วิกฤตการเงิน ‘รพ.อุ้มผาง’ เริ่มคลี่คลาย! – สธ.หนุนงบฯ ช่วยเหลือ 50 ล้าน
‘ผอ.รพ.อุ้มผาง’ ระบุ หนี้ค่ายาเก่าเคลียร์หมดแล้ว เงินบริจาคยังช่วยประคองระบบได้ ยอมรับระบบเบิกจ่ายสะดุดเหตุ “พื้นที่ไร้สัญญาณ” วอน สปสช. ช่วยเปิดระบบ “ยืนยันตัวตน ออฟไลน์” หลังนำร่องแล้วที่ ท่าสองยาง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ให้สัมภาษณ์ The Active เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินของโรงพยาบาล ภายหลังปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้หารือแนวทางช่วยเหลือโรงพยาบาลอุ้มผางในวงเงินประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ปัจจุบันโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายดำเนินการเฉลี่ยเดือนละประมาณ 12.4 ล้านบาท ขณะที่ก่อนหน้านี้ต้องนำเงินไปสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในเครือข่ายอีกเดือนละกว่า 400,000 บาท
“หากเป็นไปตามแผนที่ท่านปลัดสั่งการไว้ โรงพยาบาลอุ้มผางก็น่าจะเดินหน้าต่อได้ ไม่มีปัญหาอะไร”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลต้องขอรับการสนับสนุนเงินหมุนเวียนจากโรงพยาบาลแม่สอด และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก รวมประมาณ 8 ล้านบาท เพื่อประคองสภาพคล่อง ส่วนในเดือนมิถุนายนได้ทำหนังสือขอสนับสนุนเพิ่มเติมจากโรงพยาบาลแม่สอดอีก 10 ล้านบาท และได้รับแจ้งว่าในเดือนกรกฎาคม เขตสุขภาพจะสนับสนุนอีก 10 ล้านบาท ขณะที่อีกประมาณ 20 ล้านบาท จะได้รับการสนับสนุนจากกองเศรษฐกิจสุขภาพตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมอบหมาย
หนี้ค่ายาเก่าถูกชำระหมดแล้ว เงินบริจาคยังช่วยประคองระบบบริการ
นพ.วรวิทย์ ยังบอกว่า ปัญหาหนี้ค่ายาเดิมที่สะสมมาหลายสิบล้านบาทได้รับการชำระจนหมดแล้ว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการสนับสนุนของผู้บริจาคจำนวนมากที่ช่วยเหลือโรงพยาบาลในช่วงวิกฤต ปัจจุบันยังมีเงินบริจาคคงเหลือบางส่วนสำหรับจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ใหม่ ทำให้การดำเนินงานด้านบริการรักษาพยาบาลยังไม่สะดุด
“ต้องกราบขอบพระคุณผู้บริจาคทุกท่าน เงินทุกบาทถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้จริง ๆ”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
นอกจากนี้ เงินบริจาคสำหรับค่าอาหารผู้ป่วยยังมีเพียงพอรองรับการดำเนินงานได้อีกประมาณ 1 ปี
รายได้หาย ไม่ได้เกิดจากโรงพยาบาลไม่เก็บเงิน
แต่ระบบยืนยันตัวตน เพื่อเบิกจ่าย ออนไลน์ใช้ไม่ได้
อีกประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ของโรงพยาบาล คือปัญหาการส่งข้อมูลบริการเข้าสู่ระบบของ สปสช. ซึ่ง นพ.วรวิทย์ เปิดเผยว่า เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 2 และทีมงานจากกองเศรษฐกิจสุขภาพได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่า สถานบริการสุขภาพในเครือข่ายโรงพยาบาลอุ้มผางกว่า 70% ประสบปัญหาไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ต
เครือข่ายของโรงพยาบาลอุ้มผางมีหน่วยบริการมากกว่า 30 แห่ง ทั้ง รพ.สต. สถานีอนามัย และศูนย์สุขภาพชุมชน โดยกว่า 70% ใช้ไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์ และมีอินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียร ทำให้ไม่สามารถส่งข้อมูลบริการเข้าสู่ระบบออนไลน์ได้ตามเงื่อนไขของ สปสช.
“ตัวอย่างที่ทีมตรวจสอบลงพื้นที่ คือ รพ.สต.บ้านหม่องกั๊วะ ซึ่งไม่มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ทั้งหมด ส่วนอินเทอร์เน็ตเป็นระบบเน็ตประชารัฐผ่านดาวเทียม แม้สัญญาณจะขึ้นเต็ม แต่ไม่สามารถส่งข้อมูลได้จริง บางครั้งส่งข้อมูลผู้ป่วยเพียงรายเดียว ใช้เวลานานเป็นชั่วโมง”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
เสนอระบบยืนยันสิทธิ์ “ออฟไลน์” ช่วยพื้นที่ชายขอบ
หลังการลงพื้นที่ สปสช.เขต 2 ได้เห็นปัญหาและมีแนวคิดพัฒนาระบบยืนยันสิทธิ์แบบออฟไลน์ สำหรับพื้นที่ห่างไกล โดยนำร่องที่ อ.ท่าสองยาง ไปแล้ว แต่ยังมาไม่ถึง อ.อุ้มผาง
นพ.วรวิทย์ ระบุว่า ในอดีตมีข้อกำหนดให้ส่งข้อมูลภายในวันเดียวกันหรือภายในเที่ยงคืน ซึ่งอาจทำได้ในพื้นที่เมืองหรือพื้นที่เข้าถึงง่าย แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพจริงของอำเภออุ้มผาง
“ถ้าต้องเดินทาง 3-4 ชั่วโมง เพื่อไปส่งข้อมูลทุกวัน มันเป็นไปไม่ได้ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะอุ้มผาง และนอกจาก อำเภอท่าสองยาง ยังมีพื้นที่ห่างไกลอีกหลายแห่งในจังหวัดตาก”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
แจงงบฯ รพ.สต. ต้องใช้รายได้โรงพยาบาลอุดหนุน
นพ.วรวิทย์ อธิบายว่า ในฐานะหัวหน้าเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภออุ้มผาง โรงพยาบาลต้องรับภาระสนับสนุนงบดำเนินงานของ รพ.สต. ในพื้นที่ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายดำเนินงานพื้นฐานของ รพ.สต. ทั้งเครือข่ายอยู่ที่ประมาณ 437,000 บาทต่อเดือน โดยไม่ได้รวมค่ายาและค่าใช้จ่ายด้านบริการทางการแพทย์
แม้จะได้รับงบส่งเสริมป้องกันโรค (PP) แต่มีจำนวนจำกัด โรงพยาบาลจึงต้องเร่งโอนเงินที่ได้รับไปยัง รพ.สต. ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานในพื้นที่ห่างไกล
“เงินที่ได้มาก็รีบส่งให้ รพ.สต. ก่อน เพราะเขาต้องจ้างคน ต้องใช้น้ำมัน ต้องมีค่าใช้จ่ายประจำ”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
แจงปม 29 บัญชีบริจาค ยืนยันไม่เคยปกปิดข้อมูลการเงิน
นพ.วรวิทย์ ยังกล่าวถึงข้อสงสัยเรื่องบัญชีเงินบริจาคของโรงพยาบาล ซึ่งเคยถูกตั้งคำถามจากผู้บริหารระดับกระทรวงว่า โรงพยาบาลมีบัญชีจำนวนมากและอาจมีการบริหารเงินนอกระบบหรือไม่ โดยชี้แจงว่า บัญชีทั้ง 29 บัญชีเป็นบัญชีเงินบริจาคที่เปิดตามวัตถุประสงค์เฉพาะ และอยู่ภายใต้ระบบบัญชีของโรงพยาบาลทั้งหมด ไม่ใช่บัญชีส่วนตัวหรือบัญชีที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ข้อมูลทางการเงินทั้งหมดถูกบันทึกและรายงานผ่านระบบบัญชีคงค้าง (Accrual Basis) ตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขใช้มาตั้งแต่ปี 2545 และสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา ย้ำว่าเงินทุกบาทอยู่ในระบบบัญชีของโรงพยาบาล ส่งข้อมูลออนไลน์เข้ากระทรวงตลอด ตรวจสอบได้ทั้งหมด
ย้ำเงินบริจาคต้องใช้ตามเจตนาผู้บริจาค ไม่สามารถนำไปจ่ายเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายทั่วไป
ผอ.โรงพยาบาลอุ้มผาง ยืนยันว่า เงินบริจาคทุกกองทุนต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้บริจาคกำหนดไว้เท่านั้น ยกตัวอย่างกรณีผู้บริจาคสมทบเงินจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลมีหน้าที่ต้องนำเงินไปซื้อเครื่องมือตามที่แจ้ง ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายค่าแรง ค่าน้ำมัน หรือค่าใช้จ่ายอื่นได้
“ถ้าผู้บริจาคให้ซื้อเครื่องมือแพทย์ แล้วเราเอาไปจ่ายอย่างอื่น วันหนึ่งเขามาดูของแล้วไม่เจอ โรงพยาบาลจะอยู่ไม่ได้ หลักการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเงินบริจาค พ.ศ.2561 ที่กำหนดชัดเจนให้หน่วยงานใช้เงินตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
เผย ปลัด สธ. เข้าใจสถานการณ์มากขึ้นหลังลงพื้นที่จริง
นพ.วรวิทย์ ย้ำด้วยว่า หลังจากปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่และได้รับฟังข้อมูลโดยตรง ทำให้เกิดความเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรงพยาบาลมากขึ้น โดยยกตัวอย่างกรณี รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งมีการเข้าใจว่าโรงพยาบาลไม่ได้พยายามจัดเก็บค่ารักษา แต่ข้อมูลจริงพบว่าในปี 2568 โรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณ 72 ล้านบาท สามารถจัดเก็บได้ราว 12 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกว่า 60 ล้านบาทเป็นภาระที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้ เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากมีฐานะยากจนและอยู่ในภาวะเปราะบาง
ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวประมาณ 47 ล้านบาท และสามารถจัดเก็บได้ประมาณ 7 ล้านบาท
“หลังเห็นตัวเลขจริง ผู้บริหารก็เข้าใจว่าข้อมูลที่ได้รับก่อนหน้านี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด ปัญหาสำคัญในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่รวมถึงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่ถูกส่งต่อไปยังผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับส่วนกลาง เมื่อผู้บริหารได้เห็นข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง ก็เข้าใจสถานการณ์ของอุ้มผางมากขึ้น และเห็นข้อจำกัดที่โรงพยาบาลต้องเผชิญในแต่ละวัน”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์