ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
ข้อมูลเบื้องต้น
ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
[皇后请自重,我真不想代替陛下呀!
鸿蒙霸体诀]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท บุ๊คบ็อค จำกัด***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 夜行书生 ผู้แปล : ทีมงาน bookbox
เรื่องย่อ
ขันทีหนุ่มแห่งแคว้นต้าเซี่ยนาม ‘จ้าวอู่เจียง’ เก่งกาจในวิชาแพทย์ตามรอยจ้าวโส่ว ผู้เป็นอาและเป็นถึงขันทีใหญ่ในวังหลวง แต่ที่พึ่งเดียวอย่างท่านอาดันด่วนจากไปอย่างเป็นปริศนา เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ดันไปล่วงรู้ความลับอันยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้ ‘เซวียนหยวนจิ้ง’ และฮ่องเต้ก็ล่วงรู้ความลับของเขาเช่นกัน! งานนี้มีแต่ต้องร่วมมือกันเท่านั้น ข้าไม่พูด ฝ่าบาทไม่พูด เพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครรู้แล้ว!
บทที่ 1 ขันทีผู้รู้วิชาแพทย์
บทที่ 1 ขันทีผู้รู้วิชาแพทย์
“ฮองเฮา กระหม่อมขอออกไปสูดอากาศข้างนอกสักครู่ได้หรือไม่"
"ไม่ได้… ข้าจะไม่ให้เจ้าไปไหนทั้งนั้น!"
ราชวงค์ต้าเซี่ย
ห้องบรรทมของฮองเฮา
เสียงครางในลำคอดังลอดริมฝีปากของร่างที่อยู่บนตั่งเฟิ่งหวง เสื้อคลุมปักลายวิหคเพลิงของ ตู๋กูหมิงเยว่ จักพรรดินีแห่งต้าเซี่ย เลื่อนตกไปที่เอวคอด เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวราวหิมะ ซึ่งมีมือของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนวดคลึงด้วยความทะนุถนอม
"ฝ่าบาททรงอดทนหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ"
"ฮื่อ… ขันทีจ้าว ข้ารู้สึกสบายตัวเหลือเกิน…"
ผู้ถูกเรียกคือขันทีหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา นั่งอยู่ข้างตั่งเฟิ่งหวง จ้าวอู่เจียง ลอบยิ้มอยู่ในใจ เมื่อเห็นว่าฮองเฮามีสีหน้าเคลิบเคลิ้มและสุขสบายเป็นอย่างยิ่ง
นางจะไม่สบายตัวได้อย่างไร?
หลังจากทะลุมิติมาอยู่โลกนี้เป็นเวลาสามปี จ้าวอู่เจียงก็ได้ฝึกฝนทักษะทางการแพทย์กับท่านอาสาม ทำให้ตอนนี้เขามีความชำนาญเรื่องการฝังเข็มและกระตุ้นจุดลมปราณเป็นอย่างยิ่ง
ในชีวิตที่แล้วของจ้าวอู่เจียง ครึ่งหนึ่งผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย ทั้งขัดสนเงินทอง และปราศจากอำนาจ จนถูกภรรยานอกใจ ในชีวิตนี้ เขาจึงตั้งปณิธานที่จะใช้ความรู้ความสามารถทางด้านการแพทย์ สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเองและเอนกายบนตักของสาวงาม!
เมื่อเห็นหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ามีท่าทีเคลิบเคลิ้ม จ้าวอู่เจียงก็ต้องขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเห็นความเป็นชายของตนที่กำลังชูชัน
ใช่แล้ว เขาเป็นชายแท้ที่ปลอมตัวเป็นขันที
จ้าวโส่ว อาสามของเจ้าของร่างเดิม เป็นขันทีผู้ยิ่งใหญ่ในราชสำนัก หลังจากที่รู้ว่าจ้าวอู่เจียง ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลจ้าวถูกส่งมายังวังหลวง เขาใช้กลอุบายเล็กน้อยนำตัวจ้าวอู่เจียงเข้ามาเป็นขันทีน้อยในตำหนักนางสนม โดยไม่ต้องตัดตอนความเป็นชายทิ้ง และในเวลาเดียวกัน ตนก็สามารถคุ้มครองหลานชายได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ท่านอาสามถูกลอบสังหารเมื่อเจ็ดวันก่อน แม้จะยังไม่มีผู้ใดรู้ถึงตัวตนในฐานะขันทีปลอมของจ้าวอู่เจียง แต่ชายหนุ่มก็สูญเสียที่หลบภัยเพียงหนึ่งเดียวของตนไปด้วยเหตุผลนี้
วังหลวงนั้นแสนลึกล้ำ ทั้งยังขาดญาติมิตรคอยหนุนหลัง จึงจำต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว!
แต่ใครกันที่เป็นคนสังหารท่านอาสาม?
ความรู้สึกของจ้าวอู่เจียงพลุ่งพล่าน ชายหนุ่มเก็บเข็มสีเงิน จากนั้นจึงลงมือนวดแผ่นหลังงามต่อ
“การนวดและการฝังเข็มของเจ้าทำให้ข้าประทับใจมาก มิน่าล่ะ เหล่าจ้าวถึงได้บอกให้ข้ารับตัวเจ้ามาเป็นข้ารับใช้ข้างกายให้ได้”
“ขอบพระทัยฮองเฮา ในชีวิตนี้ กระหม่อมมีดีเพียงการฝังเข็มและการนวดเท่านั้น หากฮองเฮาต้องการฝังเข็มอีกในอนาคต ก็สามารถตามตัวกระหม่อมมาได้ทุกเมื่อ เพราะการได้รับใช้ฮองเฮาถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต กระหม่อมจะอุทิศชีวิตของตนเองหลังจากนี้รับใช้ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
ร้อยความสัตย์จริงไม่สู้หนึ่งคำประจบประแจง จ้าวอู่เจียงรู้ดีว่าเขาจำเป็นจะต้องรีบหาคนหนุนหลังโดยเร็ว
และ… ตู๋กูหมิงเยว่ผู้นี้คือตัวเลือกที่ดีที่สุด!
ฮ่องเต้องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ไร้ความสามารถ อำนาจในวังหลวงจึงเสื่อมถอย ตระกูลตู๋กูเป็นตระกูลเก่าแก่ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ต้าเซี่ย ในฐานะฮองเฮา ตู๋กูหมิงเยว่จึงกลายเป็นผู้ชักใยผู้คนอยู่หลังม่านบัลลังก์
มือของจ้าวอู่เจียงค่อย ๆ เลื่อนลงจากช่วงเอวสู่บั้นท้ายกลมกลึงของตู๋กูหมิงเยว่
มังกรใหญ่ยิ่งพุ่งทะยานชี้ฟ้ามากกว่าเดิม จ้าวอู่เจียงต้องพยายามควบคุมตัวเองอย่างหนัก!
"ขันทีจ้าว"
"กระหม่อมอยู่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เพียงตู๋กูหมิงเยว่โบกมือ นางกำนัลรอบตัวก็ถอยออกไป
“เจ้าบอกว่าการฝังเข็มจะช่วยทำให้ข้ามีลูกได้สำเร็จ แต่ถ้าองค์ฮ่องเต้ไม่แตะต้องข้าเลย เช่นนั้นข้าจะมีลูกได้อย่างไร เจ้าช่วยหาวิธีแก้ไขได้หรือไม่?"
ใบหน้างดงามของตู๋กูหมิงเยว่มีแต่ความผ่อนคลายหลังได้รับการนวดเฟ้นและฝังเข็ม เมื่อขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็ลุกขึ้นมานั่งสวมใส่เสื้อคลุมผ้าไหมบางเบาขนาดพอดีตัว ซึ่งยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงเรือนร่างสง่างามของนางมากขึ้น
หืม?
องค์ฮ่องเต้ไม่เคยแตะต้องฮองเฮาเลยหรือ?
สามีไม่แตะต้องนางเลยได้อย่างไร?
“ทูลฮองเฮา กระหม่อมคงไม่สามารถให้คำตอบได้ จนกว่าจะได้ตรวจพระวรกายของฝ่าบาท”
“เช่นนั้นท่านก็ตรวจเลยเถอะ ข้าขอให้หมอหลวงวินิจฉัยฝ่าบาทหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่พบสาเหตุของโรค อีกทั้งฝ่าบาทยังสั่งประหารคนเหล่านั้นทั้งหมดด้วย”
แล้วเหตุใดท่านถึงยังอยากให้ข้าไปอีก… ?
สายตาของตู๋กูหมิงเยว่จับจ้องจ้าวอู่เจียงนิ่ง “เจ้าเป็นเพียงขันทีตัวเล็ก ๆ บางทีฝ่าบาทอาจไม่ระแวงนัก ตอนนี้ฝ่าบาทอยู่ในท้องพระโรง ชิงเอ๋อร์จะนำเจ้าไป"
ตู๋กูหมิงเยว่เอ่ยเสริมอีกครั้ง “หากเจ้าหาสาเหตุไม่พบ ก็ไม่ต้องกลับมาหาข้า”
"พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมขอตัว"
ใบหน้าของจ้าวอู่เจียงกระตุกไม่หยุด
ตาย!
ตายแน่ ๆ!
ท่านอาสาม อภัยให้ข้าด้วย!
จ้าวอู่เจียงเดินออกจากตำหนักของฮองเฮา ซ่อนมือไว้ใต้แขนเสื้อ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแข็งทื่อ
นอกท้องพระโรง บานประตูเปิดออก
นางกำนัลคนสนิทของฮองเฮา ชิงเอ๋อร์ เดินนำอยู่ข้างหน้า จ้าวอู่เจียงมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย สตรีตรงหน้าอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น แต่มีตำแหน่งเป็นถึงคนสนิทของฮองเฮา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่างหรือหน้าตา ชิงเอ๋อร์ก็จัดเป็นยอดหญิงงามผู้หนึ่งโดยแท้จริง
เมื่อเดินเข้าไปในท้องพระโรง ขันทีปลอมก็ได้ยินเสียงดุด่าผู้คนดังออกมาจากด้านใน
"เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน"
“ขอรับ ท่านพี่ชิงเอ๋อร์"
ขันทีหนุ่มถอยกลับมายืนก้มหน้าต่ำอยู่หน้าประตู ไม่ได้มองเข้าไปเลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นภายในท้องพระโรง แต่เขาก็ยังสามารถเห็นมุมกว้างด้านในได้จากหางตา
ฮ่องเต้กับกลุ่มเสนาบดี
เซวียนหยวนจิ้ง พระเจ้าแผ่นดินแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย ผู้มีใบหน้าหล่อเหลา ร่างกายผอมบาง กำลังสะบัดแขนเสื้อแรง ๆ ระบายโทสะ
"แล้วเงินล่ะ? ข้าขอถามอีกครั้ง เงินอยู่ที่ไหน? เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ให้แจกจ่ายเพื่อบรรเทาภัยพิบัติในอวิ๋นโจวอยู่ที่ไหน? ฮะ!"
เสนาบดีเฒ่าคนหนึ่งคุกเข่าลง ศีรษะแนบติดกับพื้น
“ฝ่าบาท ตอนนี้ในท้องพระคลังไม่มีเงินเหลือแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
สีหน้าของพระเจ้าแผ่นดินแห่งต้าเซี่ยบิดเบี้ยวอย่างโกรธเกรี้ยว เสนาบดีเจ้าเล่ห์เหล่านี้เริ่มหลอกเขาหลังจากขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่นาน ด้วยรากฐานที่ตื้นเขิน พวกมันยักยอกเงินท้องพระคลัง จนตอนนี้ ราชสำนักไม่สามารถแม้แต่จะจัดสรรเงินเพื่อบรรเทาภัยพิบัติได้ด้วยซ้ำ!
เวลานี้ ขุนนางอีกคนหนึ่งได้ก้าวออกมา และเอ่ยถ้อยวาจาไร้ซึ่งความยำเกรง ทั้งยังแฝงการสั่งสอนอีกเล็กน้อย
“ฝ่าบาท ตอนนี้เรามีสิ่งที่สำคัญกว่า พักเรื่องของอวิ๋นโจวเอาไว้ก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้แม่ทัพจ้าว ผู้ซึ่งประจำการอยู่ทางตอนเหนือกำลังล้มป่วย ทางราชสำนักจำเป็นต้องส่งแม่ทัพอีกคนไปคุ้มกันเขตแดนทางเหนือเพื่อป้องกันกลุ่มโจรป่าพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ไม่ช้าก็เร็วปัญหาภายในจะได้รับการแก้ไข ตอนนี้สิ่งที่เราต้องกังวลยิ่งกว่าก็คือการป้องกันเขตแดนภายนอก!”
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าแม่ทัพตู๋กูคือตัวเลือกที่ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเองก็เห็นด้วย แม่ทัพตู๋กูได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในสนามรบ หากส่งเขาไปประจำทางเหนือ พวกโจรป่าจะต้องไม่กล้ารุกรานดินแดนต้าเซี่ยของเราอย่างแน่นอน"
“ด้วยนามของแม่ทัพตู๋กู จะต้องสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารทางชายแดนตอนเหนือได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!"
เหล่าขุนนางต่างก้าวออกมาคนแล้วคนเล่า
สีหน้าของเซวียนหยวนจิ้งมืดมนมาก ตั้งแต่ขึ้นครองบัลลังก์ ไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถไว้ใจได้อย่างแท้จริง
ขุนนางหลายคนยึดติดกับตระกูลตู๋กู และแม่ทัพตู๋กูที่ได้รับการเสนอชื่อผู้นี้ก็คือตู๋กูเทียนชิง พี่ชายของฮองเฮาตู๋กู
ภายในราชวงศ์ต้าเซี่ย ตระกูลตู๋กูนับว่าทรงอำนาจมาก กิ่งก้านอำนาจแผ่ขยายปกคลุมครึ่งฟ้า ทั้งยังมีเส้นสายกว้างไกลทั่วแผ่นดิน ถึงขั้นเกิดข่าวลือไปทั่วทุกมุมเมืองว่า องค์ฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้งเป็นเพียงหุ่นเชิดของตระกูลตู๋กูเท่านั้น
“เรื่องนี้มีความสำคัญมาก ข้าจำเป็นต้องใช้เวลาตัดสินใจสักหน่อย พวกเจ้าออกไปก่อน"
เซวียนหยวนจิ้งยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วของตน พยายามสะกดกั้นอารมณ์อย่างเต็มที่
กลุ่มขุนนางส่งเสียงประท้วงโดยทันที
“แต่ฝ่าบาท เรื่องนี้เร่งด่วนมากนะพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าบอกให้ออกไปอย่างไรเล่า!"
เซวียนหยวนจิ้งขมวดคิ้วและตะคอกออกไป
บรรยากาศตึงเครียดในทันที เหล่าเสนาบดีและกลุ่มขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็ก้มหน้าลง และล่าถอยออกจากท้องพระโรงอย่างไม่เต็มใจนัก
กลุ่มขุนนางเหล่านั้นเดินผ่านจ้าวอู่เจียงไปเหมือนมองไม่เห็นขันทีน้อยผู้นี้ เอาแต่พูดคุยกับพรรคพวกของตนตลอดเวลา
จ้าวอู่เจียงก้มหน้าต่ำ มองแผ่นหินสีฟ้าใต้เท้าของตน หลังจากที่คณะขุนนางจากไป ชิงเอ๋อร์ก็เดินนำจ้าวอู่เจียงเข้าไปในท้องพระโรง
“ฝ่าบาท ฮองเฮาทรงรับสั่งให้หม่อมฉันพาขันทีจ้าวมาตรวจชีพจรของพระองค์เพคะ”
เซวียนหยวนจิ้งมองจ้าวอู่เจียงและขมวดคิ้ว "เจ้าคือขันทีน้อยที่ฮองเฮาพูดถึงอย่างนั้นหรือ?"
หืม ดูเหมือนว่าฮองเฮาจะบอกอีกฝ่ายเอาไว้แล้วสินะ โชคดีไป จ้าวอู่เจียงคิดขณะหลุบตาลงต่ำ
“ทูลฝ่าบาท เป็นกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าของเซวียนหยวนจิ้งเย็นชา… คนของฮองเฮา เวลาเจอหน้าฮ่องเต้ก็ยังไม่คุกเข่าทำความเคารพอีกหรือ?
“กลับไปซะ ข้าไม่ได้ป่วย!"
"แต่ว่า…"
หากกลับไปทั้งแบบนี้ เขาคงถูกฮองเฮาหั่นเป็นชิ้น ๆ แน่!
บทที่ 2 ความลับของฮ่องเต้
บทที่ 2 ความลับของฮ่องเต้
โชคดีที่ชิงเอ๋อร์คาดการณ์ไว้แล้ว นางจึงเอ่ย “ฝ่าบาทเพคะ ฮองเฮาทรงตรัสว่าฝ่าบาททรงเกลียดชังหมอหลวงเป็นอย่างยิ่ง แต่ขันทีจ้าวไม่ใช่หมอหลวง เขาได้รับการถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์มาจากบรรพบุรุษ ฝ่าบาททรงงานหนักทั้งวันทั้งคืน พระวรกายอาจเกิดความอ่อนล้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ฮองเฮาทรงเป็นห่วงฝ่าบาท… กังวลว่าฝ่าบาทจะเสวยอาหารไม่ได้ บรรทมไม่สบายเพคะ”
เซวียนหยวนจิ้งอยากบันดาลโทสะต่อ แต่เมื่อได้ยินว่าภรรยาเป็นห่วงตนถึงเพียงนั้น สีหน้าก็ปรากฏความซาบซึ้งใจออกมาเล็กน้อย
‘ทักษะการแพทย์จากบรรพบุรุษอย่างนั้นหรือ? คงจะเป็นพวกต้มตุ๋นเสียแล้วกระมัง’
ฮ่องเต้มองไปที่จ้าวอู่เจียง ขันทีน้อยผู้นี้ไม่ได้มีอะไรเลยนอกจากหน้าตาดี ไม่ได้มีสง่าราศีของการเป็นแพทย์รักษาผู้คนเลยด้วยซ้ำ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เซวียนหยวนจิ้งเกลียดชังการตรวจร่างกายเพราะกลัวว่าบรรดาหมอหลวงเหล่านั้นจะล่วงรู้ความลับของตน แต่กับขันทีน้อยผู้นี้… ท่าทางคงไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์ลึกซึ้งนัก… ถ้ายอมให้ตรวจในครานี้ ก็อาจจะทำให้ตู๋กูหมิงเยว่ไม่กังวลเรื่องนี้อีกก็เป็นได้
“เอาล่ะ ๆ เจ้าออกไปก่อน!"
ชิงเอ๋อร์ดันหลังของจ้าวอู่เจียง และส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเดินขึ้นไป จากนั้นก็ถอยออกไปด้านนอกแล้วปิดประตูท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว
ในขณะนี้ จึงเหลือเพียงจ้าวอูเจียงกับองค์ฮ่องเต้อยู่ในท้องพระโรงตามลำพัง
จ้าวอู่เจียงคุกเข่าลงตรงหน้าอีกฝ่าย ชายหนุ่มวางมือลงบนจุดชีพจรของเซวียนหยวนจิ้ง และหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย
ฮ่องเต้ดูยังทรงพระเยาว์ ใบหน้าหล่อเหลา ผิวพรรณขาวเนียน ร่างกายผอมบาง แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จ้าวอู่เจียงได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมาจากกายของอีกฝ่ายด้วย
นี่คือกลิ่นหอมที่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่กลิ่นหอมจากการปรุงแต่งของผงหอม แต่เป็นกลิ่นกายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
"เร่งมือหน่อย ข้ายังมีงานต้องสะสางอีกมาก"
เซวียนหยวนจิ้งมองจ้าวอู่เจียงเงียบ ๆ ดวงตาฉายแววเย็นชาอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อสัมผัสได้ถึงชีพจรของอีกฝ่าย ดวงตาของจ้าวอู่เจียงก็เป็นประกายระยิบระยับขึ้นมาในทันใด
ให้ตายเถอะ…
ถ้าการค้นพบนี้เป็นความจริง จ้าวอู่เจียงก็ไม่ประหลาดใจอีกแล้วว่าเพราะเหตุใดฝ่าบาทจึงไม่มีนางสนมคนสนิท ไม่เคยแตะต้องฮองเฮาตู๋กู ความจริง หาใช่ว่าฝ่าบาทหวาดกลัวฮองเฮาแย่งชิงบัลลังก์มังกร แต่เป็นเพราะตัวจริงของฮ่องเต้ผู้นี้ก็เป็น…สตรี เช่นเดียวกันต่างหาก!
องค์ฮ่องเต้ผู้นี้โง่เขลาหรืออย่างไร ถึงได้เมินเฉยต่อความงามของฮองเฮา สตรีสองคนไม่สามารถร่วมรักกันได้หรือ?
แววตาของจ้าวอู่เจียงสั่นเทา ชายหนุ่มค่อย ๆ ลดมือลง แย้มยิ้มและพยายามรักษาท่าทีสงบนิ่งให้ได้มากที่สุด สุดท้ายก็ได้รู้ว่าเหตุใดหมอหลวงเจ็ดคนจึงต้องตาย ทั้งยังล่วงรู้ความลับต้องห้ามเข้าให้แล้ว ใครจะเป็นคนที่ถูกองค์ฮ่องเต้สั่งประหารเป็นรายต่อไป หากไม่ใช่เขา?
“หากเจ้าไม่พบความผิดปกติ เช่นนั้นก็ไปซะ”
เซวียนหยวนจิ้งมองจ้าวอู่เจียงอย่างระแวดระวัง ประกายเย็นชาในดวงตาของนางฉายชัดอย่างไม่ปิดบัง
จ้าวอู่เจียงเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ “กระหม่อมไม่พบ… กระหม่อมไม่พบพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมขอตัว”
"เดี๋ยว"
น้ำเสียงของเซวียนหยวนจิ้งเย็นเยียบไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ นางสอดมือขวาเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วค่อย ๆ นำบางอย่างออกมา
"หมอหลวงเหล่านั้นเองก็พูดเหมือนเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน"
สุนัขตัวไหนมันแย่งคำพูดของข้า!?
"แล้วพวกเขา…ก็ตายหมดแล้ว"
จ้าวอู่เจียงกลอกตา ขันทีหนุ่มสัมผัสได้ว่าในอากาศไม่ได้มีเพียงกลิ่นหอมหวาน แต่ยังมีกลิ่นอายของจิตสังหารอัดแน่นอยู่ด้วย
พริบตาต่อมา แสงเย็นยะเยือกก็สว่างวาบขึ้นภายในท้องพระโรง องค์ฮ่องเต้ดึงมีดสั้นออกมาจากแขนเสื้อ และแทงใส่จ้าวอู่เจียงทันที!
จ้าวอู่เจียงกดมือของอีกฝ่ายลงด้วยมือทั้งสองข้าง “ฝ่าบาท โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย! กระหม่อมขอสาบานด้วยชีวิต กระหม่อมจะปิดปากเงียบสนิท ความลับของฝ่าบาทจะไม่มีทางหลุดออกจากปากของกระหม่อมอย่างแน่นอน!"
“ความคับข้องใจของข้า จะหายไปหลังจากการตายของเจ้าเท่านั้น!"
เซวียนหยวนจิ้งกล่าว ขณะนี้ นางไม่ปกปิดเสียงของตัวเองอีกต่อไป น้ำเสียงหวานใสจึงถูกเปล่งออกมา
"ไม่ได้! ข้าเป็นทายาทที่เหลือเพียงคนเดียวของตระกูลจ้าว ท่านช่างเป็นสตรีที่โหดเหี้ยมอะไรเช่นนี้!"
จ้าวอู่เจียงไม่หยุดนิ่ง ทั้งยังเตะอีกฝ่ายเต็มแรง!
"เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเตะข้า!"
“ท่านจะฆ่าข้า ทำไมข้าต้องไม่กล้า!"
"สามหาว!"
จ้าวอู่เจียงกระแทกมีดสั้นในมือของเซวียนหยวนจิ้งด้วยเข่าของตน จนมันกระเด็นหลุดออกจากมือ เซวียนหยวนจิ้งกำหมัดและต่อยไปที่ท้องช่วงล่างของอีกฝ่าย ทว่าจ้าวอู่เจียงขยับกายหลบหมัดดังกล่าวได้อย่างหวุดหวิด!
“บัดซบ เจ้าลิงขโมยลูกท้อ… เจ้าเล่นสกปรก!"
ทว่าจ้าวอู่เจียงกลับส่งเสียงร้องออกมา
องค์ฮ่องเต้ก็ชะงักไปเช่นกัน
นางมองมือของตนด้วยความงุนงง จากนั้นจึงออกแรงสัมผัสสิ่งที่อยู่ในอุ้งมืออีกครั้ง
สามลมหายใจต่อมา หัวสมองของเซวียนหยวนจิ้งมึนงงสับสนอย่างหนัก นางรีบชักมือกลับ ใบหน้าแดงก่ำ จากนั้นเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว “ไอ้สารเลว! เจ้าคนลามก! กล้าดีอย่างไรเข้ามาในราชสำนักเช่นนี้ เพียงคำสั่งเดียว องครักษ์เงาจะเข้ามาสังหารเจ้า เจ้าตายแน่!"
หมอหลวงเจ็ดคนที่ตายไป หากไม่โดนโจมตีด้วยหมัดของอีกฝ่ายก็ถูกยกครอบครัวมาข่มขู่ แต่เขา จ้าวอู่เจียง เหลือตัวคนเดียว ไม่มีญาติมิตรที่ไหน มีสิ่งใดให้ต้องกลัว?
จ้าวอู่เจียงเอ่ย “ฝ่าบาท พระองค์ควรจะพูดจาให้สุภาพนะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์คงไม่อยากให้ความลับของพระองค์แพร่งพรายออกไปใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
"บุรุษสกปรก!"
"สตรีใจร้าย!"
ทันใดนั้นเอง
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ฝ่าบาท ฮองเฮาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
ใบหน้าของเซวียนหยวนจิ้งฉายแววลุกลี้ลุกลน ปากสั่นเทาจนฟันกระทบเข้าด้วยกัน แต่จ้าวอู่เจียงกลับนอนอยู่บนพื้นโดยกอดนางไว้แน่น ส่งผลให้ทั้งสองไม่สามารถขยับตัวได้
"ปล่อยข้า!"
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ พระองค์ต้องรับปากก่อนว่าจะไม่คิดบัญชีกระหม่อมย้อนหลัง ไม่เช่นนั้น กระหม่อมจะไม่ปล่อยเป็นแน่ อย่างแย่ที่สุด เราก็แค่ตายด้วยกัน!"
"เจ้ากล้าดีอย่างไรมาข่มขู่ข้า!"
เซวียนหยวนจิ้งดิ้นไปมาอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากพันธนาการของอีกฝ่าย ทว่าแรงของสตรีหรือจะสู้แรงของบุรุษ เหตุใดชายผู้นี้ถึงได้แข็งแรงนัก?
"ฝ่าบาท?"
ด้านนอกประตู เสียงของตู๋กูหมิงเยว่ดังขึ้น
“ข้ายังตรวจอยู่ เจ้ารออีกประเดี๋ยว!"
ใบหน้าของเซวียนหยวนจิ้งซีดขาวราวกับกระดาษ นางกัดฟันแน่นและเอ่ยอย่างหมดหนทาง “ข้ารับปาก! ทีนี้ก็ปล่อยได้แล้ว!"
“เมื่อตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ ผู้ที่โกหกคือสุนัขนะพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวอู่เจียงคลายอ้อมแขนของตน เซวียนหยวนจิ้งส่งเสียงฮึดฮัดออกมา ใบหน้านวลแดงก่ำ นางผุดลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เรียบร้อย แล้วรีบสวมเสื้อคลุมมังกรของตน
เมื่อเส้นผมยาวสลวยถูกมัดรวบเข้ามงกุฎหยก และกลับมาอยู่ในรูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างามดังเดิม นางกระแอมออกมาสองสามครั้ง ปรับเปลี่ยนเสียงสตรีของตนให้กลับมาทุ้มต่ำดั่งเสียงของบุรุษอีกครั้ง
"เข้ามา"
บทที่ 3 ให้ข้ารับใช้ฮองเฮา?
บทที่ 3 ให้ข้ารับใช้ฮองเฮา?
เสียง ‘ครืด’ ดังขึ้น พร้อมกับบานประตูที่ถูกเปิดออก แล้วร่างฮองเฮาตู๋กูหมิงเยว่ก็ก้าวเข้ามา
เมื่อเห็นจ้าวอู่เจียงยืนอยู่ด้านข้างองค์ฮ่องเต้เงียบ ๆ ราวกับองค์เหนือหัวและข้าราชบริพารคนสนิท ดวงตาของตู๋กูหมิงเยว่พลันฉายประกายบางอย่าง
ที่ผ่านมา นางได้ส่งหมอหลวงหลายคนมาเข้าพบเซวียนหยวนจิ้ง และคนเหล่านั้นล้วนมีชะตาเดียวกัน แต่ไม่น่าเชื่อ ขันทีจ้าวอู่เจียงผู้นี้ยังคงปลอดภัยดี?
“ขันทีจ้าว พระพลานามัยของฝ่าบาทเป็นเช่นไรบ้าง?"
ตู๋กูหมิงเยว่โค้งคำนับให้เซวียนหยวนจิ้งเป็นอันดับแรก แย้มยิ้มสดใส จากนั้นจึงหันไปมองจ้าวอู่เจียงที่ยืนอยู่ด้านข้าง
สมองของจ้าวอู่เจียงทำงานอย่างรวดเร็ว คำพูดมากมายผุดขึ้นมาภายในหัว ขณะกำลังจะอ้าปากตอบ เซวียนหยวนจิ้งกลับกระแอมและชิงเอ่ยก่อน
“ทักษะทางการแพทย์ของขันทีจ้าวยอดเยี่ยมยิ่ง ดีกว่าหมอหลวงเหล่านั้นเสียอีก หลังจากการรักษาของเขา ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก ในอนาคตหลังจากนี้ ให้เขาอยู่กับข้า และคอยดูแลจนกว่าร่างกายของข้าจะหายดี”
เมื่อได้ยินคำของเซวียนหยวนจิ้ง ตู๋กูหมิงเยว่ก็แย้มยิ้ม นางดีใจเป็นอย่างมาก
เมื่อฝ่าบาททรงมีพระพลานามัยแข็งแกร่ง ฝ่าบาทก็จะสามารถปรนเปรอนางได้แล้วใช่หรือไม่?
ในขณะเดียวกัน สายตาของนางก็เหลือบไปทางขันทีรูปหล่อ รู้สึกชื่นชมขันทีจ้าวอู่เจียงมากกว่าเดิมเล็กน้อย ดูเหมือนขันทีผู้นี้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง ดังนั้นนางคงต้องเก็บอีกฝ่ายเอาไว้ใช้ในอนาคต
จ้าวอู่เจียงยิ้ม แม้ในใจอยากจะกลอกตาใส่ และพึมพำ ‘เห็นได้ชัดว่าฮองเฮาถามข้า แล้วท่านจะตอบทำไมกัน?’
ขันทีหนุ่มมองการกระทำของอีกฝ่ายออก และรู้ซึ้งถึงความหมายแฝงเป็นอย่างดี
คนผู้นี้กำลังกลัวว่าเขาจะแพร่งพรายความลับของนางออกไป
แต่จ้าวอู่เจียงรู้ดีกว่านั้น
การติดตามอีกฝ่ายก็เหมือนกับการติดตามเสือ!
ยิ่งไปกว่านั้น เสือตัวนี้ยังเป็นเสือที่อารมณ์ร้ายและมากอำนาจ เขาไม่ควรอยู่กับอีกฝ่ายนานนัก!
ตอนนี้ เขาควรจะแสร้งทำเป็นตื่นเต้นดีใจ เมื่อคิดดังนั้นพลันขันทีหนุ่มก็เอ่ยเสียงดัง
"ขอแสดงความยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!"
องค์ฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้งและฮองเฮาตู๋กูหมิงเยว่ต่างตกตะลึง เหตุใดขันทีผู้นี้ถึงได้ตื่นเต้นนัก
“เมื่อครู่ กระหม่อมได้ทำการวินิจฉัยและพบว่า เวลานี้ พระวรกายองค์ฮ่องเต้นั้นไม่ได้มีปัญหาใด ๆ พระวรกายของพระองค์ฟื้นตัวและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงดีแล้ว ดังนั้นจึงหมดหน้าที่ของกระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ" จ้าวอู่เจียงโค้งคำนับต่ำ
อยากจะหนีอย่างนั้นหรือ?
เซวียนหยวนจิ้งเองก็คาดเดาความคิดของจ้าวอู่เจียงออกเช่นกัน ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นเย็นชาเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากัน
“ร่างกายของข้า ข้ารู้ดี!"
จ้าวอู่เจียงเอ่ยขึ้นในใจ ‘ท่านจะไม่ปล่อยข้าไปเลยใช่หรือไม่?’
“พระวรกายของฝ่าบาท กระหม่อมรู้ดีที่สุด"
"สามหาว!"
เซวียนหยวนจิ้งสะบัดมือ และเอ่ยแทรกคำของจ้าวอู่เจียง “ข้ายังคงรู้สึกอึดอัดอยู่ หากข้าสั่งให้เจ้ารักษา เจ้าก็ต้องรักษา นี่คือบัญชาแห่งข้า เจ้าต้องการจะขัดอย่างนั้นหรือ?"
ดวงตาของฮองเฮาตู๋กูหมิงเยว่เป็นประกายวาบ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นองค์ฮ่องเต้วางอำนาจเช่นนี้
ทักษะทางการแพทย์ของขันทีจ้าวจะต้องดีมากแน่ แม้แต่องค์ฮ่องเต้ก็ชื่นชอบและไม่ยอมปล่อยเขาไป!
จะให้ขันทีผู้นี้อยู่ต่อก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อย นางก็สามารถสอบถามข่าวคราวของฝ่าบาทจากอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ!
นอกจากนี้ สำหรับนางการมีคนคอยจับตาดูองค์ฮ่องเต้ย่อมเป็นเรื่องดี และคอยช่วยเหลือนางให้สามารถกำเนิดทายาทได้โดยเร็วที่สุด ในอนาคต ตระกูลตู๋กูก็จะมั่นคงดั่งเทือกเขาไท่แห่งต้าเซี่ย!
ความคิดของตู๋กูหมิงเยว่ทำงานอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางอวบอิ่มแย้มยิ้ม “พระพลานามัยของฝ่าบาทเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขันทีจ้าว เจ้าอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทเถิด"
บัดซบ!
ท่านต้องการจะขายข้าอย่างนั้นหรือ?
จ้าวอู่เจียงสบถออกมาในใจ
แต่หลังจากได้ยินสิ่งที่ตู๋กูหมิงเยว่เอ่ย จ้าวอู่เจียงก็รู้ว่าตนหมดหนทางหนีแล้ว
“หากพระองค์ทรงตรัสเช่นนี้ กระหม่อมก็ขอน้อมรับคำสั่ง …"
บรรยากาศอึดอัดคลายลง องค์ฮ่องเต้ก็เริ่มพูดคุยกับฮองเฮา ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก ไม่เหมือนคลื่นใต้น้ำที่เห็นภายในท้องพระโรงวันนี้เลย
จ้าวอู่เจียง ผู้ซึ่งเบื่อหน่าย ทำการตรวจจับชีพยากรของชิงเอ๋อร์ และเหลือบมององค์ฮ่องเต้สองสามครั้ง… เสแสร้งได้ดีจริง ๆ
ท้องฟ้ามืดสนิท กลางคืนมาเยือน ตู๋กูหมิงเยว่ลุกขึ้นเพื่อขอตัวกลับตำหนัก
“ขันทีจ้าว ไปส่งข้าที่ตำหนักที"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ทั้งสองเดินตรงไปยังประตูภายใต้สายตาของฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้ง
หลังจากเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ตู๋กูหมิงเยว่ก็ลดเสียงลง ริมฝีปากแดงของนางขยับเล็กน้อย "เหตุใดฝ่าบาทถึงทรงตรัสว่าพระองค์ทรงยังไม่ฟื้นตัว? มันเกิดอะไรกับพระวรกายของพระองค์กันแน่?"
จ้าวอู่เจียงยิ้ม หางตาเหลือบมองไปทางท้องพระโรง
เซวียนหยวนจิ้งทำทีเป็นดื่มชา แต่สายตากลับจับจ้องมาที่ตนไม่วาง
ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ลดเสียงลง และเอ่ยอย่างมั่นใจ “ทูลฮองเฮา พระวรกายขององค์ฮ่องเต้ฟื้นตัวดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้ กระหม่อมฝังเข็มให้ฝ่าบาท ฝ่าบาทยังแสดงพลังกายอันเปี่ยมล้นออกมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อตู๋กูหมิงเยว่ได้ยินคำนี้ ใบหน้าของนางก็ขึ้นสีเล็กน้อย น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาฉายชัดถึงความดีใจ
“ขันทีจ้าว ข้าจะตกรางวัลให้เจ้าอย่างงามเลย!"
หลังจากเอ่ยเช่นนั้น นางก็แสดงความยินดีออกมา จากนั้นจึงหันหลังและเดินจากไป
ระหว่างทาง หัวใจของตู๋กูหมิงเยว่พลุ่งพล่าน!
คืนนี้ ข้าจะพลาดโอกาสไม่ได้ หลังจากกลับไป ข้าจะอาบน้ำลอยดอกไม้ รอให้กลิ่นติดตัว จากนั้นจึงจะเข้านอน!
ตู๋กูหมิงเยว่เอ่ยขึ้นในใจ
จ้าวอู่เจียงมองฮองเฮาเดินจากไปราวกับเด็กสาวแรกแย้ม รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกจากด้านหลัง ขันทีหนุ่มหันไปมองก่อนจะสบตาเข้ากับองค์ฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้งผู้ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร
คนหนึ่งประหม่า อีกคนเย็นชาราวน้ำแข็ง
ชายหนุ่มยกแขนขึ้นกอดตัวเอง ร้องเพลงเบา ๆ ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิด จากนั้นจึงเดินกลับเข้าไปในท้องพระโรง ก่อนจะถูกเสียงตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวกระแทกหน้า
"เจ้าขันทีโง่! เหตุใดจึงบอกว่าร่างกายของข้าฟื้นตัวแล้ว ฮะ?"
ความเย็นชาขององค์ฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้งเปลี่ยนเป็นเปลวไฟแห่งความโกรธ
"เช่นนั้นฝ่าบาททรงต้องการให้กระหม่อมทำเช่นไร? ให้บอกฮองเฮาว่าฝ่าบาททรงไม่สามารถทำได้อย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
คำพูดเรียบง่ายของจ้าวอู่เจียงเป็นเหมือนถังน้ำเย็นที่เทลงบนความโกรธของเซวียนหยวนจิ้ง
องค์ฮ่องเต้สงบลงเล็กน้อย… นั่นสิ มันเป็นไปได้หรือที่จะบอกนางว่าไม่สามารถทำได้?
ในเมื่อตอนนี้นางเป็น ‘ชาย’ นางจึงไม่สามารถปฏิเสธได้
"แล้วหากฮองเฮามาที่นี่คืนนี้เล่า?"
จ้าวอู่เจียงเอนหลังพิงเก้าอี้และนั่งลงข้างอีกฝ่าย หลังจากที่ได้ยินเช่นนี้ ขันทีหนุ่มก็ผายมือออก
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกระหม่อมกัน? กระหม่อมมีหน้าที่เก็บความลับของฝ่าบาทเท่านั้น และตอนนี้กระหม่อมก็ปิดปากสนิท”
ฟันของเซวียนหยวนจิ้งกระทบกันอีกครั้ง
หากนางไม่สามารถปกปิดความลับนี้เอาไว้ นางก็จะไม่สามารถรักษาบัลลังก์เอาไว้ได้!
ตั้งแต่ราชวงศ์ต้าเซี่ยถูกก่อตั้งขึ้นมา พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่าบุตรสาว สตรีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในราชสำนัก นับประสาอะไรกับตำแหน่งฮ่องเต้?
บิดาของนางมีบุตรธิดาไม่มากนัก และพี่ชายของนางก็ล้มหายตายจากไปทีละคน
แม้เซวียนหยวนจิ้งจะเป็นสตรี แต่อดีตฮ่องเต้ได้ฝึกฝนเซวียนหยวนจิ้งในฐานะของบุรุษมาโดยตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้แคว้นต้าเซี่ยถูกเหล่าคนละโมบยึดครอง
แต่แล้วอย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว เซวียนหยวนจิ้ง…ก็ไม่ใช่ผู้ชาย
ความคิดของนางพลุ่งพล่าน พลางถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
“หากเพียงข้าเป็นบุรุษ หากเพียงข้าทำให้ตู๋กูหมิงเยว่พึงพอใจเพียงสักครั้ง นางคงจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับข้าอีก!"
จ้าวอู่เจียงถูมือไปมาและเอ่ยอย่างร้อนรน
“หากจะให้กระหม่อมพูด กระหม่อมคงพูดได้เพียงแค่ว่ามันเป็นปัญหาของพระองค์ ฝ่าบาท!"
"ปัญหาของข้า?"
อย่างไรก็ตาม ทั้งเขาและอีกฝ่ายต่างอยู่ภายในกำมือของกันและกัน ดังนั้นจ้าวอู่เจียงจึงเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “ไร้สาระจริง จะมีสตรีคนใดสามารถอยู่คนเดียวไปได้ตลอด? วังแห่งนี้ล้ำลึกเพียงใด ความคิดของฮองเฮาล้ำลึกเพียงนั้น แม้ฮองเฮาจะยิ่งใหญ่เทียมฟ้า แต่อย่างไรก็เป็นสตรี พระองค์จะสามารถทนต่อความเหงาเป็นเวลานานได้อย่างไร? เมื่อเวลาผ่านไป ความเหงาก็มีแต่จะตามติดและทำให้สิ่งต่าง ๆ ย่ำแย่ลง”
เมื่อได้ยินคำของจ้าวอู่เจียง ดวงตาขององค์ฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้งก็ทอประกาย นางมองใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวอู่เจียง เวลานี้ นางรู้สึกถึงความหลักแหลมของอีกฝ่ายและเข้าใจความหมายที่ขันทีหนุ่มต้องการจะสื่อ
ความไร้อำนาจอันเกิดขึ้นจากเพศสภาพทำให้องค์ฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้งถอนหายใจออกมา ยิ่งนางคิดเกี่ยวกับมัน นางก็ยิ่งโกรธ และอดไม่ได้ที่จะตอบโต้อีกฝ่าย
“ข้ารู้ว่าต้นเหตุของปัญหานั้นเป็นเพราะข้าไม่ใช่บุรุษ เจ้าคิดหรือว่าข้าไม่อยากเป็นบุรุษ?"
นางมองจ้าวอู่จิ้ง ทว่าอึดใจต่อมา ดวงตาของนางก็เปล่งประกาย!
บุรุษ?
ไม่ใช่ว่าขันทีตรงหน้าคือบุรุษที่ยังไม่ตัดตอนหรอกหรือ?
"เจ้า!"
"กระหม่อม? ฝ่าบาททรงต้องการสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ?
สายตาของเซวียวหยวนจิ้งเปล่งประกายขึ้นเรื่อย ๆ “หากตู๋กูหมิงเยว่มาที่นี่คืนนี้ เจ้าสามารถทำให้นางพึงพอใจแทนข้าได้!"
???
จ้าวอู่เจียงเอียงศีรษะ ไม่อาจเข้าใจระบบความคิดของสตรีตรงหน้าได้ชั่วขณะ!
"ฝ่าบาททรงอยากให้กระหม่อมร่วมเตียงกับฮองเฮา? ฝ่าบาททรงเสียสติไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
อีกฝ่ายกำลังจะหลอกให้เขาไปตายหรือ? แม้ภายในใจของจ้าวอู่เจียงจะพลุ่งพล่าน แต่ก็อดหวาดระแวงไม่ได้
“หากเจ้าไม่ไป ไม่ช้าก็เร็วความลับของข้าจะถูกเปิดโปง ดังนั้นข้าอาจฆ่าเจ้าก่อนก็ได้!"
น้ำเสียงของเซวียนหยวนจิ้งนั้นเต็มไปด้วยกระแสข่มขู่
"ทว่า…"
เขาไม่เคยได้ยินคำขอแบบนี้มาก่อนในชีวิต!
จ้าวอู่เจียงพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจภายใต้สายตาข่มขู่ของอีกฝ่าย “เฮ้อ นี่เป็นสิ่งที่ฝ่าบาทบังคับให้กระหม่อมทำนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้อยากจะร่วมเตียงกับฮองเฮาเลยแม้แต่น้อย!"