โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เคสอโศก' ไม่เคยให้บทเรียน 4 เคสในเดือนเดียว ทั้งสลด-สาหัส-ฝ่าไม้กั้น

แนวหน้า

เผยแพร่ 24 พ.ค. เวลา 17.00 น.

อุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟยังคงเป็นบาดแผลเรื้อรังของสังคมไทย ที่ไม่ว่าจะเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่สักกี่ครั้ง ดูเหมือน "ความตระหนักรู้" และ "ความระมัดระวัง" จะยังคงถูกมองข้ามอยู่เสมอ เพียงแค่ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เดือนเดียว เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกี่ยวข้องกับทางรถไฟและรถไฟถึง 4 กรณี ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาด และการกระทำที่สะท้อนถึงความมักง่ายของผู้ให้บริการรถสาธารณะอย่างชัดเจน

ขอบคุณภาพจากเจ้าของภาพ

สลดกลางดึก สังเวยชีวิต ณ ทางลัดไร้เครื่องกั้น เหตุการณ์แรกที่เป็นความสูญเสียถึงชีวิต เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 เวลาประมาณ 00.30 น. บริเวณหลังวัดสังฆราชา (วัดสอง) เลียบถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ ซอยลาดกระบัง 3 แยก 4 แขวงและเขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 110ไอ เพื่อเดินทางกลับบ้าน โดยใช้ทางลัดผ่าน 3 รางรถไฟซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีเครื่องกั้น ในจังหวะที่จอดรถคร่อมอยู่บนรางที่ 1 ขบวนรถไฟสินค้า หมายเลขขบวน 4403 มุ่งหน้าสถานีบางซื่อ ได้แล่นผ่านมาและเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์อย่างจัง ส่งผลให้ น.ส.เอ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สภาพมีบาดแผลศีรษะแตกและแผลถลอกตามร่างกาย

ขอบคุณภาพจากเจ้าของภาพ

สาหัสเพราะความประมาท หูฟังกับมุมอับสายตา อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกือบต้องแลกด้วยชีวิต เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในวันที่ 19 พ.ค. เวลา 10.50 น. บริเวณเลียบรางรถไฟมักกะสัน หน้าโรงแรมเมอร์เชียร์ ใกล้เคียง BTS มักกะสัน ชายอาชีพไรเดอร์ อายุประมาณ 50-55 ปี ได้จอดรถจักรยานยนต์และข้ามรางรถไฟไปปัสสาวะ ทว่าในจังหวะที่ข้ามกลับมายังอีกฝั่งซึ่งเป็นมุมที่รถไฟมองไม่เห็น ประกอบกับผู้บาดเจ็บใส่หูฟังทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่ได้ยินเสียงเตือน จึงถูกรถไฟเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นอนคว่ำหน้าหายใจรวยริน ก่อนเจ้าหน้าที่จะเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลพระมงกุฎ

ขอบคุณภาพจากเจ้าของภาพ

ชีวิตเด็กบนเส้นด้าย: ข้ออ้าง "ไม่ชินทาง" ของโชเฟอร์รถตู้ เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจและก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือกรณีคลิปวิดีโอในวันที่ 23 พ.ค. 2569 เมื่อรถตู้รับส่งนักเรียนคันหนึ่งพยายามขับฝ่าไม้กั้นทางรถไฟที่กำลังลดระดับลง บริเวณแยกประตูชัย อ.เมือง จ.ลพบุรี

จากการตรวจสอบพบว่า คนขับคือ นายสังวาล อายุ 55 ปี ซึ่งให้การว่ากำลังขับรถไปส่งนักเรียนตามโรงเรียน โดยมีเด็กนักเรียนโดยสารอยู่เบาะหลังจำนวน 5 คน นายสังวาลอ้างว่าเพิ่งมาขับรถเป็นวันแรกในช่วงเปิดเทอม จึงไม่คุ้นชินเส้นทาง และมองเห็นเสาไม้กั้นกำลังลงเพียงฝั่งเดียว จึงหยุดจอดรถ เบื้องต้นตำรวจได้แจ้ง 3 ข้อหา ได้แก่ ฝ่าฝืนเครื่องหมายไม้กั้นทางรถไฟ, ไม่จอดรถในระยะปลอดภัย 15 เมตร และความผิดเกี่ยวกับการประกอบการ พร้อมเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 2,000 บาท ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า โทษปรับเพียงเท่านี้คุ้มค่าหรือไม่กับความเสี่ยงต่อชีวิตของเด็กนักเรียนถึง 5 คน

ขอบคุณภาพจาก Partarn Saeteang

เสียงสะท้อนจากโซเชียล: ความมักง่ายที่เป็น "กิจวัตร" นอกจากกรณีที่เป็นข่าวแล้ว ยังมีเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมมักง่าย โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Partarn Saeteang ได้โพสต์ภาพและข้อความประณามพฤติกรรมของรถบัสรับส่งนักเรียนคันหนึ่ง โดยระบุว่า "เลวมาก รถรับส่ง-นักเรียน ฝ่าไม้กั้นทางรถไฟ ฝ่าประจำคันนี้ ฝ่าแบบปกติเป็นกิจวัตรทุกวัน เห็นมานานแล้ว เคสอโศกไม่เคยกระตุ้นจิตสำนึกเลย"

นอกจากนี้ ในภาพโพสต์ยังมีการระบุพิกัดชัดเจนว่าเป็น "รถรับ-ส่ง นักเรียน ขาประจำที่ฝ่าเครื่องกั้น วังเย็น กม.139 และ นากาญจน์ กม.137 วังลาน กม. 133 (ปัจจุบันใช้คนกั้นเลยฝ่าไม่ได้) ซึ่งตัดกับทางหลวง 3228 ทั้ง 3 เครื่องกั้น เป็นประจำ" ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การฝ่าฝืนกฎจราจรบริเวณทางรถไฟของรถโดยสารสาธารณะ ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำจนเคยชิน

ทั้ง 4 เหตุการณ์นี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ตราบใดที่ยังขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด ขาดการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานบริเวณจุดตัดทางรถไฟ และที่สำคัญที่สุดคือ ขาด "จิตสำนึก" ในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน โศกนาฏกรรมบนรางเหล็กก็จะยังคงวนเวียนกลับมาฉายซ้ำ และ 'เคสอโศก' หรือบทเรียนความสูญเสียใดๆ ในอดีต ก็จะหลงเหลือเพียงแค่ชื่อที่ไม่มีใครจดจำหรือนำมาเป็นบทเรียนเตือนใจได้เลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...