ค้าน!! เหมืองหินอุตสาหกรรม กลุ่มคนหัวหวายปกป้องบ้านเกิด จ.นครสวรรค์ จับตาเวทีประชามติ 7 มิ.ย.นี้
หวั่น กระบวนการไม่ชอบธรรม ฟังเสียงประชาชนไม่ครอบคลุม ซ้ำรายงาน EIA ไม่สอดคล้องข้อเท็จจริง ผลกระทบในพื้นที่ กระทบแหล่งน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และแหล่งโบราณคดีมรดกทางประวัติศาสตร์สำคัญ
วันนี้ ( 1 มิ.ย.69 ) จากกรณีคณะกรรมการจัดทำประชามติ กำหนดการลงประชามติเกี่ยวกับการขอประทานบัตร ที่ 6/2565 บริษัททรัพย์ศิลา 1991 จำกัด เพื่อการทำเหมืองประเภทที่2 ชนิดแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยวิธีเหมืองเปิด ในพื้นที่หมู่ที่ 10 ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จ.นครสวรรค์ เนื้อที่ 539-1-34 ไร่ ในวันที่ 7 มิถุนายน ที่จะถึงนี้
เกิดกระแสการคัดค้านไม่เห็นด้วย ของกลุ่มคนหัวหวายปกป้องบ้านเกิด ที่เคลื่อนไหวคัดค้านผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ยื่นเรียกร้องคัดค้านต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และรณรงค์คัดค้านในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ปราณิสา รุจิเวทย์ ตัวแทนกลุ่มคนหัวหวายปกป้องบ้านเกิด เปิดเผยกับ The Active ว่า กระบวนการที่ผ่านมาในการขอประทานบัตรเหมืองหินดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมตั้งแต่ต้น การจัดเวทีประชาพิจารณ์ หรือการรับฟังความคิดเห็นที่ชาวบ้านสะท้อนผลกระทบและความกังวลต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งระบุแค่ผลกระทบทางเสียง และพื้นที่การเกษตรเท่านั้น
ทั้งที่ในความเป็นจริง บริเวณที่มีการขอประทานบัตรเหมืองหิน เป็นพื้นที่แหล่งน้ำสำคัญของชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ทั้ง หมู่ 8 หมู่ 9 , หมู่ 11 , หมู่ 12 , ไม่ใช่แค่ หมู่ 10 ตามที่รายงานระบุ
“ 1.เอาเรื่องน้ำก่อนเลย ตรงนั้นเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน จะได้รับผลกระทบ เพราะว่าจุดตรงที่จะสร้างเหมือง เป็นแหล่งน้ำ 5-6 สาย เป็นแหล่งน้ำซับซึม เป็นลำธารที่ชาวบ้านใช้แหล่งน้ำจากตรงนั้นเพื่อการเกษตร และเพื่อดำรงชีพ ทั้ง หาปลา หาสัตว์น้ำ เปรียบเทียบง่ายๆ คือเป็นเหมือนกับแทงค์น้ำ ถ้ามันถูกทำลายลง แทงค์น้ำตรงนั้นจะถูกทำลาย จะไม่มีน้ำไหลหล่อเลี้ยงประชาชน ที่ชาวบ้านขุดเจาะน้ำใช้จะไม่มีน้ำ หากเขื่อนแห้งหายไป ก็จะทำให้ชาวไร่หรือเกษตรกรไม่มีน้ำที่จะทำพืชไร่ ไม่ได้ผลผลิต นี่คือผลกระทบที่สำคัญและชัดเจน ” ปราณิสา กล่าว
2.ผลกระทบเรื่องฝุ่น PM2.5 จะเกิดขึ้นแน่ๆ ส่งผลต่อชีวิต สุขภาพ ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เพราะชาวบ้านที่อยู่ตรงพื้นที่ซึ่งจะมีการสร้างเหมือง ห่างกันประมาณ 100 เมตร เพราะฉะนั้นพวกฝุ่นละอองหรือว่ามลพิษต่างๆ ชาวบ้านได้รับผลกระทบแน่นอน จะอยู่กันไม่ได้ ในเรื่องของการสั่นสะเทือน เรื่องของเสียง เรื่องรถวิ่งไปมาทั้งวัน เรื่องของฝุ่นละอองเรื่องของฝุ่นนี่หนักและมีแน่นอน
3.ผลกระทบมติทางเศรษฐกิจ มูลค่าที่ดินแถวนั้นจะตกต่ำอย่างมาก ยกตัวอย่าง ตอนนี้ไร่ละ 100,000 บาท แต่ถ้ามีเหมืองเข้ามา ที่ดินตรงนั้นราคาจะจะตกทันที เพราะฉะนั้นถ้ามาสร้างเหมือง ชาวบ้านการประกาศขายที่ดิน เชื่อว่า ไม่มีใครมาซื้อแน่นอน
“ เราขอคัดค้านให้ถึงที่สุด ปกป้องพื้นที่ อนาคตลูกหลาน แม้ตำรวจไม่อนุญาตให้รวมกลุ่ม แต่ในช่วงวันที่ 4-6 มิ.ย. นี้ เราจะรณรงค์ด้วนเครื่องขยายเสียงตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อบอกกับพี่น้องชาวบ้านทุกคนให้เข้าใจและเห็นปัญหาโดยรวมก่อนไปออกเสียงประชามติ เพราะรายงาน EIA ที่ส่งกลับมาให้ประชาชนมันตรงข้ามกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมองว่าควรที่จะต้องยกเลิกก่อน แล้วทำข้อมูลใหม่ ฟังเสียงประชาชนทุกคนอย่างครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่หมู่ 10 เอาผลกระทบและข้อกังวลต่างๆไปอยู่ในรายงาน EIA ด้วย ” ปราณิสา กล่าว
ชี้ กระบวนการขอประทานบัตรเหมืองหินไม่ชอบธรรมตั้งแต่ต้น ขาดการมีส่วนร่วม เสียงประชาชนไร้ความหมาย หวั่นประชามติไม่เป็นธรรม
ในมุมมอง ผศ.วรวิทย์ นพแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ที่ลงพื้นที่ศึกษาติดตามปัญหาและผลกระทบกรณีดังกล่าว ชี้ว่า พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองหินตรงนั้น ทับพื้นที่แหล่งโบราณคดีที่กรมศิลปากรสำนักที่4 ลพบุรีได้สำรวจพบซากโบราณ และให้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งโบราณคดี 17 ไร่ ซึ่งมีความสำคัญในเชิงมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
หลักฐานที่เราเห็นในเชิงประวัติศาสตร์ คือแต่ก่อนเป็นพื้นที่ซึ่งมีการถลุงเหล็ก การหาเหล็ก เกิดชุมชนโบราณ ตั้งถิ่นฐานมานาน สะท้อนคนสมัยก่อนชอบอยู่กับลุ่มน้ำลำห้วย ทรัพยากรก่อนจะเห็นภาพวันนี้ อาจจะไม่เห็นเป็นป่ารกหรือภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์เสียทีเดียว แต่มันมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ คือชุมชนที่อยู่รอบๆอาศัยแหล่งน้ำลำห้วย ซึ่งมันน่าแปลกประหลาดตรงที่ว่ามันเป็นเนินเขา แต่น้ำมันไหลออกมาและไม่แห้งเลย มีน้ำผุด เนินหินเป็นร่องหิน แต่มีน้ำซับน้ำซึมอยู่ตลอดเวลา
“ ประเด็นสำคัญคือ มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 กำหนดหลักการไว้ชัดเจนว่า การกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองต้องไม่กระทบต่อพื้นที่สำคัญทางทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงพื้นที่แหล่งต้นน้ำและป่าน้ำซับซึม ดังนั้น คำถามที่สังคมควรร่วมกันตรวจสอบคือ พื้นที่แห่งนี้ได้รับการศึกษาพิสูจน์อย่างรอบด้านแล้วหรือยังว่าไม่ใช่ระบบแหล่งน้ำซับซึมที่มีความสำคัญต่อชุมชนและลุ่มน้ำโดยรอบ ขณะที่รายงาน EIA กลับให้ความสำคัญกับคุณค่าของแหล่งหินในเชิงเศรษฐกิจและธรณีวิทยาเป็นหลัก แต่ยังไม่สามารถอธิบายความเชื่อมโยงของภูเขา ระบบน้ำใต้ดิน ลำห้วย และภูมินิเวศวัฒนธรรมของชุมชนให้เห็นภาพได้อย่างครบถ้วน ” ผศ.วรวิทย์ กล่าว
ประเด็นสำคัญเหล่านี้ ชาวบ้านพยายามสะท้อนผ่านเวทีรับฟังความเห็นมาโดยตลอด มีการทำประชาคมหมู่บ้านว่าไม่เห็นด้วย บางเวทีวอร์คเอาท์ออกมาเพื่อแสดงเจตนารมย์ในการคัดค้าน แต่กลับพบว่าข้อมูลผลกระทบมิติต่างๆที่ชาวบ้านสะท้อนไปไม่อยู่ในรายงาน EIA และรายงาน EIA ก็ผ่านการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ( สผ. ) ผ่านการพิจารณาและรับรองของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ( คชก.) และส่งมาที่จังหวัดและอุตสาหกรรมจังหวัด เป็นเหตุให้ชาวบ้านไปยื่นคัดค้านต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ อุตสาหกรรมจังหวัด จึงได้ส่งสัญญาณไปถึงผู้ประกอบการและให้จัดเวทีประชามติในวันที่ 7 มิ.ย.นี้
ในการพิจารณาในการทำเหมือง ถ้ามองในประเด็นของกระบวนการทั้งหมด ตั้งคำถามง่ายๆก็คือ ทำไมไม่ถามประชาชนตั้งแต่เริ่มแรกก่อนที่จะมีการยื่นขอประทานบัตรประกาศเขตเป็นเหมือง หรือก่อนที่จะเสนอโครงการเข้ามาทำเหมืองในพื้นที่ตรงไหน ขนาดพื้นที่เท่าไหร่ และต้องถามประชาชนก่อนว่าพื้นที่ตรงนี้ควรที่จะเป็นเหมืองหรือไม่ ตั้งแต่ต้นทาง
ตั้งข้อสังเกตว่าในการทำประชามติเราอาจจะมองว่าเป็นกระบวนการตามประชาธิปไตย เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่มันเป็นปลายทางหรือระหว่างทางไปแล้ว ซึ่งถ้าเรามองเห็นว่าตั้งแต่ต้นทาง ชาวบ้านไม่เห็นด้วยคัดค้านมาโดยตลอด ซึ่งมีทั้งข้อกังวลมันไม่ใช่แค่เรื่องของการให้ความเห็นในเวทีแต่มันคือการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นฐานทรัพยากรดินน้ำป่า รวมทั้งอนาคตของคนในพื้นที่ ที่เขาเห็นภาพชัดอยู่ว่าหากเหมืองเกิดขึ้นแล้ว จะทำลายระบบน้ำ ระบบคุณภาพชีวิตของเขาเขาเลยไม่เห็นด้วยตั้งแต่ตอนนั้น มันสะท้อนว่าระหว่างทางมันมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เชิงเครือข่าย เชิงกระบวนการอะไรต่างๆ เป็นการบริหารความขัดแย้งไปในตัวของกลุ่มชนชั้นนำและผู้มีอำนาจในการตัดสิน ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมาก
“ แน่นอนว่าการทำประชามติก็ต้องมีคำถามว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจในการทำประชามติ มันไม่ได้อยู่ที่ชุมชน แต่ไปอยู่ที่หน่วยงานรัฐและก็อยู่ที่ทุนมากกว่าที่จะเป็นชุมชนตัดสินใจ นั่นคือตั้งแต่การกำหนดกติกา วัน เวลา รวมถึงผู้คนที่จะเข้าไปออกเสียงลงประชามติ กรณีของเหมืองหัวหวาย มีการติดป้ายประกาศที่หมู่ 10 ให้ชาวบ้านหมู่ 10 ทำการประชามติ ทั้งๆที่มีชาวบ้านอีกหลายหมู่บ้านที่จะได้รับผลกระทบ การทำประชามติครั้งนี้ถูกมองว่ามันเป็นการสร้างเทคนิคในการสร้างความยินยอมที่ชอบธรรม ส่วนตัวไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่ว่าแน่นอนในกระบวนการทำประชามติ การกำหนดกฎเกณฑ์หรือคนทำประชามติมันไม่ได้เป็นธรรมตั้งแต่เริ่มต้น ” ผศ.วรวิทย์ กล่าว
ผศ.วรวิทย์ ยังชี้ว่ากระบวนการขอประทานบัตรเหมืองหิน ที่ไม่ชอบธรรมไม่ถูกต้อง ยังสร้างบาดแผลและความขัดแย้งให้กับชุมชน ญาติพี่น้องในพื้นที่ต้องทะเลาะ และบาดหมางใจกัน จากข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกนำเสนอ เปิดเผยและคลาดเคลื่อน โดยไร้ซึ่งการแก้ไขและเยียวยาชาวบ้าน จึงควรที่จะทบทวน และสร้างกระบวนการที่มีส่วนร่วม รับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่อย่างครอบคลุม