โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เมียอ้วนมีไร่มีนา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 15 ก.พ. 2567 เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2567 เวลา 13.30 น. • camellianovel
'ซ่งสือชู' หัวหน้าสายลับหญิงแห่งศตวรรษที่ 21 ได้ข้ามมิติมาเป็นหญิงอ้วนอัปลักษณ์ที่ท้องลูกไม่มีพ่อในยุคโบราณ และใครๆ ต่างก็รังเกียจ มิหนำซ้ำแม่เลี้ยงใจร้ายก็ยังจ้องแต่จะขายลูกชายนางเพื่อชดใช้หนี้อีก…

ข้อมูลเบื้องต้น

เมียอ้วนมีไร่มีนา

农家肥妻有点田

ผู้เขียน หลินตงอี่จื้อ 凛冬已至

ผู้แปล ไผ่กวนอิม

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Camellia Novel

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"เป็นเพราะเกิดการระเบิดในขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจ จึงทำให้เธอ…หัวหน้าสายลับหญิงแห่งศตวรรษที่ 21 ได้ข้ามมิติมาเป็นหญิงอ้วนอัปลักษณ์ยากจนที่ไม่มีใครชอบในยุคโบราณ

ซ้ำยังมีเจ้าซาลาเปาตัวน้อยแถมมาอีกด้วย…

นาง…ที่ใครๆ ต่างก็ดูถูกและรังเกียจว่าเป็น ‘นังอ้วนอัปลักษณ์’ ท้องลูกไม่มีพ่อ

แต่หัวหน้าสายลับอย่างนางย่อมไม่ยอมอยู่เฉยๆ ให้ผู้อื่นรังแกอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ!

…รังเกียจว่านางเป็น ‘นังอ้วนอัปลักษณ์’ กันนักใช่ไหม

เดี๋ยวนางจะลอกคราบนังอ้วนให้กลายเป็นนางเซียนผู้งดงามในแดนมนุษย์ให้ดู

นางไม่เชื่อหรอกว่าตนจะไม่สามารถเลี้ยงลูกให้ดีและเอาตัวรอดในยุคนี้ได้ เพราะนางมีสร้อยข้อมือมิติ ทักษะการแพทย์ ยาพิษและศิลปะการต่อสู้แบบโบราณเป็นตัวช่วยในการบุกเบิกเส้นทางจนกลายเป็นเจ้าแม่ธุรกิจ"

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Camellia Novel

ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

《农家肥妻有点田》
Author: 凛冬已至 1 Lin Dong Yi Zhi 1
Copyright ⓒ 2021 by COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Thai (language) Translation Copyright ⓒ 2023 by Amarin Corporations Public Company Limited, Ltd.
This Thai edition is published by arrangement with COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Arranged through Beijing Wenxin Wenchuang Technology Co., Ltd. (北京文心文创科技
有限公司) & Pelican Media Agency Ltd., Taiwan
All rights reserved

Ebook จะทยอยออกหลังจากลงรายตอนค่ะ

ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Camellia Novel

ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ

ทะลุมิติ

ณ เมืองถง

หมู่บ้านเค่าซาน

ในช่วงปลายฤดูฝนย่างเข้าต้นฤดูร้อน เสียงจักจั่นเรไร

ลานบ้านใกล้ตีนเขา จู่ๆ ก็มีหญิงชราสีหน้าดุดัน เดินเข้ามาพร้อมกับไม้ที่อยู่ในมือ “นังอ้วน เจ้ารีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ นังสารเลว ปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่หรือไม่ ข้าให้เจ้าขายไอ้ลูกไม่มีพ่อนั่นเจ้ายังกล้าแย่งคืนไปอีก เช่นนี้ข้าจะต้องตีเจ้าให้ตาย”

“ท่านย่า ท่านแม่ข้ายังป่วยอยู่ ท่านจะตีนางไม่ได้นะขอรับ!”

“ไสหัวออกไปเจ้าเด็กชั้นต่ำ ช่างเป็นที่อับอายขายขี้หน้าเสียจริง” หญิงชราใช้แรงผลักเด็กน้อยล้มลงกับพื้นอย่างโหดเหี้ยม

เสียงร้องของเด็กน้อยและเสียงก่นด่าของหญิงชราทะลุผ่านเข้ามาในหูของหญิงสาวที่นอนหมดลมหายใจอยู่บนเตียง แต่แล้วจู่ๆ หญิงสาวก็เปิดเปลือกตาขึ้น

ซ่งสือชูมองสภาพแวดล้อมที่แปลกตารอบๆ ตัวอย่างตั้งอกตั้งใจ กระท่อมมุงจาก พื้นดินโคลน บ้านเหลือแต่ผนังสี่ด้าน ถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือไม่เหลืออะไรเลย

แล้วนางก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ศีรษะ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตัวเองหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามา นี่นางทะลุมิติมาหรือ

นางเป็นหนึ่งในสายลับที่แข็งแกร่งที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้แบบโบราณ ถนัดเรื่องยาพิษ แต่กลับมาถูกระเบิดตายในภารกิจจนได้ ครั้นลืมตาขึ้นมาก็กลายเป็นหญิงท้องก่อนแต่ง สาวชาวนาที่ทั้งอ้วนทั้งอัปลักษณ์ มีนิสัยแปลกประหลาด และขี้อาย หนำซ้ำยังถูกขับไล่ออกจากบ้านอีกด้วย

“ท่านแม่ ตื่นแล้วหรือ ยังปวดหัวอยู่หรือไม่ขอรับ “เจ้าซาลาเปาน้อยที่กำลังโต้เถียงกับหญิงชรารีบวิ่งมาอยู่ข้างเตียงจ้องนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

เมื่อก่อนซ่งสือชูเป็นเด็กกำพร้า นางไม่เคยแม้แต่จะได้รับการดูแลและความอบอุ่นจากครอบครัวมาก่อน สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเจ้าก้อนแป้งน้อยทำให้นางก็ทำอะไรไม่ถูก

เด็กน้อยตรงหน้าชื่อซ่งอวิน เป็นบุตรชายของเจ้าของร่างเดิม ตัวไม่สูง ผอมแห้งแรงน้อย เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งมีรอยปะชุนเต็มไปหมด แต่ใบหน้ากลับประณีตหล่อเหลาคมคาย

“นังสารเลวยังมีหน้าตื่นขึ้นมาอีกรึ กว่าข้าจะเจรจาสำเร็จมันไม่ง่ายเลยนะ แต่บัดนี้กลับถูกเจ้าทำลายทิ้งไม่มีชิ้นดี ถ้ายังมีสติอยู่ก็รีบเอาไอ้ลูกไม่มีพ่อนั่นไปขายซะ!” หญิงชราคือมารดาเลี้ยงชื่อเฉิงซื่อ นางก่นด่าออกมาสองสามประโยค ต่อหน้าสายตาที่เย็นชาของซ่งสือชู

ในใจก็กระวนกระวาย รีบเอากระบองฟาดลงไปที่หัวของซ่งสือชูทันที

ซ่งสือชูมองกระบองที่ฟาดลงมาใกล้ถึงหัวเต็มที แล้วยิ้มเยาะออกมา นางในตอนนี้ไม่ใช่หญิงสาวชาวนาตัวอ้วนที่จะให้ผู้อื่นรังแกได้อีกต่อไปแล้ว แล้วจะให้มนุษย์ป้าในหมู่บ้านมารังแกตนได้ยังไงกันล่ะ

ซ่งสือชูคว้ากระบองและใช้แรงรั้งแล้วเหวี่ยงออกอย่างรวดเร็ว ร่างของเฉิงซื่อกระเด็นลอยออกไป ได้ยินเพียงเสียงดังปัง เฉิงซื่อก็กระแทกลงกับมุมผนังห้องเสียแล้ว

เฉิงซื่อขดอยู่มุมผนังห้อง โกรธจนแทบจะเคี้ยวฟันให้แหลกละเอียด คิดไม่ถึงว่าซ่งสือชูจะกล้าโต้ตอบนาง

คนสถุนก็เป็นคนสถุนอยู่วันยังค่ำ ปีกกล้าขาแข็งแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะกล้าทำร้ายตน “ข้าจะตีคนชั้นต่ำเช่นเจ้าให้ตาย!” ในขณะที่เฉิงซื่อกำลังจะลุกขึ้นต่อสู้ แต่ซ่งสือชูกลับลงจากเตียงและเดินมาอยู่ตรงหน้านางเสียแล้ว

ไม่รอให้เฉิงซื่อได้สติตอบกลับ ซ่งสือชูบีบคออีกฝ่ายไว้แน่น ที่เจ้าของร่างเดิมป่วยตายก็เพราะเฉิงซื่อ สุดท้ายเฉิงซื่อไม่เพียงไม่ช่วยพาเจ้าของร่างเดิมไปหาหมอ แถมยังอาศัยตอนที่เจ้าของร่างเดิมป่วยขายบุตรชายของนางอีก นังงูพิษสมควรตาย เห็นสีหน้าของเฉิงซื่อเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ สองเท้าถอยไปข้างหลัง ตาเหลือกโปน ซ่งสือชูรีบสะบัดมือของตัวเองออกทันที

หยิบผ้ามาเช็ดมือราวกับรังเกียจความสกปรกนั้น

ถึงจะสมควรตาย ก็ไม่สมควรตายในเงื้อมมือนาง มือสะอาดสะอ้านคู่นี้ จะทำให้แปดเปื้อนมิได้

นางจ้องเฉิงซื่อที่หายใจพะงาบๆ นิ่งแล้วพูดอย่างเชื่องช้า “วันที่มีข้าอยู่ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้ารังแกพวกข้าสองคนแม่ลูก ตอนนี้…” ซ่งสือชูชี้นิ้วไปที่ประตู “รีบไสหัวออกไปซะ!!”

เฉิงซื่อรู้ดีว่าวันนี้นางเอาเงินสิบสองตำลึงคืนมาไม่ได้แล้ว จึงทำได้เพียงจ้องซ่งสือชูตาเขม็ง จากนั้นก็ลุกจากพื้นและวิ่งออกไปด้านนอก วิ่งไปพร้อมกับพรั่งพรูคำก่นด่าสารพัด “เจ้ารอเลยนะ ไม่ช้าไม่นานข้าจะจัดการเจ้า”

“…” ทำไมชอบรนหาที่ตายดีนัก คิดว่านางจะกลัวหรือไร

ซ่งสือชูถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง ลูบหัวที่กำลังปวดตุบอยู่

หันหน้ากลับไปมอง เห็นบุตรชายของเจ้าของร่างเดิมจ้องนางตาโต ซ่งสือชูขมวดคิ้ว ในใจเกิดรู้สึกเสียใจขึ้นมา นางเพิ่งจะใช้ความรุนแรงไป เด็กน้อยเล็กถึงเพียงนี้เห็นการกระทำนั้นไม่รู้ว่าจะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่นะ ลืมคิดไปเลย น่าจะพานังเฒ่าเจ้าเล่ห์ไปให้พ้นจากสายตาเด็กน้อยก่อนแล้วค่อยจัดการดีกว่า

บนใบหน้านางมีรอยยิ้มแข็งทื่อ คิดว่าควรให้คำปรึกษาทางด้านจิตใจกับเจ้าซาลาเปาน้อยสักหน่อยแล้ว

แต่ ไม่รอให้ซ่งสือชูได้เปิดปากพูด เสียงชอบอกชอบใจของเด็กน้อยก็ดังเข้ามาข้างหู “ท่านแม่ สุดยอดเลย ท่านเก่งกาจมากเพียงนี้ ภายหน้าเราสองคนก็จะไม่ถูกผู้อื่นรังแกอีกแล้วขอรับ “

“เก่งกาจหรือ”

“ใช่ เก่งกาจมากขอรับ สุดยอดมาก พอท่านทำอย่างนี้ ฮึ่ย ฮึ่ย ฮ่า ท่านย่าก็ตกใจจนหนีไปเลยขอรับ” เจ้าซาลาเปาน้อยทั้งพูดและทั้งทำท่าทางประกอบไปด้วย ทำท่าเข้าท่าเข้าทาง ฝีมือการเลียนแบบไม่เลวเลย

“ท่านแม่ท่านไม่สบายอยู่ นอนลงก่อนเถอะ ข้าจะอุ่นหมั่นโถวให้กินขอรับ” ไม่รอมารดาตอบกลับ เจ้าซาลาเปาน้อยก็วิ่งออกไปแล้ว

“…” ซ่งสือชูมองเด็กน้อยด้วยความรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ถอนหายใจในใจเงียบๆ สภาพจิตใจของเจ้าเด็กคนนี้ดีเกินไปสินะ

นางนอนอยู่บนเตียง เงยหน้าขึ้นไปมอง หลังคาข้างบนมีรูอยู่ กันยุงไม่ได้ กันลมฟ้าลมฝนได้ไม่ดี สถานที่ผุพังเช่นนี้เจ้าของร่างเดิมอยู่มาได้ยังไงตั้งนาน

โชคดีที่ตอนนี้อากาศแจ่มใส ถ้าหากฝนตกล่ะก็ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะย่ำแย่แค่ไหน มีเวลาคงต้องซ่อมแซมเสียหน่อยแล้ว

พื้นที่ในลานบ้านไม่เล็กเท่าไรนัก ปลูกพุทธาไว้สองต้น มีแปลงผักและผลไม้ที่ปลูกระเกะระกะไว้ที่ซอกมุม เช่นแตงกวา ผักใบเขียว ถั่วแดง ขึ้นฉ่าย หอมแดง และทานตะวัน

ลานเล็กๆ มีรั้วล้อมรอบ และถ้ามีคนเข้ามาก็จะมองเห็นได้จากหน้าต่าง

ยากจน ยากจนเกินไปแล้ว

หญิงสาวทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ จากนั้นก็เริ่มครุ่นคิดถึงวันข้างหน้า ยกมือขึ้นลูบหัวที่กำลังหนักอึ้งของตน แต่สายตากลับถูกสร้อยข้อมือบนข้อมือดึงดูด ใบหน้าของนางประหลาดใจเล็กน้อย สร้อยข้อมือนี้ช่างคุ้นเหลือเกิน แต่ไม่ใช่เส้นที่ใส่บนข้อมือในชาติที่แล้ว หรือว่าสร้อยข้อมือจะทะลุมิติมาพร้อมกับนาง

สร้อยข้อมือเส้นนี้เป็นรางวัลที่ได้รับจากภารกิจในการไล่ตามสมบัติของชาติ เมื่อสวมไว้บนข้อมือจะรู้สึกอบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน และนางก็ไม่เคยถอดออกจากข้อมือสักครั้งเลย

สำรวจสร้อยข้อมือสักพัก แล้วนึกถึงเรื่องราวเมื่อชาติที่แล้ว จู่ๆ ก็มีอาการเวียนหัว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ซ่งสือชูรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่สถานที่ลึกลับและแปลกตา

ได้กลิ่นอันหอมหวานในอากาศ มีเสียงน้ำไหลดังมา ตรงหน้าเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มองไปรอบๆ ก็พบว่าตัวเองอยู่ในป่าไผ่ ท้ายป่าไผ่ยังมีลานเล็กๆ ลานหนึ่ง เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างชัดเจนแล้ว แววตาของซ่งสือชูก็มีประกายความสงสัยขึ้น นี่ที่ไหนกัน ทำไมชั่วพริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงนี้ได้

ซ่งสือชูกำลังจะสำรวจสถานที่แห่งนี้ จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก “ท่านแม่ แป้งไส้ผักทำเสร็จแล้ว รีบมากินเร็วขอรับ”

หญิงสาวตกอกตกใจ ในสมองมีแต่ความคิดที่ว่าหากว่าเจ้าซาลาเปาน้อยไม่เห็นนาง เด็กน้อยจะร้อนอกร้อนใจขนาดไหนไม่รู้ จึงต้องรีบหาเจ้าซาลาเปาน้อยให้เจอก่อน ตอนนี้เองตรงหน้านางมืดมิดไปหมด ลืมตาอีกทีก็ย้อนกลับมาอยู่ในห้องดังเดิมแล้ว

บ้านผุๆ พังๆ หลังเดิมที่คุ้นเคย กับเจ้าเด็กน้อยที่คุ้นเคย

เป็นไปได้หรือไม่ว่าสถานที่ที่เพิ่งไปเมื่อสักครู่จะเป็นมิติในตำนาน

ตอนนี้เองที่ซ่งอวินเดินเข้ามาข้างในพร้อมกับส่งก้อนแป้งร้อนๆ ให้มารดา ซ่งสือชูจัดการอารมณ์ แล้วข่มความสงสัยในใจ ค่อยสำรวจพื้นที่แห่งนี้ในเวลากลางคืนที่ไม่มีใครอยู่

ซ่งสือชูรับแป้งปั้นมาชิม แป้งปั้นก้อนสีเขียวมีรสขมเล็กน้อย เนื้อแป้งหยาบ รูปร่างดูไม่น่าอร่อย แต่ว่าร่างกายของเจ้าของร่างเดิม ทั้งอ้วนตุ๊ต๊ะทั้งกินเยอะ ตอนเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง อดถึงตอนนี้ก็กำลังหิวโซพอดี แป้งปั้นสองลูกนางใช้เวลาไม่นานก็กินไปมากกว่าครึ่งแล้ว

เมื่อเด็กน้อยเห็นมารดากินแป้งปั้นของตัวเองเข้าไปด้วย สีหน้าบนใบหน้าเล็กๆ ของซ่งอวินก็ชะงักไป เขาลูบท้องที่กำลังหิวของตัวเอง อยากจะพูดอะไรออกมา แต่พอเห็นสีหน้าซีดเหลืองของผู้เป็นมารดา คำพูดที่อยู่ในปากก็พูดไม่ออกเสียแล้ว

จึงหมุนตัวเดินออกจากลานบ้านไป ไม่ใช่แค่แป้งปั้นสองก้อนเองหรือ กินหมดก็ทำใหม่ จะเป็นไรไป

เขาเก็บผักสวนครัวมาจากลานบ้านมาสองสามอย่าง เดินไปข้างบ่อน้ำ ใช้เชือกดึงถังไม้ใส่น้ำขึ้นมาหนึ่งถัง เอาผักที่เก็บมาล้างให้สะอาด แล้วกลับมาที่กระท่อม ขึ้นไปเหยียบบนก้อนหินและใช้ใบมีดบิ่นหั่นผักไปสองสามที ใส่รำข้าวหนึ่งกำมือลงไปในผัก วางลงในหม้อ และจุดไฟนึ่ง

เด็กชายวัยห้าขวบ แต่ส่วนสูงราวกับเด็กอายุสามขวบ แต่พอทำอะไรขึ้นมากลับมีระเบียบเรียบร้อยเพียงนี้ ซ่งสือชูรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย กินแป้งปั้นที่เหลืออีกครึ่งในมือไม่ลงแล้ว เด็กน้อยน่าจะเตรียมแป้งปั้นก้อนนี้ให้ตัวเองสินะ

จับปลาในแม่น้ำ

มองเจ้าซาลาเปาตัวน้อยที่มเหตุผลใช้ชีวิตอย่างตั้งใจแถมยังรู้เรื่องและเฉลียวฉลาดนั้นแล้ว หลังจากนี้ซ่งสือชูตัดสินใจว่าจะดูแลซ่งอวินเป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ให้เจ้าเด็กน้อยได้ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลทั้งเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์และเรื่องอาหารกับข้าวกับปลา

คิดถึงมาถึงตรงนี้ ก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เช็ดน้ำตาที่หางตา นางร้องไห้เหรอ เป็นไปไม่ได้ น่าจะเป็นความรู้สึกหมกมุ่นครุ่นคิดของเจ้าของร่างเดิมเสียมากกว่า คิดให้ดีๆ ก็จะรู้ว่า ความคิดของนางเมื่อครู่เป็นสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมซ่อนไว้ในร่างนี้แล้วสะท้อนกลับมา ต้องดูแลเจ้าเด็กน้อยคนนี้ให้ดีที่สุด

เดิมทีเป็นเพียงความรู้สึกในใจ แต่ตอนนี้ ซ่งสือชูยอมรับเด็กคนนี้แล้วจริงๆ

ซ่งอวินที่นึ่งแป้งปั้นผักจนสุกแล้วเงยหน้ามองผู้เป็นมารดา “ท่านแม่ ท่านร้องไห้หรือขอรับ”

“ไม่ได้ร้อง ลมพัดทรายเข้าตาน่ะ” ซ่งสือชูเม้มปากส่ายหน้าไปมา

“…” ลมพัดแล้วหรือ ผู้ใหญ่ช่างชอบหาข้ออ้างให้ตัวเองเสียจริง ยอมรับว่าร้องไห้มันยากตรงไหนกัน ซ่งอวินวัยห้าชวบกัดแป้งปั้นในมือต่อ

กัดแป้งปั้นหมดหนึ่งลูก ได้ยินเสียงของซ่งสือชูถามขึ้น “กินอิ่มหรือยัง”

ซ่งอวินส่ายหัวราวกับกลองป๋องแป๋งก็ไม่ปาน “…ไม่หิวแล้วขอรับ”

คำตอบของเด็กน้อยน่าสนใจยิ่งนัก ไม่หิวแล้ว ไม่ใช่กินอิ่มแล้ว งั้นแสดงว่ายังหิวอยู่

ซ่งสือชูเลิกคิ้วจับเนื้อหนังบนร่างกายของตัวเอง ทั้งอ้วนและมีไขมันเยอะ แถมเนื้อยังกลวงมากเสียด้วย ร่างกายนี้ช่างแปลกประหลาด จากความทรงจำที่ผุดเข้ามาในสมองก็รู้ว่า ก่อนนางจะตั้งท้อง เจ้าของร่างเดิมเป็นดอกไม้งามที่รู้จักกันไปทั่วทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้าน แม้แต่บัณฑิตในหมู่บ้านยังเล่นหูเล่นตาใส่นาง สุดท้ายนางเลอะเลอะเลือนจนถูกทำร้ายร่างกาย

หลังจากคลอดลูกแล้วนางก็ทั้งดำทั้งอ้วนทั้งบวมอย่างแปลกประหลาด! หากมีเวลาต้องวินิจฉัยปัญหาที่อยู่ในนี้สักหน่อยแล้ว “พาเจ้าไปจับปลามาต้มน้ำแกง ไปหรือไม่”

“จับปลาหรือขอรับ” ซ่งอวินคิดว่าตัวเองฟังผิดไป ท่านแม่ของเขาคนนี้ไม่เคยจับปลาเลยสักครั้ง นางป่วยจนอยากกินปลาเชียวหรือ

“อืม” ซ่งสือชูพยักกหน้ารับ บ้านพวกนางอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากบ้านของคนในหมู่บ้าน แต่ว่าอยู่ใกล้กับแม่น้ำ กินปลาช่วยเสริมสร้างร่างกาย แถมยังช่วยให้ได้ออกกำลังกายอีกด้วย รอร่างกายดีขึ้นบ้างแล้วจะไปจับหมูป่าบนภูเขา

ขยันอดทนสักหน่อย เป็นไปไม่ได้ว่าแค่เจ้าเด็กน้อยคนเดียวนางจะเลี้ยงให้ดีไม่ได้

“ปลาตอบสนองได้ไวกว่าท่าน ท่านจับไม่ทันหรอกขอรับ” คำพูดตรงไปตรงมาที่ออกจากปากของเด็กน้อย

“…” ซ่งสือชูรู้สึกเหมือนโดนมีดแทงเข้ามากลางใจ คำพูดไร้รูปแต่สามารถฆ่าคนได้จริงๆ มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อย มองไปยังเจ้าเด็กน้อย ที่ผอมแห้ง แผ่นหลังยืดตรง ในแววตาเต็มไปด้วยความตั้งอกตั้งใจ

เห็นแววตาเช่นนี้แล้ว นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไร้ประโยชน์ที่มาจับปลาเสียจริง อีกนิดเดียวซ่งสือชูก็จะทนไม่ไหวแล้ว ดีที่เขาเป็นบุตรชายของนาง ถึงจะทนไม่ได้แต่ก็ต้องทน “จับปลาก็เอาไปทำแกงปลา แกงปลากลิ่นหอมหวน อยากกินหรือไม่”

ซ่งอวินจ้องมารดาตาปริบๆ “ต้มแกงปลา ท่านแม่คงไม่แอบย่องเอาปลาไปส่งบ้านบัณฑิตเงียบๆ ใช่หรือไม่ขอรับ”

ประวัติไม่ดีของเจ้าของร่างเดิม นางมาใช้ร่างนี้ต้องเป็นแพะรับบาปไปก่อน ซ่งสือชูพยักหน้ารับ สีหน้าเหมือนถูกเหยียดหยาม “ไม่ส่งแล้ว บัณฑิตคนนั้นข้าเลี้ยงเขามาตั้งนานแต่ก็ยังผอมแห้งแรงน้อยอยู่เลย ป่วยครั้งนี้เกือบได้เจอยมบาลเสียแล้ว แม่ของเจ้าคิดได้แล้ว ถึงจะหาชายหนุ่มก็ต้องหาชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสัน ผอมแห้งเกินไปไม่ได้ แม่ไม่ชอบเขาแล้วล่ะ”

“ในที่สุดท่านแม่ก็เข้าใจเสียทีขอรับ” ซาลาเปาตัวน้อยถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง ถึงแม้ในใจยังสงสัยอยู่บ้าง แต่ว่าคำพูดของมารดาที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เป็นเรื่องดีก็ต้องส่งเสริม ตอนนี้เขาไม่สามารถพูดในสิ่งที่คิดออกมาโต้งๆ ได้ “เช่นนั้นข้าจะไปจับปลา ท่านแม่เป็นสตรีแถมยังบาดเจ็บอีก ท่านพักผ่อนอยู่บ้านเถิดขอรับ”

เด็กน้อยไม่กี่ขวบไปริมแม่น้ำตามลำพัง นั่นมันเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิตเลยนะ ซ่งสือชูไม่วางใจที่เจ้าซาลาเปาตัวน้อยเดินไปที่ริมแม่น้ำคนเดียว นางจึงเดินตามหลังเด็กน้อยไปไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไรนัก

จนเดินมาถึงริมแม่น้ำ ซ่งสือชูถึงเดินเข้าใกล้เด็กน้อย แล้วขึ้นไปยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่ก้อนเดียวกัน แม่น้ำใสสะอาด ปลาที่แหวกว่ายในน้ำไม่เยอะเท่าไร แต่แหวกว่ายอย่างรวดเร็ว มิน่าล่ะเจ้าเด็กน้อยถึงบอกว่านางจับไม่ได้หรอก

เจ้าซาลาเปาตัวน้อยเงยหน้ามองมาซ่งสือชู ใบหน้าเล็กๆ มีประกายของความจนใจ ท่านแม่ไม่สบายก็ยังตามออกมา หรือว่าความสามารถของเขายังมีไม่มากพอ ไม่สามารถดูแลท่านแม่ให้แข็งแรงได้กันนะ

สีหน้าเด็กน้อยหม่นหมองถือฉมวกไม้ยืนอยู่บนก้อนหิน ทันทีที่เห็นปลา ฉมวกในมือก็แทงลงไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางการจับปลาคล่องแคล่วช่ำช่องราวกับเป็นมืออาชีพ

แต่ถึงอย่างนั้น ไม่รู้ว่าปลาฉลาดเกินไป หรือว่าทักษะของซ่งอวินยังไม่มากพอ แทงลงไปไม่โดนตัวปลาสักตัวเลย

……

ปลาว่ายหนีไปแล้ว และเจ้าซาลาเปาตัวน้อยก็ตกลงไปในน้ำด้วยเช่นกัน

ฤดูร้อนดวงอาทิตย์สาดแสงแรงกล้า เด็กน้อยลอยตุ๊บป่องๆ ผุดขึ้นเหนือน้ำสองครั้ง แล้วค่อยๆ ว่ายขึ้นมาจากน้ำ ร่างกายทั้งเล็กทั้งผอม แต่ท่าว่ายน้ำนั้นกลับร้ายกาจยิ่ง เด็กน้อยขึ้นมายืนบนก้อนหินอีกครั้ง เม้มมุมปาก กำฉมวกไม้เอาไว้ จ้องมองลงไปในแม่น้ำต่อ

ซ่งสือชูแย่งฉมวกไม้ในมือเด็กน้อยมา “ดูแม่นะลูก”

พูดอย่างระมัดระวังแล้วจ้องลงไปในน้ำนิ่ง เห็นปลาว่ายผ่านมา ฉมวกไม้ในมือก็แทงลงไปในน้ำทันที แม่น้ำเกิดระลอกน้ำ และเริ่มย้อมด้วยสีแดง ปลาหนึ่งตัวถูกแทงกลางลำตัว

นางดึงฉมวกแทงปลาขึ้นมา แล้วโบกให้ซ่งอวินดู “ปลาตะเพียน แม่เก่งมากใช่หรือไม่“

“ขอรับ เก่งกาจยิ่งขอรับ” ซ่งอวินพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็รับปลามาเก็บไว้ และเริ่มดูมารดาจับปลาต่อ

ทุกครั้งที่ฉมวกจับปลาแทงลงไป ก็จะมีปลาติดขึ้นมาด้วยเสมอ ตัวเล็กที่สุดหนักเกือบหนึ่งชั่ง ตัวใหญ่ที่สุดหนักราวสามสี่ชั่งได้ เด็กน้อยตกตะลึง เขาไม่เคยรู้เลยว่ามารดาของเขาจะมีทักษะการจับปลาเช่นนี้ด้วย

หิ้วปลาหกเจ็ดตัวในมือ ซ่งอวินรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต เขาหิ้วไม่ไหวแล้ว ใบหน้าแดงก่ำ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ยอมวางปลาลงกับพื้น ต้องถือปลาไว้ในมือ ถึงจะสบายใจและถึงจะอุ่นใจ

ซ่งสือชูจับปลาขึ้นมาอีกหนึ่งตัว มองเห็นท่าทีเล็กๆ ของซ่งอวิน ก็วางฉมวกในมือลงแล้วสาวเท้าเดินไม่กี่ก้าวมาหยุดอยู่ข้างกายเจ้าซาลาเปาตัวน้อย ยกปลาที่อยู่ในมือเด็กน้อยมา “อยากเรียนวิธีจับปลากับแม่หรือไม่”

“อยากขอรับ” ซ่งอวินพยักหน้าสีหน้าจริงจัง

“อยากจับปลานอกจากตาไวมือไว ร่างกายต้องแข็งแรงด้วย มือเท้าต้องสัมพันธ์กัน เจ้าน่ะ ตอนนี้ยังตัวเล็กเกินไป ต้องบำรุงก่อนรอให้ร่างกายกำยำและตัวสูงขึ้นแล้ว ถึงจะเรียนรู้ทักษะนี้ได้” นางพูดไปก็ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ให้ตัวเองไปด้วย ทุกวันนี้นอกจากกินให้ท้องของนางอิ่ม ยังต้องสอนประสบการณ์ชีวิตให้เจ้าซาลาเปาน้อยไปด้วย

เด็กน้อยเฉลียวฉลาดเพียงนี้ ถ้าหากใช้แววตาเคารพเลื่อมใสมองนางละก็…ฮี้ แค่คิดก็รู้สึกมีความสุขแล้ว

ซ่งอวินมองสายตาอันว่างเปล่าของซ่งสือชู จู่ๆ ตัวเขาก็สั่นขึ้นมา

แววตาแบบนี้คุ้นเคยเสียเหลือเกิน จำได้ตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ ตอนที่ท่านลุงซื้อลูกหมูเขาก็ใช้สายตาเช่นนี้จ้องมองเจ้าหมูน้อยเช่นกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านแม่จะเลี้ยงเขาเยี่ยงลูกหมู!

รอลูกหมูโตแล้ว ก็ฆ่ากินเนื้อ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ซ่งอวินก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมา เดินตามหลัง มือและเท้าขยับเป็นจังหวะเดียวกันกับซ่งสือชู

การเปลี่ยนแปลงของเด็กน้อยที่เดินตามมาด้านหลังนั้นซ่งสือชูมองเห็นอยู่ตลอด เด็กน้อยกลอกตาไปมาไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่เช่นกัน แถมยังทำให้ตัวเองตกใจเสียอีก เด็กน้อยเช่นนี้ บางเวลาก็ช่างน่าสนใจเสียจริง

กลับมาถึงลานบ้านตีนเขา ซ่งสือชูก็หยิบมีดทำครัวมาขอดเกล็ดปลาอย่างคล่องแคล่ว จัดการเครื่องใน จุดไฟตั้งกระทะ เตรียมของครบเสร็จสรรพ ก็เริ่มคุ้ยหาของในบ้าน ใส่เกลือหนึ่งหยิบมือ ไม่มีพริกไทยสมุนไพรผงยี่หร่า หันหน้าไปมองเด็กน้อย “น้ำมันบ้านเราล่ะ”

ซ่งอวินเบ้ปาก บ่นพึมพำ “ท่านแม่ ความทรงจำเลอะเลือนไปหมดแล้วหรือไร บ้านเรามีน้ำมันที่ใดกันขอรับ”

กู้สถานการณ์กลับมา

“…” ไม่มีน้ำมันแล้วจะทอดปลาได้อย่างไร ถ้ารู้เร็วกว่านี้จะขึ้นเขาไปล่าหมูป่า เช่นนั้นเนื้อก็มี น้ำมันก็มีแล้ว อาจจะเหลือเนื้อเอาไปแลกเป็นเงินได้ “ช่างเถอะ ข้าจะไปยืมน้ำมันสักหน่อย”

ได้ยินคำพูดของมารดาแล้ว เด็กน้อยก็วิ่งตึงตังออกมา ใบหน้านุ่มนิ่มเต็มไปด้วยความจนใจ “ท่านแม่ ไม่มีผู้ใดให้ท่านยืมหรอกขอรับ”

“เจ้าเด็กคนนี้เป็นอะไรไป” ได้อยู่ด้วยกันนานขึ้น ซ่งสือชูค้นพบว่าบุตรชายของนาง เวลาเฉลียวฉลาดก็จะเป็นเทวดาตัวน้อย เวลาปากร้ายขึ้นมาก็ไม่น่าให้อภัยเอาเสียเลย คำพูดคำจาเต็มไปด้วยขวากหนามแหลมคม เด็กผู้ชายต้องใจใหญ่ เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ดีแน่

ซ่งอวินมองตาปริบๆ “ท่านแม่ ข้าพูดจริงๆ เหตุใดท่านไม่เต็มใจฟัง ท่านจะไปยืมบ้านผู้ใดได้ขอรับ หมู่บ้านของเรามีแค่ท่านลุงที่จะช่วยท่านได้ หากยังไปบ้านท่านลุงอีก ท่านป้าสะใภ้ได้ไล่ตะเพิดท่านลุงออกจากบ้านเป็นแน่ขอรับ”

ซ่งสือชูเคาะหัวตัวเอง รู้ว่าสิ่งที่เจ้าเด็กน้อยพูดเป็นเรื่องจริง หลายปีมานี้ พี่ชายแท้ๆ ของนางคนนี้แอบช่วยเหลือนางอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด พี่สะใภ้จะแค้นเคืองก็เข้าใจได้อยู่หรอก

เจ้าของร่างเดิมอยู่ไม่เป็นสินะ นางต้องรู้ว่าความรู้สึกต้องได้รับกันทั้งสองฝ่ายถึงจะอยู่กันได้นาน ในบ้านมีของดีๆ ไม่เคยคิดถึงพี่ชายเลย แต่กลับส่งไปให้บ้านของบัณฑิต ผลคือบัณฑิตมองนางด้วยสายตารังเกียจทุกครั้ง ไม่เคยนึกถึงความดีของนางเลย

“ข้าจะเอาปลาไปแลกกับท่านป้าสะใภ้ของเจ้า” พูดจบก็ถือปลาสองตัวในบ้านและมุ่งหน้าไปบ้านซ่งรุ่ยเสียงพี่ชายคนรองของเจ้าของร่างเดิมทันที

ลานบ้านทำด้วยอิฐสีน้ำเงินและปูกระเบื้องสีแดง บ้านหลังนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในบ้านที่ดีที่สุดในหมู้บ้านเลยก็ว่าได้ สร้างกำแพงไว้ตรงกลาง และมีประตูอยู่ตรงกลางกำแพง คนที่อาศัยอยู่ด้านหลังกำแพงคือเฉิงซื่อกับซ่งเต๋อเถียนบิดาผู้เฒ่าของเจ้าของร่างเดิม ส่วนพี่ชายคนรองของเจ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่กำแพงด้านนี้

เมื่อนางเดินเข้าไปในลานบ้านก็เห็นเด็กน้อยสองคนนั่งยองๆ เล่นดินโคลนอยู่มุมกำแพงทางทิศใต้ หนึ่งในนั้นอายุมากกว่าหน่อยเป็นบุตรสาวคนโตของซ่งรุ่ยเสียง ชื่อซ่งเถียน

ซ่งสือชูเอ่ยปากถาม “เถียนเถียน ท่านแม่เจ้าล่ะ”

สาวน้อยลุกขึ้นมา เมื่อเห็นซ่งสือชู ก็รีบไปซ่อนอยู่ด้านหลัง “…ท่านแม่ อาเล็กมาบ้านเราอีกแล้วเจ้าค่ะ” ตะโกนจบก็มองนางอย่างระแวดระวัง

เส้นเลือดดำบนหน้าผากของซ่งสือชูเต้นตุบๆ แววตาของหลานสาวตัวน้อย ทำให้นางรู้สึกว่าการมีอยู่ของนางช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมเสียจริง

หวนคิดอย่างละเอียด เจ้าของร่างเดิมช่างเยี่ยมยอดเสียจริง แย่งซาลาเปาเนื้อของเด็กน้อย กระชากดอกไม้ประดับศีรษะของผู้อื่น ซาลาเปาที่แย่งมาก็เอามาให้บุตรชายตนกิน ส่วนดอกไม้ประดับศีรษะใช้ตอนเจอบัณฑิต ค่อยๆ หวนคิดกลับไป หนังศีรษะนางก็เริ่มชาขึ้นเรื่อยๆ

เจ้าของร่างเดิมเป็นนางฟ้าแบบไหนกันแน่ รักลูกแต่ก็ไม่ควรรักด้วยวิธีแบบนี้ นางเป็นแบบนี้ไป แต่พี่รองซ่งรุ่ยเสียงยังคงดูแลนางอย่างดี คิดไม่ถึงเลยจริงๆ

ซูซื่อรีบเดินออกมาจากห้องครัว มองดูเด็กน้อยสองคนที่ยืนอยู่ข้างกัน ดูจนแน่ชัดแล้วว่าลูกๆ ของนางไม่ได้โดนรังแก ก็รู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย สายตามองมาที่ซ่งสือชูและถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เจ้ามาทำอะไร”

เจ้าของร่างเดิมสร้างเรื่องไว้ นางจึงจำเป็นต้องยอมรับ ถึงท่าทีของซูซื่อจะไม่ดีนัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ยอมให้ซ่งรุ่ยเสียงช่วยเหลือนาง ก็ยังถือว่าให้การช่วยเหลือคนที่หลงผิด “พี่สะใภ้รอง วันนี้ข้าจับปลามาสองตัว จึงเอามาแลกน้ำมันหมูกับท่านสักหน่อย”

“เจ้ายังรู้ว่าต้องเอาของมาแลกด้วย ช่างไม่ง่ายเลย เจ้ารอเดี๋ยว” ซูซื่อรับปลาจากมือซ่งสือชู นางตักน้ำมันช้อนหนึ่งลงในชาม แล้วถือออกมาส่งให้ซ่งสือชู

แลกเปลี่ยนสำเร็จ ซ่งสือชูแลกได้น้ำมันมาแล้วก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนี้ถ้ามีเรื่องอะไรก็ยังมาหาคนบ้านนี้ได้อยู่

นางประคองถือชามน้ำมันเดินออกจากบ้านของซ่งรุ่ยเสียง

กลับมาถึงประตูบ้านของตนเอง เห็นว่าประตูรั้วพังระเนระนาด เดินเข้าไปในบ้านสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ลานบ้านกระจัดกระจาย ปลาไม่อยู่แล้ว เด็กน้อยก็นั่งยองๆ อยู่บนพื้น มีรอยฝ่ามือเพิ่มขึ้นมาบนใบหน้า รอยปะชุนบนเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเท้าเห็นได้ชัดว่าเขาถูกคนทุบตีมา

ซ่งสือชูวางชามน้ำมันที่อยู่ในมือไว้ในบ้าน พยุงเจ้าเด็กน้อยขึ้นมา ปัดดินที่อยู่บนเนื้อตัวให้ “เจ็บหรือไม่ ร่างกายไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ “

ซ่งอวินเม้มปาก “ไม่เจ็บ แต่ว่าปลาถูกคนแย่งไปแล้วขอรับ”

ซ่งสือชูขมวดคิ้ว “เฉิงซื่อเป็นคนทำใช่หรือไม่”

“ขอรับ!” เด็กน้อยพยักหน้ารับ

ซ่งสือชูฟังจบ ในใจก็บริภาษเฉิงซื่อเสียเละเทะ อดไม่ไหวที่จะไปแย่งปลากลับมาเสียตอนนี้ให้ได้เลย

เมื่อเห็นท่าทางหดหู่ของเจ้าซาลาเปาต้วน้อยในตอนนี้แล้ว นางจึงพยายามสงบสติอารมณ์ ยกน้ำมาอ่างหนึ่ง ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเนื้อตัวมอมแมมของบุตรชายสองสามครั้ง

“ไป ไปดูแม่กู้สถานการณ์กลับมากัน” ซ่งสือชูลูบท้องตัวเอง หิวจะตายอยู่แล้ว

ถ้าหากเฉิงซื่อไม่แย่งปลาไป ไม่แน่ว่าป่านนี้นางก็คงจะทอดปลาเสร็จแล้ว และได้กินจนอิ่มท้องไปแล้ว

นางหยิบมีดทำครัวเดินออกมาด้านนอกด้วยความโกรธเคือง ซ่งอวินเดินตามหลังมารดวงตาโค้งขึ้นเล็กน้อย วันนี้ท่านแม่ดูเหมือนจะแตกต่างจากเดิมไป นางเช็ดหน้าให้เขาด้วย แถมยังจับปลาให้อีก

เมื่อก่อนท่านแม่ ดีกับเขาเป็นครั้งคราว มากสุดก็แค่กอดเขา ใช้แรงกอดไว้แน่นและร้องไห้ออกมา ไม่พูดไม่จาสักคำ ไม่มีการพูดคุยกัน เทียบกันแล้ว เขาชอบท่านแม่ในตอนนี้มากกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อย

ซ่งสือชูผู้ไม่รู้ความคิดของเด็กน้อยเลยสักนิดยืนอยู่หน้าประตูตระกูลซ่ง เห็นเฉิงซื่อต้มน้ำเตรียมตัวต้มปลาอยู่ในบ้าน

นางจึงสาวเท้าก้าวเข้าไป แล้วจับปลาที่แขวนอยู่หน้าประตูห้องครัว โยนให้ซ่งอวิน

“นังเด็กสมควรตายเจ้าทำอะไร ใครก็ได้มานี่ที นางมาแย่งปลาไปแล้ว มาดูพวกคนไร้คุณธรรมนี่เร็ว” สบสายตาของซ่งสือชู เฉิงซื่อก็ลูบคอของตัวเอง ตอนเช้าเกือบถูกบีบคอตาย เจ็บแทบขาดใจ ตอนนี้พอเห็นซ่งสือชูนางก็รู้สึกหวาดกลัว

ซ่งสือชูหัวเราะเยาะ “ทำอะไร แย่งปลาข้ามาแล้วข้ายังต้องมีเหตุผลด้วยอีกรึ อยากถูกจัดการอีกจนเนื้อเต้นเลยใช่หรือไม่”

“เจ้า เจ้ากล้ารึ ข้าเป็นแม่เจ้านะ ข้ากับพ่อเจ้าอยากกินปลา เอาปลาเจ้ามาแล้วจะทำไม นังลูกอกตัญญู” เสียงพูดของเฉิงซื่อดังขึ้น คิดอยากเรียกให้ชายชราออกมา นางรับหน้ากับนังอ้วนคนเดียว ความกดดันหนักหนาอยู่พอสมควร

ซ่งสือชูหัวเราะเย้ยออกมา เฉิงซื่อพูดออกมาว่านางอกตัญญู เช่นนั้นแล้วจะปล่อยให้ชื่อนี้ไร้ประโยชน์มิได้เป็นอันขาด เจ้าของร่างเดิมคงจะเป็นคนกตัญญูไม่น้อย ไม่เช่นนั้นบุตรชายตัวเองจะเกือบถูกผู้อื่นอาไปขายหรือ

ดังนั้น นางต้องทำให้ตัวเองสบายใจเสียก่อนจึงจะพูดได้ว่ากตัญญูหรืออกตัญญู นางยกมีดทำครัวในมือที่ถือมาจากบ้าน กรีดไปที่หน้าแก่ๆ ของเฉิงซื่อ

ซ่งเต๋อเถียนที่อยู่ในห้อง บิดาผู้ชราของเจ้าของร่างเดิมได้ยินเสียงกรีดร้องราวหมูถูกเชือดของเฉิงซื่อก็หันมองบุตรชายคนเล็กที่กำลังนอนกลางวัน สีหน้าก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา

เขาผลักประตูเดินออกมา เห็นซ่งสือชูมือถือมีดทำครัวกรีดลงบนหน้าเฉิงซื่อ ดวงตาก็เบิกโพลง “นังหนูรีบปล่อยแม่เจ้าเดี๋ยวนี้”

“ปล่อยหรือ ได้สิ” ซ่งสือชูชักมือกลับ พยุงเฉิงซื่อลุกขึ้น แล้วใช้ศอกกระแทกเข้าที่เอวอีกฝ่าย ร่างทั้งร่างของหญิงชราล้มลงไปบนตัวของซ่งเต๋อเถียนอย่างควบคุมไม่ได้

“เพียะ!”

เกิดเสียงดังกังวานดังขึ้นภายในบ้าน

ฝ่ามือของเฉิงซื่อฟาดลงไปบนใบหน้าของซ่งเต๋อเถียน ฝ่ามือนั้นฟาดลงมาด้วยความรวดเร็ว

เฉิงซื่อตกตะลึง ซ่งเต๋อเถียนก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน ใช้ชีวิตมานานหลายปี ยังไม่มีใครกล้าตบเขา

“นังเมียตัวดีเจ้ากล้าตบข้า” ซ่งเต๋อเถียนยื่นฝ่ามือฟาดลงไปบนหน้าของเฉิงซื่อ

ยังเป็นเสียงดัง ‘เพียะ’ เช่นเดียวกัน ทั้งคมชัดทั้งดังก้องกังวานยิ่งนัก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...