โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คืนพื้นที่โลกศิลปะให้ผู้หญิง ว่าด้วยการฟื้นคืนชีพของศิลปินหญิงผู้ถูกกดทับจากภาวะชายเป็นพิษ

The MATTER

อัพเดต 30 พ.ค. 2567 เวลา 09.22 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2567 เวลา 11.00 น. • Art is not Art

เมื่อความเสมอภาคทางเพศ เป็นแนวคิดกระแสหลักของโลกสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโลกที่เจริญแล้ว จะด้วยกระแสเรียกร้องสิทธิสตรี กระแสสตรีนิยมคลื่นลูกใหม่ กระแสสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ของกระแส #MeToo อันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการปฏิวัติบรรทัดฐานและการต่อสู้กับการกดขี่คุกคามจากสังคมชายเป็นใหญ่ และความเหลื่อมล้ำทางเพศในทุกๆ วงการอย่างกว้างขวาง ไม่เว้นแม้แต่วงการศิลปะ

สถาบันทางศิลปะอย่างพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ย่อมต้องหันมาทบทวน ปรับเปลี่ยนทิศทางและทัศนคติในการคัดสรรและจัดแสดงผลงาน จากพื้นที่ที่แสดงแต่เพียงผลงานของศิลปินเพศชายเป็นหลัก ก็หันมาเริ่มให้พื้นที่แก่ศิลปินเพศหญิง ผู้เคยถูกมองข้ามหรือเบียดบังไปจากโลกศิลปะกระแสหลักมากขึ้น

ไม่เพียงศิลปินหญิงร่วมสมัยจะมีโอกาสทางวิชาชีพ มีบทบาทและที่ทางในโลกศิลปะมากขึ้นเท่านั้น หากแต่เหล่าบรรดาศิลปินหญิงในอดีต ผู้เคยถูกเพิกเฉย ละเลย และบดบังอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของศิลปินเพศชาย จนตกสำรวจไปในหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะ ก็ถูกกลับไปเสาะแสวงหา สำรวจ ตรวจสอบ และพลิกพื้นคืนชีวิตแก่ผลงานและเรื่องราวของพวกเธอให้กลับมาเป็นที่รู้จักกันในหมู่สาธารณชนอีกครั้งด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็น ในปี 2018 ที่หอศิลป์แห่งชาติ (National Gallery) กรุงลอนดอน ที่ซื้อภาพวาด Self-Portrait as Saint Catherine (1615 - 17) มูลค่า 3.6 ล้านปอนด์ หรือ 4.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ของศิลปินหญิงชาวอิตาเลียนยุคบาโร้ก (Baroque) อาร์ทิมีเซีย เจนทิเลสกี (Artemisia Gentileschi) จิตรกรหญิงผู้มักวาดภาพตัวละครเอกหญิงสุดเข้มแข็งที่เปี่ยมความรุนแรงจากตำนานศาสนาและเทพปกรณัมคลาสสิกโบราณ

อาร์ทิมีเซีย เจนทิเลสกี: Self-Portrait as Saint Catherine (1615–17) ภาพจาก https://arthive.com

ผลงานของเธอมักจะเล่นกับการตัดกันระหว่างแสงสว่างกับความมืดอย่างจัดจ้าน ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากจิตรกรชั้นครูในยุคบาโร้กอย่าง คาราวัจโจ (Caravaggio) หนำซ้ำเธอยังวาดภาพ Judith Slaying Holofernes (1620) ที่หยิบเอาเหตุการณ์ในคัมภีร์ไบเบิ้ลของจูดิธ วีรสตรีชาวยิว ผู้ตัดหัว โฮโลเฟอร์เนส แม่ทัพชาวบาบิโลนบนที่นอน เช่นเดียวกับที่คาราวัจโจเคยวาดจนกลายเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเขา แต่เวอร์ชั่นของเธอนั้นนองเลือดและดูสมจริงสมจังกว่า (ว่ากันว่าเธอศึกษาลักษณะการกระฉูดของเลือดจากบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ กาลิเลโอ (Galileo Galilei) ซึ่งเป็นคนร่วมยุคร่วมสมัยเดียวกันกับเธอ) ถามว่าสมจริงแค่ไหน? ก็ขนาดที่ผู้ว่าจ้างเธอให้วาดภาพนี้ไม่กล้าเอาภาพของเธอขึ้นแสดงบนผนังน่ะนะ!

ที่สำคัญ เจนทิเลสกียังเป็นผู้หญิงไม่กี่คนในยุคนั้น ที่กล้าขึ้นศาลฟ้องร้องผู้ชายที่ข่มขืนเธอในวัย 18 ปี ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นศิลปินที่พ่อของเธอจ้างมาทำงานและสอนเธอวาดภาพ หลังจากผ่านการพิจารณาคดี การตรวจสอบทางสูตินรีเวชอันเจ็บปวดและน่าอับอายเพื่อพิสูจน์หลักฐานการถูกข่มขืนต่อหน้าผู้พิพากษา และการประณามหยามเหยียดจากชายที่ข่มขืนเธอ ในที่สุดเธอก็ชนะคดี ถึงแม้ผู้ต้องหาที่ข่มขืนเธอจะติดคุกไม่ถึงปี และถูกว่าจ้างให้กลับมาทำงานกับพ่อของเธออีกในภายหลังก็ตาม

ภาพวาด Self-Portrait as Saint Catherine ที่ว่านี้ เป็นภาพวาดตัวเองของเจนทิเลสกี ผู้สวมบทบาทเป็น นักบุญแคเธอรินแห่งอเล็กซานเดรีย นักบุญมรณสักขี (คริสต์ศาสนิกชนที่ถูกทรมานจนตายหรือถูกประหารชีวิตเพราะไม่ยอมละทิ้งศรัทธาทางศาสนา) ในศตวรรษที่ 4 ยืนพิงกงล้อดาบ ซึ่งเป็นเครื่องมือทรมานที่มีตำนานเชื่อมโยงกับนักบุญผู้นี้ (ตำนานกล่าวว่าอเล็กซานเดรียถูกสั่งให้ลงทัณฑ์ทรมานและประหารชีวิตด้วยเครื่องมือชิ้นนี้ แต่เมื่อเธอสัมผัสกงล้อก็หักสะบั้นลง ท้ายที่สุดเธอจึงถูกประหารด้วยการตัดศีรษะแทน) ผลงานชิ้นนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการอ้างอิงถึงประสบการณ์ที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความรุนแรงทางเพศ และความเจ็บปวดอับอายที่เธอได้รับจากการพิจารณาคดีดังกล่าว

การซื้อและสะสมผลงานของเจนทิเลสกีในหอศิลป์แห่งชาติ ถือเป็นการรื้อฟื้นคืนชื่อเสียงของเธอในฐานะศิลปินหัวก้าวหน้าผู้เปี่ยมสีสันที่สุดในยุคสมัยของเธอ และเป็นหนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่สามารถทำลายกรอบข้อจำกัดในยุคนั้น ด้วยการเอาชนะความเหลื่อมล้ำและค่านิยมอันคับแคบที่มีต่อเพศหญิงในวงการศิลปะและประสบความสำเร็จในฐานะจิตรกรได้ในที่สุด

นิทรรศการ FACE TO FACE ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์รอแด็ง (Musée Rodin) ที่สะสมและจัดแสดงผลงานของประติมากรเอกแห่งยุคโมเดิร์นและอิมเพรสชันนิสม์ โอกุสต์ รอแด็ง (Auguste Rodin) ที่เพิ่งจัดนิทรรศการพิเศษในปีนี้ที่มีชื่อว่า FACE TO FACE

ด้วยความที่ในปี 2024 เป็นปีครบรอบ 160 ปีชาติกาลของ คามิล คลอเดล (Camille Claudel) ประติมากรหญิงผู้สมัครเข้าทำงานในสตูดิโอของรอแด็งในช่วงต้นยุค 1880 หลังจากนั้นไม่นาน ลูกศิษย์และผู้ช่วยสาวเลอโฉมผู้นี้ก็กลายเป็นทั้งผู้ช่วย นางแบบคนโปรด และชู้รักของรอแด็ง การได้คลุกคลีกับประติมากรระดับปรามาจารย์ผู้นี้ ทำให้คลอเดลได้พัฒนาพรสวรรค์ของเธอยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนกล่าวได้ว่าฝีไม้ลายมือของเธออาจเทียบเคียงกับรอแด็งได้เลยด้วยซ้ำ

แต่ชะตากรรมของเธอช่างน่าเศร้า เพราะที่แทนที่เธอจะมีโอกาสในการสร้างชื่อเสียงในฐานะศิลปิน รอแด็งกลับตัดหนทางในการเป็นศิลปินของเธอ จะด้วยความริษยา กลัวดังข้ามหน้าข้ามตา หรืออะไรก็แล้วแต่ ว่ากันว่าคลอเดลถูกรอแด็ง Gaslighting หรือปั่นหัวจนเสียสติ เธอยังกล่าวว่ารอแด็งขโมยไอเดียของเธอไปใช้ทำงานชิ้นสำคัญหลายชิ้นอีกด้วย หลังจากมีอาการป่วยทางจิต เธอทำลายผลงานของตัวเองหลายชิ้น และใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในโรงพยาบาลผู้ป่วยทางจิตและจบชีวิตที่นั่นในท้ายที่สุด

หลังจากที่เธอเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าและไร้ชื่อเสียง อีกหลายทศวรรษต่อมา มีนักประวัติศาสตร์ศิลปะสายสตรีนิยมรื้อฟื้นเรื่องราวและผลงานของเธอจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เรื่องราวของเธอถูกเอาไปเขียนเป็นนวนิยาย และสร้างเป็นหนังหลายเวอร์ชัน ที่โด่งดังที่สุดคือ Camille Claudel (1988)

ในปี 2017 ยังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ Musée Camille ขึ้นที่เมือง Nogent-sur-Seine บ้านเกิดของเธอ และผลงานของเธอยังได้รับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงพิพิธภัณฑ์รอแด็ง ของศิลปินที่อาจารย์ผู้ตัดโอกาสทางอาชีพและผลักเธอก้าวสู้ความสิ้นหวัง

การจัดแสดงผลงานของคลอเดลเผชิญหน้า (FACE TO FACE) กับผลงานของรอแด็งในพิพิธภัณฑ์รอแด็งเช่นนี้ ราวกับจะเป็นการกู้ชื่อเสียงและรื้อฟื้นความเป็นอัจฉริยภาพของเธอให้เป็นที่รับรู้ของผู้คนก็เป็นได้

ปาโบล ปิกัสโซ: ภาพวาดของดอรา มาร์ และหญิงสาวคนอื่นๆ ของปิกัสโซ ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

หรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติปิกัสโซ-ปารีส (Musée National Picasso-Paris) ที่จัดแสดงผลงานของ ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ชาวสเปน ก็มีนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวและผลงานของศิลปินหญิงที่เผชิญหน้ากับภาวะชายเป็นพิษจากปิกัสโซด้วยเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็น ดอรา มาร์(Dora Maar) ศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศสผู้เป็นนางแบบและคู่รักของปิกัสโซ เธอถูกศิลปินใหญ่ผู้มากรักหลายใจผู้นี้ย่ำยีจิตใจจนต้องหลั่งน้ำตาด้วยความชอกช้ำระกำทรวงเสมอ จนเธอกลายเป็นนางแบบในภาพวาด The Weeping Woman (1937) หรือ ‘ผู้หญิงร่ำไห้’ อันลือเลื่องของเขา ปิกัสโซยังเคยกล่าวถึงเธอว่า

“สำหรับผม เธอเป็นผู้หญิงเจ้าน้ำตา ตลอดเวลาหลายปีที่ผมวาดรูปเธอในรูปร่างบิดเบี้ยว ผมไม่ได้วาดเธอด้วยความซาดิสม์ หรือความพึงพอใจ ผมแค่เคารพภาพลักษณ์ของเธอที่แสดงตัวตนออกมาให้ผมเห็น มันเป็นความจริงอันเที่ยงแท้ ไม่ปรุงแต่งผิวเผิน สำหรับผม ดอรามักจะเป็นผู้หญิงเจ้าน้ำตา… และนั่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้หญิงเป็นเครื่องจักรสำหรับความทุกข์ทรมาน”

ปาโบล ปิกัสโซ:Portrait de Dora Maar (1937) ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

อันที่จริงแล้ว ดอรา มาร์ เป็นอะไรมากกว่าแค่คู่รักและนางแบบของปิกัสโซ เพราะเธอเป็นทั้งช่างภาพ จิตรกร และกวีผู้มีผลงานโดดเด่น ก่อนที่จะพบกับปิกัสโซ ดอรา มาร์ เป็นศิลปินภาพถ่ายหัวก้าวหน้า ผู้ใช้เทคนิคการตัดต่อภาพ (Photomontage) ในการสร้างผลงานอันหาญกล้า แหวกแนว และน่าพิศวง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความฝันและจิตใต้สำนึก เธอเป็นศิลปินภาพถ่ายรุ่นบุกเบิกของกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์ แต่ชื่อเสียงและผลงานของเธอกลับถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะเธอได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงของปิกัสโซเท่านั้น

ในฐานะช่างภาพผู้เปี่ยมพรสวรรค์ ดอรา มาร์ สร้างผลงานที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากเรื่องราวความเป็นจริงบนท้องถนนอันเฉียบคมราวกับบทกวี ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องเหนือจริงอันหลุดโลก เธอมีความสามารถอันยิ่งยวดในการใช้แรงขับจากสภาวะอันยุ่งเหยิงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ และความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากมัน ให้กลายเป็นผลงานอันน่าพิศวง น่าเสียดายที่เธอเลิกทำงานถ่ายภาพนับตั้งแต่ครั้งที่เธอเริ่มมีความสัมพันธ์กับปิกัสโซ เพราะเขายืนกรานว่า ช่างภาพทุกคนเป็นเพียงแค่จิตรกรผู้รอคอยที่จะเปิดเผยตัวเองออกมาเท่านั้น การเป็นชู้รักของปิกัสโซ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งตั้งแต่ช่วงปี 1935-1945 ทำให้มาร์กลายเป็นเพียงนางแบบและแรงบันดาลใจในการทำงานให้เขาแต่เพียงเท่านั้น

น่าเศร้าที่หลังจากความสัมพันธ์ 9 ปี อันแสนทรมานของเธอกับปิกัสโซสิ้นสุดลง จิตใจของเธอก็พังทลายอย่างกอบกู้ไม่ได้ เธอหลีกหนีหายหน้าออกจากสังคม ย้ายจากปารีสไปอาศัยอยู่ในชนบทอันห่างไกล ปลีกตัวทำงานศิลปะอย่างโดดเดี่ยวลำพัง โดยทำแต่งานภาพวาดนามธรรม ภาพทิวทัศน์ และภาพหุ่นนิ่งอันเศร้าสร้อย เธอกลายเป็นคนสันโดษและอุทิศตัวให้กับความเป็นคริสต์ศาสนิกชนอย่างเคร่งครัด ผลกระทบจากความสัมพันธ์อันเลวร้ายกับปิกัสโซ ทำให้เธอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ภายใต้เงื้อมเงาของถ้อยคำกดขี่หยามเหยียดของเขา และไม่เคยกลับไปทำงานถ่ายภาพอันเป็นสื่อทางศิลปะที่ส่องประกายอัจฉริยภาพอันน่าพิศวงของเธอให้เจิดจ้าอีกเลย จนกระทั่งเธอเสียชีวิตในปี 1997

ถึงแม้ ดอรา มาร์ จะถูกจดจำอย่างผิดๆ ในฐานะนางแบบ และชู้รักผู้ตกเป็นเหยื่อในความสัมพันธ์อันทุกข์ทรมานกับปิกัสโซ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลงานของเธอส่งอิทธิพลทางความคิดต่อคนรุ่นหลังอย่างมาก ดอรา มาร์ ถูกยกให้เป็นศิลปินภาพถ่ายเซอร์เรียลลิสต์ที่โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย ด้วยการนำเสนอความงามแบบเซอร์เรียลลิสม์อันน่าพิศวง พรั่นพรึง เต็มไปด้วยความหลอนหลอกราวกับฝันร้าย หรือเปี่ยมด้วยความแฟนตาซีเหนือจินตนาการ ในขณะเดียวกันภาพของเธอก็ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความงามด้วย ภาพของเธอสะท้อนตัวตนของเธออย่างเต็มเปี่ยม ในฐานะหนึ่งในศิลปินหญิงรุ่นใหม่ที่เสาะหาที่ทางของตัวเองในโลกศิลปะที่ถือครองโดยเพศชาย

ดอรา มาร์: 29 rue d’Astorg (1936) ผลงานภาพถ่ายของ ดอรา มาร์ ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ชื่อของ ดอรา มาร์ กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในฐานะศิลปินหญิงผู้บุกเบิกภาพถ่ายเซอร์เรียลลิสต์ ในนิทรรศการ Dora Maar ที่จัดแสดงผลงานย้อนหลัง ของเธอ ณ พิพิธพิพิธภัณท์ศิลปะ เทต โมเดิร์น (Tate Modern) ลอนดอน ในปี 2019 - 2020 ทำให้คนรักศิลปะหลายคนได้ชื่นชมอัจฉริยภาพอันเปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอ และจดจำเธอใหม่ในฐานะศิลปินช่างภาพผู้พลิกโฉมศิลปะภาพถ่ายแห่งยุคโมเดิร์น ผู้เป็นมากกว่าแค่ชู้รักเจ้าน้ำตาของปิกัสโซเท่านั้น

ในปี 2024 นี้ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติปิกัสโซ-ปารีส นอกจากจัดแสดงภาพวาดที่ปิกัสโซวาดเธอในฐานะนางแบบแล้ว ยังอุทิศพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับผลงานภาพถ่ายเซอร์เรียลลิสม์อันน่าพิศวงของเธออีกด้วย

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติปิกัสโซ-ปารีส แห่งนี้ ยังจัดแสดงผลงานของ ฟรองซัวส์ จิโล (Françoise Gilot) คู่รักอีกคนของปิกัสโซ ที่ประสบกับภาวะชายเป็นพิษจากเขา เมื่อจิโลพบกับปิกัสโซครั้งแรกในปี 1943 ในช่วงที่นาซียาตราทัพบุกฝรั่งเศส เธอมีอายุ 21 ปี ส่วนปิกัสโซอายุ 61 ปี ในช่วงเวลานั้นปิกัสโซทิ้ง ดอรา มาร์ มาคบหาศิลปินที่สาวและสดกว่าอย่าง จิโล ผู้เป็นทั้งจิตรกรและศิลปินเซรามิคที่กำลังเบ่งบานในอาชีพ เธอประสบความสำเร็จกับนิทรรศการแสดงเดี่ยวก่อนหน้าที่จะพบกับปิกัสโซด้วยซ้ำ

ถึงแม้จะมีความสัมพันธ์กับศิลปินผู้ยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยอัจฉริยภาพอย่างปิกัสโซ แต่จิโลก็ไม่ตกอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของเขา เธอทำงานในสไตล์ของตัวเองด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ถึงแม้ปิกัสโซจะพยายามชี้นำให้เธอทำงานในสไตล์ของเขาอย่างแข็งขันก็ตาม เธอกล่าวว่า “ฉันยอมรับในสิ่งที่เขาทำ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันต้องทำแบบเดียวกันกับเขา” เธอยังเป็นศิลปินหญิงเพียงไม่กี่คนที่ได้เซ็นสัญญากับนายหน้าค้างานศิลปะชื่อดังอย่าง แดเนียล-อองรี คานไวเลอร์ (Daniel-Henry Kahnweiler)

ฟรองซัวส์ จิโล: Adam Forcing Eve to Eat the Apple II (1946) https://www.wikiart.org

ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเกือบ 10 ปี ถึงแม้จะไม่ได้แต่งงานกัน แต่พวกเขาก็มีลูกด้วยกัน 2 คนคือ โคล้ด(Claude) และ ปาโลมา (Paloma) ช่วงเวลาที่ทั้งคู่อยู่ร่วมกัน จิโลวาดภาพหนึ่งที่บรรยายความสัมพันธ์ของเธอกับปิกัสโซอย่าง Adam Forcing Eve to Eat the Apple II (1946) ที่เป็นภาพอดัมในท่าทีถมึงทึง ซึ่งเป็นตัวแทนของปิกัสโซ กำลังยัดผลแอปเปิ้ลเข้าปากอีฟ ซึ่งเป็นตัวแทนของเธออยู่ จิโลเรียกปิกัสโซว่า Bluebeard (เคราน้ำเงิน) ซึ่งไม่ใช่ชื่อที่เรียกด้วยความเสน่หา แต่ได้มาจากชื่อของฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังชาวฝรั่งเศส เพื่อเสียดสีปิกัสโซว่าเขาต้องการตัดหัวของผู้หญิงทุกคนที่เขาคบหาเพื่อสะสมเอาไว้ในคอลเล็กชั่น

หลังจากต้องทนกับพฤติกรรมอันโหดร้ายทารุณทั้งร่างกายและจิตใจจากเขามาเนิ่นนานหลายปี ในที่สุด ในปี 1953 เธอก็กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่กล้าเดินออกจากชีวิตเขา โดยพาลูกทั้ง 2 คนไปด้วย หลังจากแยกทางกัน ปิกัสโซทำลายข้าวของของเธอจนหมดสิ้น ทั้งผลงาน หนังสือ และจดหมายสำคัญจากมิตรสหาย เขาบอกเธอว่าเธอกำลังมุ่งหน้าไปยังทะเลทราย และพยายายามทำลายวิชาชีพศิลปินของเธอ เขาสั่งให้นายหน้าค้างานศิลปะทุกคนไม่ซื้อผลงาน และใช้เส้นสายของตัวเองบังคับให้หอศิลป์ไม่รับแสดงงานของเธอ จนเธอไม่สามารถแสดงผลงานในสมาคมศิลปินในปารีสหรือ Salon de Mai ราวกับเป็นอันธพาลในคราบศิลปินก็ไม่ปาน

11 ปี หลังจากแยกทางกัน เธอย้ายจากจิโลเขียนหนังสือ Life with Picasso ร่วมกับนักวิจารณ์ศิลปะ (Carlton Lake)ที่เล่าเรื่องราวชีวิตคู่ของเธอกับปิกัสโซออกมา และขายไปได้มากกว่า 1 ล้านเล่ม และถูกแปลออกมาในหลายภาษา ถึงแม้ปิกัสโซจะพยายามฟ้องร้องให้ยุติการจัดพิมพ์ และแบนหนังสือ แต่ก็ไม่เป็นผล ทำให้ปิกัสโซตัดสินใจตัดขาดจากลูกของเขาโดยสิ้นเชิง ในขณะที่จิโลใช้กำไรจากการขายหนังสือในการต่อสู้ฟ้องร้องเพื่อให้โคล้ดและปาโลมา เป็นทายาทที่ถูกต้องตามกฏหมายของปิกัสโซ

ฟรองซัวส์ จิโล: Claude et Paloma jouant à la balle (1953), La Répétition (1953) ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในปี 1970 จิโลถอนตัวจากแวดวงศิลปะในฝรั่งเศส ย้ายไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา และเริ่มต้นอาชีพศิลปินใหม่ที่นั่น ด้วยผลงานที่เป็นการผสมผสานระหว่างภาพวาดแบบรูปธรรมและนามธรรมอันเปี่ยมสีสันและการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ

หลังจากถูกบดบังภายใต้เงื้อมเงาของศิลปินผู้ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินคนสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 อย่างปิกัสโซ มาเนินนาน ในที่สุด ชื่อเสียงของเธอก็ค่อยๆ ถูกกู้คืนสู่สายตาสาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นจากนิทรรศการที่จัดแสดงผลงานของเธอในหลากหลายแกลเลอรี่ ทั้งในยุโรปและอเมริกา

10 ปีให้หลังจากการปรับปรุงครั้งใหญ่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติปิกัสโซ-ปารีส ได้ทำการเปิดนิทรรศการที่รวบรวมผลงานของจิโลเข้าไปจัดแสดงด้วย โดยทางโฆษกของพิพิธภัณฑ์กล่าวว่า

“เราไม่ได้นำเสนอจิโลในฐานะ Muse (เทพีแห่งแรงบันดาลใจ) ของปิกัสโซ และไม่มีแม้แต่ภาพวาดที่เขาวาดเธอในฐานะนางแบบ หากแต่นำเสนอเธอในฐานะศิลปินคนหนึ่ง”

นิทรรศการของ ฟรองซัวส์ จิโล ถูกจัดแสดงในห้องแสดงงานหมายเลข 17 บนชั้น 3 ของอาคารพิพิธภัณฑ์ โดยคาดว่าจะจัดแสดงต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดยทางผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์กล่าวว่า “เป็นการคืนสถานภาพแห่งความเป็นศิลปินที่เธอสมควรจะได้รับมานานแล้ว”

เหตุการเหล่านี้ไม่ทำให้เราอดรู้สึกไม่ได้ว่า สถาบันทางศิลปะชั้นนำของโลกเหล่านี้อาจจะกำลังทำการไถ่บาปให้เหล่าบรรดาศิลปินหญิงผู้ถูกทำร้ายจากภาวะชายเป็นพิษในโลกศิลปะก็เป็นได้ ถึงแม้จะเป็นการอุทิศแค่เพียงพื้นที่เล็กจ้อย ในสถาบันเหล่านั้นก็ตาม

อ้างอิงจาก

www.frieze.com

arthive.com

www.theartstory.org

www.theguardian.com

www.theguardian.com

พิพิธภัณฑ์รอแด็ง

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติปิกัสโซ-ปารีส

Graphic Designer: Manita Boonyong
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...