ายังไงก็คงไม่ไปแน่

ที่จริงก็อยากจะไปปาร์ตี้กับเพื่อนอยู่หรอก แต่ตอนนี้อยากกลับไปอ่านนิยายที่ค้างไว้จนแทบทนไม่ไหว ไม่ได้อ่านมาหลายอาทิตย์เพราะต้องอ่านหนังสือสอบนี่นา ตอนนี้สอบเสร็จแล้วด้วยจะปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไม่ได้ ปาร์ตี้ก็ปาร์ตี้เถอะนาทีนี้ … เอาไว้คราวหน้าแล้วกันเพื่อน!!

ว่าแล้วก็โบกแท็กซี่ให้ไวเลย

“พี่คะ ไปคอนโดสุขใจ ซอยสี่ค่ะ ” บุหลันเรียกแท็กซี่ข้างหน้ามหาลัยแล้วกลับไปที่คอนโด

ใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็มาถึงด้านหน้านี้ มีคอนโดสูงหลาย10 ชั้นเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ระหว่างคอนโดจัดเป็นสวนหย่อมขนาดเล็กดูร่มรื่น ในแต่ละชั้นของระเบียงตกแต่งพุ่มดอกไม้เล็กๆหลากสีสันทำให้มีความสวยงาม มองสบายตา ในคอนโดมีสระว่ายน้ำภายใน มีฟิตเน็ตออกกำลังกายสำหรับลูกบ้าน เป็นที่รู้กันว่าย่านนี้เป็นย่านคนรวยที่มีชื่อเสียงใจกลางกรุงเทพฯ

แล้วทำไมนักศึกษาสาวอย่างฉันถึงได้มาอยู่ที่นี่นะหรอ? ฮุๆ…. ก็ต้องบ้านรวยอยู่แล้วสิ ใช้บุญเก่าของป๊าม๊าทั้งนั้น คอนโดนี้เป็นม๊าที่ซื้อให้เพราะอยู่ใกล้มหาลัยฯ จะได้ไปสะดวกหน่อยใช้เวลาไม่นาน อยู่ใกล้ห้างจะได้ไปช็อปปิ้งสะดวก ย่านอาหารก็อยู่ไม่ไกลหิวเมื่อไหร่ก็เรียกรถแค่สิบนาทีถึง ก็อย่างว่าแหล่ะก็เป็นลูกสาวคนเดียวที่ป๊าม๊าหวงสุดๆ ขอออกมาอยู่คอนโดคนเดียวต้องไม่วางใจอยู่แล้ว ต้องอ้อนตั้งเท่าไหร่ถึงจะได้มาอยู่แบบอิสระเสรีแบบนี้

แต่ถึงอย่างนั้นคนอย่างบุหลันก็ไม่ใช่ว่าจะเถลไถลนะ เพียงแค่อยากลองออกมาใช้ชีวิตวัยรุ่นบ้างเท่านั้นเอง การเรียนก็ต้องรักษาระดับเกรดของตัวเองให้ดี ไม่ใช่ว่าเรียนเก่งจนมีเกียรตินิยมหรอก ก็เพียงขยันเท่าที่ควรทำ ไม่ปล่อยให้การเรียนย่ำแย่ แต่ไม่กดดันตัวเองจนหัวจะปวด แบบนั้นมันออกจะเหนื่อยไปหน่อย ขัดคอนเซ็บสาวสโลวไลฟ์อย่างบุหลันอย่างมาก เพราะที่บ้านป๊าม๊าก็ไม่ได้ต้องการให้ได้เกียรตินิยม หรือเกียรติบัตรใดๆ แค่อยากให้ลูกสาวอย่างเรา … ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบ และเพราะความชอบของบุหลันคือการเป็นหนอนนิยาย เวลาที่ว่างจากการเรียน หรือธุระปะปังใดๆก็จะไปติดตามเรื่องราวที่กำลังดำเนินไปในนิยายที่ชื่นชอบ

ปกติม๊าจะซื้อของสด หรืออาหารที่ทำเองใส่กล่องมาไว้ใ้หเธออุ่นกินเอง แต่สัปดาฆืนี้เพราะเธอบอกว่าสอบเสร็จก็จะกลับบ้าน ม๊าจึงไม่ได้เอาของมาไว้ให้ วันนี้ก็พึ่งตัวเองไปก่อน พรุ่งนี้เย็นๆค่อยกลับไปกินอาหารฝีมือม๊าแล้วกัน

“ต้องแวะซื้อขนมสุดโปรดซะหน่อยมั้ง จะได้ไม่หิว”

ว่าแล้วก็แวะตลาดแถวคอนโดซะหน่อย ซื้อขนมไทยหวานๆ อย่างเม็ดขนุน บัวลอย ขนมถั่วแปป ขนมกล้วย กับอาหารเย็นสักกล่อง และน้ำผลไม้ปั่น ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

เมื่อเดินวนจนได้ของครบที่ต้องการ ก็หิ้วของกลับเข้าห้องตัวเองไปอย่างสุขใจ

“โอ้ย หนักชะมัดเลย ว่าจะไม่ซื้อซะเยอะขนาดนี้นะเนี่ย ทำไมพอเดินก็ยิ่งซื้อเอาๆ”

…. หรือว่าต้องหาคนมาช่วยถือแล้วนะ อิอิ

แต่ก็นะ อย่างเรานิสัยเหมาะจะเป็นตัวร้ายมากกว่าจะเป็นนางเอกซะอีก จะมีหนุ่มคนไหนชอบมั้งนะ??

หลังจากจัดการอาหาร แล้วอาบน้ำ เปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดกางเกงขายาวเข้าเซ็ทที่เอฟมาจากเน็ตอย่างที่เน็ตไอดอลจีนใส่กัน พร้อมด้วยรองเท้าใส่ในบ้านตัวการ์ตูนหัวโตสุดฮิตสีชมพู บุหลันก็พร้อมเปิดคอมพิวเตอร์จอใหญ่บนโต๊ะอ่านหนังสือ พ่วงด้วยตุ๊กตามินนี่เมาส์ในอ้อมกอด…. เข้าเว็บประจำเพื่ออ่านต่อนิยายที่เติมเหรียญไว้เรียบร้อย

“จ้าวเฉินซี ลูกสาวบัณฑิตในหมู่บ้านชนบทเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งหลาย นอกจากฐานะของการเป็นลูกสาวบัณฑิต นางยังเรียนรู้ตัวอักษรตั้งแต่ยังเล็ก และยังมีหน้าตาที่สะสวย ใบหน้าขาวดั่งไข่ปอก ปากจิ้มลิ้มชุ่มชื่นสีชมพู รูปร่างอรชอน กิริยา วาจาล้วนงดงาม ”

….. นี่สิถึงจะเป็นลักษณะของนางเอก

แต่ถ้ามีเพื่อนที่ดีเลิศทุกด้านแบบนี้บอกได้คำเดียวเลยว่า .. ตอแหล

มันจะมีจริงหรอโว้ย … สาวสวยผู้ประเสริฐแบบนี้ มีแค่ในนิยายมั้ง ไม่ก็เป็นลูกรักพระเจ้าแหละ ไม่แปลกที่จะเป็นนางหงษ์ในฝูงเป็ด

“หลี่หลินเฟิง ชายหนุ่มผู้หล่อเหลา ใบหน้าคมคาย คิ้วกระบี่ ริมฝีปากชมพู รูปร่างสูงใหญ่ เขาเป็นชายหนุ่มผู้ฝึกวรยุทธ เป็นลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านค้างเคียงเป็นลูกศิษย์ในสำนักศึกษาของบิดาจ้าวเฉินซีแอบชอบพอกันอยู่กับ ..จ้าวเฉินซี ”

อ้อ .. มาแล้วพระเอกผู้หล่อเหลาของข้า !!

หลี่หลินเฟิงตั้งใจจะบอกกล่าวบิดามารดาไปตกลงหมั้นหมายกับจ้าวเฉิน ถ้าการหมั้นหมายนี้สำเร็จ หลังจากปีใหม่นี้เมื่อนางอายุเต็ม 14 เขาจะจัดงานแต่งงานเพื่อเขาและนางจะได้กลายเป็น ‘ครอบครัว’

แต่.. ลู่อวิ๋นซี หญิงชั่วช้านางนี้ นางมันจะเกินไปแล้ว

นางถึงกับป่าวประกาศว่านางและหลี่หฃินเฟิงกำลังชอบพอกันอยู่!!

เป็นเพราะเขาปฏิเสธนางครั้งแล้วครั้งเล่า?

หรือเป็นเพราะนางรู้ … ว่าเขาวางแผนจะหมั้นหมายกับจ้าวเฉินซี?

ทำให้ท่านอาจารย์บิดาของนางเอกจ้าวเฉินซีไม่พอใจในตัวเขา และเรื่องการหมั้นหมายของหลี่หลินเฟิงกับจ้าวเฉินซีจึงไม่สำเร็จ

“ไม่ต้องบอก ฉันก็รู้ว่าแม่นางผู้นี้… ลู่อวิ๋นซี ” เธอมันตัวร้าย

บุหลันหยิบขนมบนจานโยนเข้าปากขณะอ่านอย่างเพลิดเพลิน …

“โอ้ .. แม่นางร้ายนี่นอกจากเธอจะจนแล้วยังนิสัยไม่ดีอีกนะ!!” บุหลันได้แต่บ่นพึมพำ

ปล่อยให้คนเขารักกันไปมันจะไม่ได้เลยหรอ?

คนเขาไม่ได้รักเธอ ไม่มีเยื่อใยด้วยซ้ำ ยังจะดึงดันอีกนะ

เธอก็หน้าตาสวยระดับนึงเลยนี่

ถึงจะสวยอย่างเดียวก็เถอะ @__@

ในขณะที่อ่านก็ไม่ลืมหยิบขนมหวานเข้าปากไปเรื่อย จนกระทั่งตาเริ่มปรือ เพราะง่วงนอน

แต่บุหลันก็พยายามอ่านอย่างไม่ยอมแพ้ ….

ในนิยาย นางร้าย ‘ลู่อวิ๋นซี’ การวางแผนใส่ร้ายนางเอกหลายๆครั้งทำให้พระเอกไม่พอใจ จึงตัดสินใจเก็บตัวอ่านหนังสือเพื่อเข้าร่วมการสอบ หวังว่าหากเขาหายเงียบไปนางจะหยุดทำเรื่องเหลวไหลและเมื่อมีตำแน่งเป็นบัณฑิตจะสามารถปกป้องนางเอกได้มากกว่านี้

หลังจากพระเอก หลี่หลินเฟิงประสบความสำเร็จสอบได้เป็นบัณฑิตอับดับหนึ่งระดับอำเภอ เขาก็กลับมาหมั้นหมายนางเอกอีกครั้ง และลบข่าวลือต่างๆที่นางร้ายสร้างขึ้น และเปิดโปงว่าเป้นแผนใส่ร้ายของลู่อวิ๋นซี

ส่วนนาง ‘ลู่อวิ๋นซี’ แพ้ทางตนเองจนชีวิตตกต่ำอย่างถึงที่สุด หลังจากชาวบ้านรู้ว่านางวางแผนให้ร้ายนางเอกก็รังเกียจนาง เมื่อใดเห็นนางก็ชี้หน้าด่าว่า ซุบซิบนินทานาง จนนางทนอยู่ไม่ไหวและหนีออกจากหมู่บ้านไป ..

บุหลันที่ง่วงนอนหันหน้ามองนาฬิกา ตอนนี้ 02.59 น. ตาเริ่มจะลืมไม่ขึ้นแล้ว แต่อ่านมาได้ครึ่งเรื่องเอง

ไว้อ่านพรุ่งนี้ดีไหมนะ … ??

ใบหน้าภายใตแว่นกรองแสงอันใหญ่ยังจดจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ นิ้วก็ยังเลื่อนเมาส์เพื่ออ่านนิยายที่อยู่เบื้องหน้า

แม้จะอยากอ่านต่อแค่ไหน แต่ร่างกายที่เหนื่อยล้ามักจะยอมแพ้ไปก่อน

บุหลันเอนหลับไปบนเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์โดยที่มือหนึ่งยังกอดตุ๊กตามินนี้ในอ้อมแขน..

นางร้ายลู่อวิ๋นซี

แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาภายในบ้านดิน ที่หลังคามุงด้วยฟางหนา เสียงนกร้องต้อนรับดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า บุหลันขยี้ตาอย่างเกียจคร้าน หลังจากบิดตัวเพื่อยืดเส้นยืดสายแล้วพบว่าเตียงที่นอนอยู่มันแข็งจนต้องลืมตาตื่น

บุหลันเบิกตามองหลังคามุงฟางที่อยู่เบื้องหน้า เธอดีดตัวลุกขึ้นมาจากเตียงนอน มองผ้าห่มผืนเก่าแต่สะอาดสะอ้านที่ห่มบนตัวอย่างสงสัย เมื่องมองไปรอบๆ เห็นกำแพงดินสี่ด้านที่ก่อตัวเป็นบ้าน เธอนอนอยู่บนเตียงไม่ไผ่หลังเก่าที่ยังดูแข็งแรง ด้านข้างมีโต๊ะหัวเตียงเล็กๆที่วางตลับแป้ง และหวีไม้ไว้

“นี่คือ? ”เมื่อคืนเธออ่านนิยายอยู่หน้าจอคอมจนเผลอหลับไปนี่นาแล้วที่นี่ที่ไหนกัน

เดี๋ยวนะ!! หรือว่า…(o_O)!

โดนลักพาตัวหรอเนี่ย?

ไม่ใช่สิ… คนโดย่านคนรวยที่บอดี้การ์ดเฝ้า 24 ชั่วโมงจะมีโจรมาลักพาตัวได้ยังไงจะบ้าแล้ว อีกอย่างสาวอวบอย่างเธอต้องใช้หลายคนยกนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

บุหลันยกมือทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นมาลูบผมอย่างเคนชิน เพียงแต่รู้สึกว่าแขนสองข้างของเธอมันเบาแปลกๆจนต้องยื่นมาดูเบื้องหน้า (ノ -.-) ノ

“ผอมเกินไปแล้ว”

เธอได้แต่พึงพำกับตัวเอง พลิกมือไปมา แล้วกระโดดลงจากเตียง หุ่นเธอไม่ใช่แบบนี้ สาวกของหวานจะผอมได้แบบนี้ที่ไหนกัน

มือเรียวงามเล็บขาดวิตามินซีนี่อีก

ไม่มีความสุขภาพดีเลยสักนิด

แล้วชุดโบราณนี่มันอะไรกัน

“แม่จ๋าาาาาา !”

บุหลันร้องตะโกนด้วยความสับสน มือทั้งสองข้างจับที่ใบหน้าของตนเอง สัมผัสแรกคือหน้ารูปไข่เรียวเล็ก ลูบแล้วลื่นมือพอได้ ไม่ถึงกับนุ่มเด้งอย่างคนที่ดูแลผิวด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างดี แต่คือใบหน้าที่ได้รับการดูแลไม่มีสิวหรือผดผื่นปรากฏอยู่เลย อย่างกะหน้าเด็กอายุสิบขวบงั้นแหล่ะ ! โฮะๆๆ

ในขณะที่ยังงุนงงอยู่นั้น ฉับพลันมีหญิงสาวหน้าตางดงามผมด้านหลังม้วนขึ้นอย่างคนแต่งงานแล้วในนิยายจีนที่เคยอ่าน

“อวิ๋นซี! ลูกเป็นอะไรรึเปล่า?” หญิงวัยกลางคนหน้าตาตื่นตระหนกวิ่งเข้ามาจับตัวบุหลันหันซ้ายหันขวา

“ลูกเป็นอะไร ร้องจนแม่ตกใจไปหมดแล้ว”เธอยังคงตื่นตกใจยื่นมือมาลูบใบหน้าของบุหลันอย่างตระหนก

“อวิ๋นซี… ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ลูก” นางยังคงถามบุหลันเมื่อเห็นว่าบุหลันไม่ยอมตอบอะไรสักคำ

“อวิ๋น…อวิ๋นซีหรือ?….”บุหลันงงยิ่งกว่าเดิม อวิ๋นซีไหนอีก นี่มันบุหลันชัดๆนะคะ !

…โอ้มายยย อย่าบอกนะว่าอวิ๋นซีนังตัวร้ายในนิยายที่ยังอ่านค้างนั่นน่ะ?

ฉันทะลุมิติเข้ามาเป็นตัวร้ายในนิยายน่ะนะ!!

นางร้ายที่หนีออกจากบ้านเพื่อไประเหเร่ร่อนเพียงลำพัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่ไม่มีความสามารถอย่างอวิ๋นซีจะใช้ชีวิตไปได้กี่วัน นางร้ายสมควรตายผู้นั้น ฉันทะลุมิติเพื่อมาเป็นนางร้าย !

ดีจริงๆ (x. x) ~~

บุหลันในร่างอวิ๋นซีเป็นลมล้มพับลงในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ที่ยังไม่หายตระหนก แล้วยังต้องตระหนกอีกรอบ

“ท่านพี่!! เร็วเข้าอวิ๋นซีล้มไปแล้ว” … ฮุ่ยเหนียงตะโกนอย่างตระหนกเมื่อเห็นอวิ๋นซีเป็นลมล้มลง

“อวิ๋นซีๆๆ ฮุ่ยเหนียงลูกเป็นอะไร? ข้าจะไปตามท่านหมอจางเดี๋ยวนี้ ” ลู่เซียวรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อไปตามหมอ

หลังจากท่านหมอมาตรวจอวิ๋นซีที่ยังคงหมดสติ ก็จ่ายยาให้แล้วเก็บล่วมยาจากไป โดยมีลู่เซียวเดินไปส่งเขาที่หน้าประตูบ้านพร้อมจ่ายเงินค่ารักษา ลู่เซียวมองก้อนเงินน้อยนิดที่เหลืออยู่ในถุงเงินด้วยสีหน้าปวดใจ

“ฮุ่ยเหนียงท่านหมอจางก็มาตรวจแล้ว อวิ๋นซีแค่ตกใจมากไปก็เท่านั้น เจ้าอย่าเป็นกังวลมากไปเลยนะ” ลู่เซียวได้แต่ปลอบโยนฮุ่ยเหนียงผู้เป็นภรรยา เขาก็เป็นห่วงลูกสาวมากเช่นกัน อาจะเป็นเพราะเขาไม่มีความสามารถทำให้ลูกและภรรยาต้องลำบาก เขาต้องขยันออกไปทำงานให้มากกว่านี้

“แล้วลู่เซิงล่ะ จนป่านนี้ตื่นรึยัง?” ลู่เซียวถามถึงลูกชายคนเล็กด้วยสีหน้าบึ้งเล็กน้อย เขากับฮุ่ยเหนียงแต่งงานกันมานานหลายปีแล้ว มีลูกสาวคนโตคือ อวิ๋นซี เขารักลูกสาวคนนี้อย่างมากเพราะนางหน้าตาถอดแบบจากภรรยามาดูน่าถนุถนอมอย่างยิ่ง หลายปีมานี้ตั้งแต่อวิ๋นซีเล็กจนเติบใหญ่ไม่เคยลำบาก หรือทำงานหนัก ทำให้อวิ๋นซีมีนิสัยเอาแต่ใจ และเย่อหยิ่ง ตอนนี้นางอายุสิบสองปีหน้าตาก็ยิ่งเหมือนฮุ่ยเหนียงขึ้นไปอีก

ต่างจากลู่เซิงลูกชายคนเล็กที่ตอนนี้อายุเก้าปีเขาไม่ได้ใบหน้าที่เหมือนมารดาเลย แต่ได้จมูกคมสัน ริมฝีปากหนาชุ่มชื่นอย่างผู้เป็นพ่อ แต่ด้วยร่างกายที่ไม่ได้อยู่ดีกินอิ่มจึงมีรูปร่างผอมบางไม่ต่างจากเด็กๆในหมู่บ้านคนอื่นๆนัก

บ้านดินของพวกเขาสี่คนพ่อ แม่ลูก ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านซึ่งอยู่ติดริมธารที่ไลลงมาจากภูเขา พื้นที่โดยรอบปกคลุมไปด้วยเนินป่าทำให้การใช้ชีวิตของคนในหมู่บ้านไม่ได้ยากจนเกินไปนัก เวลาว่างจากการเพาะปลูกยังสามารถหาผักป่า หรือจับสัตว์ป่าตัวเล็กๆมาทำเป็นอาหารหรือไปขายในตำบลเพื่อแลกเงินได้

ลู่เซียวก็เช่นเดียวกันเขาสารมารถเข้าป่าเพื่อจับสัตว์เล็กไปขายเพื่อจุนเจือครอบครัวเล็กๆนี้ได้เป็นครั้งคราว แต่การเข้าไปในป่าก็ไม่ได้มีโชคทุกครั้งไป ทำให้หลายๆครั้งเขาก็กลับออกมาจากป่าโดยเก็บได้เพียงผักป่าและผลไม้ป่าบ้างเท่านั้น

“เขาตื่นนานแล้ว ตอนท่านออกไปตามท่านหมอจางข้ากลัวเขาจะเป็นห่วงอวิ๋นซีเลยให้ไปเก็บผักป่ามาเลี้ยงไก่แล้ว” ฮุ่ยเหนียงมองผู้เป็นสามี สามีของนางก็ดีไปทุกอย่าง ติดแค่ขี้กลัว ใสซื่อ หัวอ่อนไปหน่อย

“งั้นเจ้าก็อยู่ดูแลอวิ๋นซีเถอะ ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย” ตอนนี้ที่บ้านใช้เงินไปไม่น้อยแล้ว เขาต้องเข้าป่าไปเสี่ยงโชคสักหน่อย อวิ๋นซีจะได้มีของบำรุงกิน นางอ่อนแอจนเป็นลมขนาดนี้เขาจะสบายใจอยู่ได้อย่่างไร?

หลังจากฮุ่ยเหนียงเฝ้ามองอวิ๋นซีจนแน่ใจว่านางนอนหลับไปแล้ว จึงลุกเข้าครัวออกไปทำอาหารเช้า อวิ๋นซีที่นอนอยู่บนเตียงเมื่อความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวเธอจึงค่อยๆลืมตาขึ้นเพื่อมองไปรอบๆอีกครั้ง นางถอนหายใจอย่างโล่งอก เฮ้อ

“ก็แค่ตกใจจนเป็นลมไปแปปเดียวเอง ต้องตื่นเต้นกันขนาดนี้เลยหรอ?” บุหลันได้แต่บ่นพึมพำกับตนเอง

นางตื่นขึ้นมานานแล้วแต่ได้ยินเสียงคนที่ไม่คุ้นเคยนางจึงทำเป็นนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัว อันที่จริงบุหลันคิดว่าตัวเองต้องตกใจร้องไห้อยากกลับบ้าน แต่ตอนนี้เธอรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า

ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้ามาเป็นตัวละครในนิยายที่ตัวเองอ่านได้อย่างเธอนะ เหมือนฝันเลยเนี่ย …

บุหลันรู้ว่าลู่อวิ๋นซีมีน้องชายหนึ่งคนชื่อลู่เซิง บิดาของนางชื่อลู่เซียว ส่วนมารดาของนางชื่อฮุ่ยเหนียงเป็นหญิงสาวหน้าตางดงาม

ทั้งครอบครัวเป็นคนชนบทที่มีอาชีพทำไร่นา ขึ้นเขาหาของป่าเพื่อหารายได้เพิ่มเป็นบางครั้ง

บ้านของนางอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับตีนเขาเหล่าเพื่อนบ้านอยู่ไกลออกไประยะหนึ่งจึงไม่ค่อยวุ่นวายกันสักเท่าไหร่ นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะนางไม่อยากวุ่นวายจริงๆนั่นแหละ

เพราะลู่อวิ๋นซีคนเก่าเป็นลูกสาวที่ถูกสองสามีภรรยาประคบประหงมอย่างมาก แม้แต่น้องชายอย่างลู่เซิงคนนั้น ก็ยังไม่น้อยหน้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอวิ๋นซีได้นิสัยแปลกๆนี่มาจากไหน ใช้ชีวิตที่สุขสบายโดยมีคนตั้ง 3 คนคอยเอาใจ แม้แต่งานเล็กๆน้อยๆในบ้านก็ยังไม่แตะต้อง

นี่เลี้ยงลูกสาวมหาเศรษฐีกันอยู่หรือไงนะ?

ชาวบ้านถึงได้นินทากันไง พวกป้าข้างบ้านน่ะ

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ อวิ๋นซีในนิยายคนนั้นก็ไม่เคยมองเห็นความรักเอาใจใส่ของครอบครัวสักนิด เอาแต่ตามล่าความรักวัยรุ่นอยู่กับพระเอก จนต้องเองต้องกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว เฮ้อสิ้นคิดจริงๆ มีคนคอยเอาใจทั้งวันแบบนี้ไม่ดีหรือไงนะ แค่จนนิด..หน่อยเอง

“เอ๋๋…นางร้ายคนจนคนนี้ บ้านจนนี่นา” อวิ๋นซีมองสำรวจเครื่องนอนตัวเอง แล้วมองไปรอบๆห้องอีกครั้ง ในนิยายเล่าว่าครอบครัวของนางร้ายอวิ๋นซียากจนอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงขั้นอดอยากไม่มีอาหารประทังชีวิต เพราะลู่เซียงผู้เป็นบิดากล้าขึ้นป่าจับสัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยไปแลกเงิน หรือไม่ก็เก็บสมุนไรในป่าไปขายบ้าง

ต้องไปสำรวจบ้านสักหน่อยรึเปล่านะว่าจนถึงขั้นไหน แต่ดูจากสถานการณ์ไม่น่าจะถึงขั้นยากจนข้นแค้นมั้ง!!

ว่าแล้วอวิ๋นซีก็เริ่มลุกจากเตียงแล้วเดินออกไปจากห้องเพื่อสำรวจบ้าน ….

อยู่ไม่ได้ก็ต้องอยู่

เมื่อเดินออกมาจากห้องอวิ๋นซีก็มองสำรวจไปรอบๆบ้าน บ้านดินขนาดเล็กนี้เป็นบ้านแบบสามห้อง ห้องของพ่อกับแม่ ห้องของลู่เซิง และห้องของตัวเธอ ภายในบริเวณบ้านมีคอกไก่ที่เลี้ยงไก่ไว้สามตัวเพื่อออกไข่ ทุกวันจะเป็นลู่เซิงที่ไปหาผักป่ามาสับเพื่อเลี้ยงมัน ถัดจากคอกไก่จะเป็นคอกหมูของพ่อ ทุกๆครอบครัวในหมู่บ้านแห่งนี้ต่างก็เลี้ยงหมูกันครอบครัวละตัวสองตัว หากบ้านไหนที่มีกำลังมีฐานะขึ้นมาบ้างจะเลี้ยงไว้หลายตัวหน่อย เมื่อถึงช่วงสิ้นปีก็จะมีหมูให้จับขาย และเก็บไว้เพื่อเชือดกินในครอบครัวเพื่อฉลองปีใหม่ แต่ครอบครัวของเธอเลี้ยงไว้เพียงหนึ่งตัวเท่านั้น แน่นอนว่าเลี้ยงไว้เพื่อขายนะสิ

บริเวณอื่นๆรอบๆบ้านมีแปลงผักเล็กๆหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ถั่ว หัวไชเท้า ผักแต่ละชนิดดูเหมือนจะไม่ค่อยเติบโตเท่าที่ควรเท่าไหร่ แต่ยังพอมีให้เก็บอยู่บ้างเท่านั้น อวิ๋นซีรู้ว่าแปลงผักนี้แม่เป็นคนดูแลเพราะพ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน งานในบ้านส่วนใหญ่จึงเป็นแม่ที่ทำ แม้แต่หมูที่เลี้ยงไว้ พ่อจะเป็นคนทำความสะอาดในตอนเช้า แม่จะให้อาหารมันในตอนสาย ไก่ในคอกลู่เซิงก็เป็นคนรับผิดชอบ ส่วนเธอนะหรอ?

“งานในบ้านก็ไม่น้อยเลยนะอวิ๋นซี แต่ดูเหมือนคนที่ไม่มีงานอะไรสักอย่างคือเธอ”อวิ๋นซีเดินไปรอบๆบริเวณบ้านพลางบ่นกับตัวเองไปพลาง

อวิ๋นซีเดินไปจนถึงบริเวณหลังบ้านซึ่งมีลำธารสายเล็กๆและบริเวณนี้อยู่ติดกับภูเขาลูกใหญ่ที่ขึ้นสลับซับซ้อนกันหลายลูก จากเนื้อเรื่องที่เธอเคยอ่านอวิ๋นซีผู้นี้ไปไกลสุดก็ถึงแค่ตีนเขาหลังบ้านเท่านั้น เพราะเธอกลัวงูจึงไม่เคยเข้าไปในพื้นที่ที่มีหญ้าสูงปกคลุม ไม่เคยเข้าไปในภูเขาเพื่อเก็บผักป่าหรือเห็ด และพ่อแม่ไม่เคยบังคับเธอให้เธอทำ

“พวกทาสลูกสาวสินะ!!” ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองเป็นนางร้ายผู้ยากจนในนิยายคนนี้ สิ่งเดียวที่เธอรู้สึกว่าพอใจ คือพ่อกับแม่ และน้องชายที่รักเธอมาก ถึงมันจะ…ออกจะมากเกินไปสักหน่อยก็เถอะ

นั่นทำให้แม้ว่าเธอจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างคุณหนูผู้มีจะกิน เย่อหยิ่งแบบที่ไม่รู้เอาความมั่นหน้ามั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน?

หลังจากเดินจนทั่วบ้านแล้วเธอก็เดินกลับมานั่งใต้ต้นพุทราที่กำลังออกผลเล็กใหญ่เต็มต้นหลังบ้าน สภาพครอบครัวหลังจากที่เธอสำรวจมานานนับชั่วโมงก็ประเมินได้ว่า ยากจน!! ถึงจะไม่เข้าขั้นอดอยากแต่สำหรับเธอที่เคยอยู่ดีกินดี ได้กินในสิ่งที่อยากกิน เรียกว่ากินหรูอยู่สบายเลยทีเดียว ให้เปลี่ยนมาอยู่ในสภาพนี้เพียงข้ามคืนออกจะยากเกินไปจริงๆ

แล้วต่อจากนี้ต้องอยู่อย่างนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่?

สวรรค์? ท่านกลั่นแกล้งผิดคนหรือไม่?

ถ้าจะส่งฉันมา ช่วยส่งมาเป็นนางเอกแบบคนอื่นเขาไม่รึไงนะ

แล้วจะมีทางไหนที่สามารถกลับไปได้ไหม? หรือเธอต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดเลยหรือ?

สถานท่ี่แปลกๆแบบนี้ ไม่คุ้นเคยสักอย่าง

ไม่มีเครื่องอำนวยสะดวก ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า

ไม่มีแม้แต่ปัจจัยห้า อย่างโทรศัพท์มือถือ

สวรรค์เป็นท่านที่กลั่นแกล้งข้าจริงๆ (`△ ‘#)

จะกลับก็คงกลับไม่ได้ จะต้องอยู่ก็ไม่รู้จะอยู่รอดไปถึงสิ้นปีนี้ไหม

โอ้ยยยยยยย ∼ หัวจะปวด

อวิ๋นซีซบใบหน้าลงกับแขนที่ประสานกอดกันอยู่บนขาเรียวของเธออย่างถอดถอนใจ การจะใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณมันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเธอ มันไม่ได้ดูเหมือนจะง่ายและราบรื่นมีความสุขอย่างในนิยายที่อ่านนะสิ

“ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนเลยเนี่ย มองไปทางไหนก็มืดมนหม่นหมองไปหมด งื้อ อยากกลับบ้าน”

แม่จ๋าาาา ∼

“ท่านพี่…” เสียงเบาๆของเด็กชายร้องเรียกอวิ๋นซีที่กำลังเหม่อลอยให้ตกใจ

“…….! ” ใครละเนี่ยยยย …ท่านพี่…ดูเหมือนเขาจะเป็นน้องชายเธอนะแปดสิบเปอร์เซ็นเลยคิดว่าใช่ แต่ถ้าทักผิดนี่จบกันเลยนะ เผยพิรุธสุดๆ

“ท่านออกมานั่งทำอะไรตรงนี้? ท่านแม่กำลังตามหาท่านอยู่น่ะ” เด็กชายยิ่มกริ่ม

“ลู่เซิง?” เด็กชายหันมองเธออย่างไม่ละสายตาเหมือนรอคำสั่ง

อวิ๋นซีมองเด็กชายตรงหน้า เขาหน้าตาคล้ายผู้เป็นพ่อเจ็ดส่วน รูปร่างเล็กผอมบาง ทั้งเนื้อตัวดูมอมแมม กลิ่นเหงื่อจางๆลอยมาปะทะจมูกเธอ นี่คงพึ่งกลับมาจากเก็บผักป่าสินะ

“ตามหาข้าทำไม?” อวิ๋นซีก้มหน้าซบลงที่เข่าเช่นเดิม

“ท่าน..ไม่หิวรึ ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะ” ลู่เซิงมองพี่สาวด้วยสายตาแปลกไป ปกติท่านพี่ของเขาจะอารมณ์ไม่ดี ชอบบ่นเขาบ่อยๆ เป็นเขาที่พยายามเอาใจนางไม่หยุดหย่อน คอยปรนนิบัติให้นางเพราะนางเป็นพี่สาวเพียงคนเดียวของเขา ‘ของที่มีแค่อย่างเดียวต้องถนุถนอมให้ดี’ ของที่มีหลายอันเเบ่งให้คนอื่นได้ไม่เป็นไร … เป็นท่านปู่ที่บอกกับเขาในวันที่ท่านย่าจากไป แต่ตอนนี้ทั้งท่านปู่และท่านย่าต่างจากไปแล้ว ดังนั้น พี่สาว ท่านพ่อ ท่านแม่ มีแค่อย่างละคนต้องดูแลไว้ให้ดี ถึงตอนนี้จะยังเด็ก แต่พอเติบใหญ่เขาจะทำให้ดีกว่านี้แน่ !

“จริงด้วย… ยังไม่ได้กินข้าวเช้าสินะ … ” อวิ๋นซียิ้มเจื่อนมองหน้าเด็กชายตรงหน้า เขาหน้าตาน่ารักอย่างเด็กหน้าตาดีเพียงแต่ผอมไปหน่อย

“งั้นไปกันเถอะ กลับบ้านไปกินข้าวกัน ” กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ตอนนี้ทิ้งปัญหาไว้ก่อน ว่าแล้วอวิ๋นซีก็จูงมือน้องชายแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน

เด็กชายที่โดนพี่สาวจูงมือ ได้แต่เดินไปตามแรงจูงด้วยความงุนงง ?

วันนี้ท่านพี่ดูแปลกไปจริงๆ ท่านพี่ไม่เคยจูงมือเขาเลย แม้จะเคยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูน่ากลัวแปลกๆทุกครั้ง แต่วันนี้ท่านพี่ดูใจดี แต่ก็เหมือนจะเศร้าสร้อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ลู่เซิงมองตามพี่สาวที่เดินอยู่ข้างหน้าเขาด้วยความงุนงง??

เมื่อทั้งสองเดินมาถึงบ้านก็เข้าไปในห้องโถงที่มีโต๊ะกินข้าวตั้งอยู่ บนโต๊ะ มีโจ๊กข้าวสีขาวใส่ไข่ลวกคนละฟองวางอยู่3 ถ้วย มีผักดองพริกดอง และผัดผักอีกหนึ่งจาน

“ท่านแม่ ท่านพ่อละ ยังไม่กลับมาอีกหรือ?” ลู่เซิงส่งเสียงถามเมื่อเห็นว่าผู้เป็นพ่อไม่อยู่ในบริเวณบ้าน

“น่าจะอีกสักพัก แม่แบ่งอาหารเช้าไว้แล้ว พวกเจ้ารีบกินเถอะ คงจะหิวแย่แล้วใช่ไหม?”

ฮุ่ยเหนียงดึงลูกทั้งสองนั่งลง และเริ่มคีบอาหารใส่ถ้วยข้าวให้พวกเขาเพื่อให้พวกเขาเริ่มกิน

อวิ๋นซีมองอาหารตรงหน้า โจ๊กข้าวกับผักดอง อาหารแบบนี้ที่บ้านเธอก็เคยกินมาก่อน ไม่รู้รสชาติจะอร่อยเหมือนที่เคยกินไหมนะ แต่ยุคนี้วัตถุดิบ เครื่องปรุงรสคงยังเข้าไม่ถึงมั้ง ฮุๆๆๆ กินๆไปก่อนละกัน

ทั้งสามเริ่มตักโจ๊กตรงหน้าตนเองเข้าปากตนเอง หลังจากอวิ๋นซีได้ชิมโจ๊กคำแรกเข้าไปก็คิดว่ารสชาติก็ใช้ได้อยู่อาจจะเป็นเพราะวัตถุดิบสดใหม่ ปลอดสารรสชาติก็เลยอร่อยแม้ไม่มีเครื่องปรุงพิเศษ แต่หลังจากได้กินผัดผัก และผักดองเข้าไป ทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิดใหม่

….อร่อยเกินคาดแฮะ ….

ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องปรุงพิเศษนะเนี่ย อวิ๋นซีเงยหน้ามองผู้เป็นแม่

“อวิ๋นซี .. แม่ ทำไม่อร่อยรึ?” ฮุ่ยเหนียงมองลูกสาว ด้วยความรู้สึกผิดเพราะที่บ้านยากจน ไม่อาจหาอาหารจานเนื้อที่อร่อยกว่านี้มาให้ลูกๆ ทุกครั้งที่เห็นอาหารอวิ๋นซีมักไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

ไม่อร่อยรึ ทำไมจะไม่อร่อยล่ะ..

“อร่อยท่านแม่ ท่านรีบกินเถอะ ไม่งั้นข้ากินหมดนะ” อวิ๋นซีพูดหยอก

อวิ๋นซีนะอวิ๋นซี สมชื่อนางร้ายเสียจริง แม่แต่คนในครอบครัวก็ยังเป็นนางร้ายอย่างคงเส้นคงวา

“ใช่แล้วท่านแม่ ท่านทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้น ..” ลู่เซิงสมทบพลางมองมารดาที พี่สาวที

ไอ้เด็กตัวกะเปี๊ยกนี่ช่างรู้จักพูด (o¬‿¬o)

“งั้นก็รีบกินเถอะ”

เมื่อทั้งสามกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ลู่เซิงก็รีบเก็บชามเปล่าไปถือไว้อย่างเคยชิน

“เดี๋ยวข้าเอาไปล้างเองลู่เซิง”

“….”

“ท่านพี่ ?? ข้าเป็นคนล้างชามเอง ท่านออกไปเดินเล่นเถอะ” ลู่เซิงมองพี่สาวที่ทำตัวแปลกๆ

“ให้ลู่เซิงล้างเถอะ อวิ๋นซีไปพักสักหน่อย เดี๋ยวแม่ยกยาต้มไปให้เจ้า ยังต้องทานตอนที่ร้อนๆนะ”

…ยา?? .. อ๋อ เป็นคนป่วยนี่นา เกือบลืมไปซะได้ว่าเมื่อเช้าเป็นลมล้มพับจนคนตกใจกันทั้งบ้าน

ก็ดีเหมือนกันออกไปเดินเล่นสักหน่อย ..

เผื่อจะคิดอะไรดีๆออก ตอนนี้ต่อให้อยากกลับบ้านก็คงจะไร้หนทาง

ไม่สู้วางแผนใช้ชีวิตตอนนี้ก่อนไม่ดีกว่ารึไง (; -_-)

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...