โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CREDIT วางเป้าปี 69 ดันสินเชื่อโต 2 หลัก ลุย Micro SME เต็มสูบ–เร่งดิจิทัลลดต้นทุน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 07.23 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 07.21 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด(มหาชน) หรือCREDIT เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า ธนาคารยังคงมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย(Micro SME) ซึ่งเป็นพอร์ตหลักกว่า80% โดยมองเห็นโอกาสการเติบโตจากกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน(Underserved) ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่า30% ของระบบเศรษฐกิจไทยทั้งนี้ ธนาคารให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล(Digital Transformation) เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจร มุ่งพัฒนานวัตกรรมลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและส่งมอบประโยชน์คืนสู่ลูกค้าในระยะยาว

ขณะที่ นายกิตติพันธ์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า ภาพรวมปี2568 ธนาคารรักษาความแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่องโดยมีกำไรสุทธิ4,116 ล้านบาท เติบโต10.8% และมียอดสินเชื่อคงค้าง181,900 ล้านบาท เติบโต18.1% สวนทางอุตสาหกรรมที่โตเพียง1.3% โดยเฉพาะในไตรมาส3 และ4 ที่กลุ่มMicro SME แสดงความแข็งแกร่งชัดเจน ส่งผลให้ภาพรวมสินเชื่อขยายตัวในอัตราเลข2 หลัก แม้จะใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวัง

ด้านอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) อยู่ที่7.7% แม้ปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย(MPC) แต่ถือเป็นระดับที่ช่วยลดภาระลูกค้าและเชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้(Cost to Income Ratio) อยู่ที่43.6% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการชะลอตัวของสินเชื่อจากเดิมที่โตเฉลี่ยกว่า20% มาอยู่ที่11% อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังเป็นไปตามแผนและคาดว่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

ด้านคุณภาพสินทรัพย์CREDIT โชว์ผลงานโดดเด่นที่สุดนับหลังวิกฤตโควิด-19 โดยสามารถบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ลดลงมาอยู่ที่4.2% ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และต่ำกว่ากลุ่มSME ในอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ10.7% ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ(Credit Cost) ลดลงจาก2.65% เหลือ1.83% และมีการตั้งสำรองอย่างเข้มงวด(Coverage Ratio) สูงถึง158% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น(ROE) อยู่ที่16.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์นอกจากนี้ ธนาคารยังประสบความสำเร็จในด้านความยั่งยืน โดยคว้าผลประเมินSET ESG Ratings ระดับA และCG Score ระดับ5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่2

สำหรับเป้าหมายทางการเงินในปี2569 ธนาคารตั้งเป้าการขยายตัวของสินเชื่อหลักในอัตราเลข2 หลัก หรือประมาณ11-15% โดยคาดการณ์NIM ทรงตัวในกรอบ7.5-8.0% พร้อมตั้งเป้าลดCost to Income Ratio ลงมาอยู่ที่ระดับ42.0% และรักษาระดับNPL ให้ต่ำกว่า4.5% ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและคุณภาพหนี้ที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนผ่านแอปพลิเคชันMicro Pay และAlpha ซึ่งมียอดผู้ใช้งานและมูลค่าธุรกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมถึงโครงการNew Core Banking ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

นายรอยย์ กล่าวเพิ่มว่า ธนาคารมีความกังวลต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของธนาคารคือผู้ประกอบการรายย่อย หรือ ไมโครเอสเอ็มอี(Micro SME) ซึ่งสถิติผลประกอบการในช่วง10 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ามีความมั่นคงสูงมาก แม้อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกอยู่บ้าง แต่กลุ่มลูกค้าระดับรากหญ้าและชุมชนท้องถิ่นนี้มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อวิกฤตได้ดีส่งผลให้การดำเนินงานของธนาคารมีเสถียรภาพ

ประกอบกับปัจจุบันธนาคารยังมีสัดส่วนทางการตลาดในกลุ่มนี้น้อยมาก จึงยังมีช่องว่างและโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก ทั้งนี้ ปัจจัยความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวังคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และหากเศรษฐกิจโลกกระทบต่อไทยจนรายได้ไม่เพิ่มขึ้นและจีดีพี(GDP) ต่ำ ก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ได้เช่นกัน

สำหรับการปรับแผนธุรกิจนั้น ธนาคารมีความจำเป็นต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเพื่อรับมือกับผลกระทบครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์(AI) ที่อาจเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ในช่วง2-5 ปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดที่ธนาคารต้องดำเนินการคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนเนื่องจากธนาคารไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวหากยังมีต้นทุนที่สูง

ดังนั้น ธนาคารจึงมุ่งเน้นการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล(Digital Transformation) และปรับปรุงแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จธนาคารจะสามารถส่งมอบผลประโยชน์เหล่านี้กลับคืนสู่ลูกค้าได้ แม้ในขณะนี้อาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ในระยะกลางและระยะยาว ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้อย่างแน่นอน

ในส่วนของประเด็นผลกระทบจากภาวะสงครามนั้น ธนาคารประเมินว่า ณ ปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มลูกค้าไมโครเอสเอ็มอีมากนักแต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือผลกระทบทางอ้อมที่อาจส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดดันให้ต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจรายย่อยเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากยังต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการดำเนินธุรกิจ

สำหรับการตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก(Double Digit) ประจำปีนี้นั้นเบื้องต้นธนาคารคาดการณ์ว่าการเติบโตของจีดีพีจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้ถึงระดับ3% ตามเป้าหมาย ก็จะส่งผลเชิงบวกต่อการเติบโตของธนาคารด้วยเช่นกัน แม้ขณะนี้จะยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปและธนาคารยังคงยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง(Conservative) แต่ในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อของภาครัฐที่ออกมาเพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีฟื้นตัวและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ซึ่งธนาคารได้ทำงานร่วมกับโครงการดังกล่าวเพื่อสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่ และคาดหวังว่าหากนโยบายภาครัฐมาถูกทาง อนาคตของเศรษฐกิจไทยก็จะปรับตัวดีขึ้นในที่สุด

พร้อมกันนี้ ธนาคารยังตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดสินเชื่อให้แตะระดับ 2.8-3 แสนล้านบาท ภายในปี 2572 โดยในปี 2568 ที่ผ่านมามียอดการให้สินเชื่ออยู่ที่ 1.81 แสนล้านบาท เป็นการเติบโต 11.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งโต 1.3%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...