วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2% ต่ำกว่า 3% 8 ปีติด รั้งท้ายอาเซียน
วิจัยกรุงศรี ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ยุคที่เผชิญกับวิกฤตหลายด้านและมีความท้าทายสูง
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงใหม่
“พิมพ์นารา หิรัญกสิ” หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 3.3% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยเกือบทุกประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ โลกยังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบโลกใหม่” ที่มีความเสี่ยงด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ข่าวปลอม (Fake News) และความขัดแย้งระหว่างประเทศในระยะสั้น ส่วนระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงหลักจะมาจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
มหาอำนาจเศรษฐกิจ สหรัฐฯ รุ่ง จีน-ญี่ปุ่น-ยุโรป เสี่ยง
- สหรัฐอเมริกา คาดว่าจะเติบโตเร่งขึ้นเป็น 2.4% จาก 2.1% ในปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังเป็นผู้สร้างความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้า ซึ่งอาจมีการนำกฎหมายเก่าเกือบ 100 ปี มาใช้เพื่อเก็บภาษีสูงถึง 50%
- จีน เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือ 4.5% ในปีนี้ จากความอ่อนแอในภาคการผลิต บริการ และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากหลายประเทศ
- ญี่ปุ่น ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวโดดเด่นจนสามารถรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่าไทย แต่มีความเสี่ยงจากข้อพิพาทกับจีนเรื่อง “แร่หายาก” (Rare Earth) ซึ่งญี่ปุ่นต้องพึ่งพาจากจีนถึง 70% ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าไฮเทค
- ยุโรป การฟื้นตัวยังเปราะบาง คาดว่าจะเติบโตชะลอลงเล็กน้อยจาก 1.5% ในปีก่อน โดยมีความเสี่ยงหลักจากความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ
เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพและรั้งท้ายอาเซียน
วิจัยกรุงศรี ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2% จากเดิม 1.8% แต่ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อน ซึ่งโตต่ำกว่าศักยภาพ ถือเป็นการเติบโตต่ำกว่า 3% ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 และโตต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน โดยมีปัจจัย ดังนี้
ปัจจัยหนุน
การท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นพระเอกหลัก คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.67 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาเป็นอันดับ 1 อีกครั้งในเดือน ม.ค.2569
นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.87 ล้านล้านบาท ในปี 2568 ประกอบกับการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI คาดว่าจะช่วยเร่งให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน กระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง
ปัจจัยเสี่ยง
ไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีจากสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดการเงิน การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า และที่สำคัญคือปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมๆ เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม