โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหามาลา ผู้สำเร็จราชการ คนที่ 2 ตามนโยบายปรองดองแห่งชาติ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ต.ค. 2566 เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2566 เวลา 08.41 น.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาปราบปรปักษ์ พระราชโอรสของรัชกาลที่ 2 กับเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี (ภาพจาก www.wikipedia.org)

เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 4 พระบรมวงศานุวงศ์ และมุขมนตรีชั้นผู้ใหญ่มาประชุมกัน ให้ยกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสองค์ใหญ่ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ และมีการแต่งตั้ง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็น “ผู้สำเร็จราชการ” ช่วยว่าราชการจนกว่าพระเจ้าแผ่นดินใหม่จะมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา และภายหลังก็มีการตั้ง สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหามาลา ขึ้นเป็น ผู้สำเร็จราชการคนที่ 2

ทำไมจึงต้องตั้งผู้สำเร็จราชการเพิ่มเติม

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เคยเป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ และมากด้วยบารมี ส่งผลให้ญาติ, บริวารของท่านซึ่งรับราชการอยู่ หลายคนก้าวขึ้นมีอำนาจ และบทบาทในราชการแผ่นดินมากขึ้นกว่าเดิม และมีแนวโน้มจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานยิ่งกว่าขุนนางจากตระกูลอื่น ๆ เพราะวงนั้น “ตระกูลบุนนาค” กุมอำนาจสูงสุดในกรมสำคัญ ๆ ในการบริหารบ้านเมืองทั้งหมด ตั้งแต่ กรมพระกลาโหม, กรมพระคลัง, กรมพระคลังสินค้า, กรมท่า และกรมมหาดเล็ก

ขุนนางบางตระกูลรวมกลุ่มต่อต้าน ได้แก่ ตระกูลเพ็ญกุล, ตระกูลชูโต และตระกูลอมาตยกุล ตั้งตนเป็นคู่อริออกหน้าอย่างไม่ปิดบัง ประกอบด้วย เจ้าพระยามหินทรศักดิดำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) เจ้าพระยาผู้นี้ได้ร่วมกับ เจ้าหมื่นเสมอใจราช (เอม ชูโต) และพระวิสูตรโยธามาตย์ (โหมด อมาตยกุล) ซึ่งต่อมาได้เป็น พระยากสาปนกิจโกศล ได้ร่วมกันสัญญาว่าจะคอยป้องกันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ถ้าหากเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะแย่งราชสมบัติ

หรือจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ชื่อของท่านช่วงดันไปซ้ำกับชื่อ “เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์” ซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีที่เคย “แย่งชิงราชสมบัติ” มาก่อน ในสมัยพระเจ้าปราสาททองครั้งกรุงศรีอยุธยา

เรื่องมีอยู่ว่า ใน พ.ศ. 2171 เมื่อพระเจ้าทรงธรรมใกล้จะสวรรคตนั้น ทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระเชษฐาธิราช-พระราชโอรสองค์ใหญ่พระชันษาได้ 14 ปี ให้อยู่ในการดูแลของ “เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์” โดยทรงแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ต่อมา พวกข้าหลวงเดิมทูลยุยงพระเชษฐาธิราช ใส่ร้ายเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ว่ากำลังคิดกบฏแย่งชิงราชบัลลังก์เสียเอง จึงตรัสสั่งให้เรียกตัวมาจะชำระลงโทษ สุดท้ายเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็เลยตั้งตัวเป็นกบฏจริง ๆ จับพระเชษฐาธิราชปลงพระชนม์ และชิงราชสมบัติมาไว้เสียเอง

เรื่องบังเอิญคล้ายคลึง ทั้งชื่อ และเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ท่านช่วงตกเป็นเป้าสายตาของสังคม ซึ่งเพ่งเล็งว่าจะแย่งชิงราชสมบัติเช่นกัน ขนาดพระเถระชั้นผู้ใหญ่อย่าง สมเด็จพระพุฒาจารย์โต ยังเข้าไปหาเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เพื่อขอบิณฑบาต ความว่า

“อาตมาภาพได้ยินว่าทุกวันนี้แผ่นดินมืดมัวนัก เพราะมีคนคิดร้ายจะเอาแผ่นดิน ไม่ทราบว่าจะเท็จจริงประการใด ถ้าแม้นเป็นความจริง อาตมาใคร่จะขอบิณฑบาตเขาเสียสักครั้งหนึ่ง”

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ตอบว่า “พระคุณเจ้าอย่าได้วิตกเลย ตราบใดที่กระผมยังมีชีวิตอยู่จะไม่ให้แผ่นดินมืดมัวลงด้วยมีผู้ใดแย่งแผ่นดินเด็ดขาด”

“ผู้สำเร็จราชการคนที่ 2” จึงเกิดขึ้น เพื่อเข้ามาลดแรงกดดันทางสังคม ที่ทำให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ต้องเป็น “จำเลย” ของสังคม และนำไปสู่การปรองดองทางการเมือง ในที่ประชุมเสนาบดี เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เสนอชื่อ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์” เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทิพยวดี จึงมีศักดิ์เป็นพระราชปิตุลา (ลุง) ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นต้นสกุล “มาลากุล ณ อยุธยา”

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์ เป็นบุคคลที่ค่อนข้างเก็บตัว ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทรงสันทัดเฉพาะงานภายในราชสำนักที่เรียบง่าย และไม่ผาดโผนนัก ได้แก่ ภารกิจภายในกรมวัง กรมพระคชบาล และกรมสังฆการีธรรมการ

พระจริยวัตรสุขุมแบบนักวิชาการอาวุโส ทรงเป็นผู้ชำนาญการพิเศษในศิลปศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมือง และการบริหารราชการแผ่นดินเลย แต่เป็นเรื่องราชประเพณี พงศาวดาร พุทธศาสตร์ ไสยศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เลขะวิทยา สรภาณ มนตราและพยากรณ์ แพทยศาสตร์ ธาตุมิศการ นวกรรม หัตถโกศล รัตนศาสตร์ ภูตศาสตร์ ดุริยานยุต นัจจะเวธี กิฬาโกศล และสูทศาสตร์ เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัติข้างต้น “ผู้สำเร็จราชการ” คนที่ 2 จึงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากพระองค์

ส่วนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ คิดชิงอำนาจหรือไม่นั้น เป็นเรื่องยากจะตอบ หากสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอรรคราชเทวีในรัชกาลที่ 5 สมาชิกในครอบครัวสกุลบุนนาคชั้นหลานของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ มีพระดำรัสสั่งสอนให้สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ผู้เป็นพระโอรส ขณะเสด็จไปทรงศึกษาอยู่ในเยอรมนีให้ทรงสงบเสงี่ยมเจียมตัวต่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระเชษฐาต่างพระมารดา ความว่า

เพราะแม่รู้อยู่เต็มใจว่าชาวฟากข้างโน้น [หมายถึงตระกูลบุนนาค]นั้นเป็นที่รังเกียจของเจ้านายเป็นอันมาก เพราะผู้ใหญ่บางคนทำยุ่งเหยิงไว้ ความชั่วจึงเลยมาแปดเปื้อนแก่พวกลูกหลานต่อมา แลพวกเหล่านั้นกองพันโตหนักด้วย

ประการหนึ่งตัวของลูกก็ไม่ใช่เป็นเจ้านายอย่างสามัญ ความรแวงสงไสยมักอาจต้องเกิดขึ้นเพราะเป็นเจ้าฟ้าปัญญาดี แลมีญาติข้างแม่มาก เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าการที่จะแก้ความรแวงว่าจะหมายเป็นใหญ่โตนั้น ก็มีอย่างเดียวที่จะต้องทำให้ทูลหม่อมโตท่านรักใคร่ไว้วางพระทัยจริง ให้ปรากฏแก่ตาคนทั้งหลายมาก ๆ เท่านั้น เพราะถ้าพระองค์ท่านเองโปรดปรานสนิทสนมอยู่แล้ว คนทั้งหลายก็คงไม่มีช่องที่จะเข้ายุยงได้อยู่เอง”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเก็บความจาก ไกรฤกษ์ นานา. “หลักฐานใหม่ ผู้สำเร็จราชการ ‘คนที่ 2’ สมัยรัชกาลที่ 5 มีจริง” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2558.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 ตุลาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...