Grok กับบทเรียนธรรมาภิบาล AI เมื่อไทยถูกยกเป็นอันดับ 1 ขณะที่เพื่อนบ้านแบน
สัปดาห์ที่ผ่านมา Elon Musk โพสต์บน X ว่า “Grok hits #1 in Thailand” หลังจากที่ Grok ซึ่งเป็น AI Chatbot ของบริษัท xAI ที่Elon Musk เป็นเจ้าของขึ้นอันดับ 1 บน App Store ไทย ข่าวนี้ถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในไทยด้วยความภาคภูมิใจ แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้มีเรื่องที่น่าคิดมากกว่าแค่ตัวเลขดาวน์โหลด
ผู้อ่านบางท่านอาจไม่คุ้นเคย Grok เพราะอาจยังไม่เป็นที่นิยมใช้ในเมืองไทยอย่างแพร่หลาย เมื่อเทียบกับ Gen-AI Chatbot อย่าง ChatGPT หรือ Gemini ทั้งนี้ Grok เป็นโมเดล AI ที่ Elon Musk พยายามผลักดันและคาดหวังให้มีความสามารถเหนือกว่าโมเดลอื่นๆ โดยอยากให้เทียบขึ้นเป็นปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์เร็วกว่าค่ายอื่นๆ
คงต้องยอมรับว่า Grok 4 และ Grok 4 Heavy ที่ xAI เปิดตัวเมื่อ ก.ค.2025 มีความสามารถโดดเด่นจริง โดยเฉพาะ Grok 4 Heavy ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบขนาน สามารถเรียกทำงานหลายอย่างพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังทำคะแนนได้ 100% ใน AIME 2025 ซึ่งเป็นข้อสอบคณิตศาสตร์ระดับการแข่งขันที่ยากที่สุด
ส่วนในการทดสอบ Humanity's Last Exam ที่วัดการให้เหตุผลระดับปริญญาเอก Grok 4 Heavy ทำได้ 44.4%และ Grok ยังมีจุดแข็งเชื่อมต่อกับข้อมูลแบบเรียลไทม์จากแพลตฟอร์ม X ของ Elon Musk ทำให้รู้เท่าทันเหตุการณ์ปัจจุบัน และสามารถรองรับการทำงานกับเอกสารขนาดใหญ่ได้ดี
Grok เป็นเครื่องมือ AI ตัวหนึ่งที่ผมใช้เป็นประจำ โดยเฉพาะการค้นหาข้อมูล ที่เป็นปัจจุบันซึ่งผมพบว่า ได้คำตอบที่ดีมากเมื่อเทียบกับโมเดลค่ายอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งผมรู้สึกว่า Grok จะตอบคำถามแบบกวนๆ และที่น่าตกใจไปกว่านั้นบางครั้งเขาใช้ภาษาที่ไม่สุภาพออกไปทางหยาบคายและก้าวร้าว
ผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่โมเดล Grok เป็นแบบนี้ก็เพราะ Elon Musk มีแนวคิดเสรีภาพในการพูดแบบไร้ขีดจำกัด (Free speech maximalism) และมักวิจารณ์สหภาพยุโรปและรัฐบาลที่ใช้กฎหมายออนไลน์ในมุมที่เขามองว่า “เซ็นเซอร์” เขาจึงพยายามที่จะเซ็นเซอร์เนื้อหาของโมเดลให้น้อยที่สุดเท่าที่กฎหมายจะยอมให้
ที่น่าตกใจไปกว่านั้น Grok มีฟีเจอร์สร้างภาพที่เป็นโหมด Spicy ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดนำภาพบุคคลจริงรวมถึงเด็กและเยาวชนไปดัดแปลงเป็นภาพลามกอนาจาร (Deepfake) ได้ง่าย ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ และจับตามองจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกอย่างหนัก เนื่องจากมีมาตรการความปลอดภัยที่หละหลวมกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม
ในขณะที่คนไทยแห่โหลด Grok จนพุ่งขึ้นอันดับหนึ่ง กลับมีข่าวในสัปดาห์นี้ว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นสองประเทศแรกที่ประกาศ แบน Grok อย่างเป็นทางการโดย ให้เหตุผลว่ามี “การใช้งานในทางที่ผิดซ้ำซาก” ในการสร้างภาพโป๊ ลามก และ Sexual Deepfakes ของผู้หญิงและเด็ก
ขณะที่ อินเดียออกคำสั่งให้ X แก้ไข Grok ภายใน 72 ชั่วโมง โดยจำกัดความสามารถสร้างเนื้อหาที่เข้าข่าย “ลามก, สื่อลามก, หยาบคาย, อนาจาร, โจ่งแจ้งทางเพศ, เกี่ยวกับความใคร่ในเด็ก หรือผิดกฎหมาย”
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปกำลังประเมินว่า Grok ละเมิดกฎ EU หรือไม่ โดยโฆษก ระบุชัดว่า เคยเห็น Grok สร้างเนื้อหาที่มีลักษณะต่อต้านชาวยิว และภาพทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่ง “ผิดกฎหมายและยอมรับไม่ได้” ส่วนอังกฤษก็เปิดสอบสวนว่า Grok อาจละเมิดกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์และขู่ปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ม.ค.นี้ อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศเปิดการสอบสวน xAI และ Grok อย่างเป็นทางการ ในประเด็นการเอื้อให้เกิดภาพโป๊และภาพลามกที่ไม่ยินยอมของผู้หญิงและเด็กในวงกว้าง การสอบสวนนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยของ Gen-AI
กรณีของ Grok กำลังกลายเป็นการทดสอบของระบบกำกับดูแล AI ทั่วโลก และสะท้อนให้เห็นว่าการปล่อยให้แพลตฟอร์มจัดการเองด้วยเงื่อนไขการใช้บริการและระบบรายงานจากผู้ใช้นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป
สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมาย AI (EU AI Act) ที่จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 นี้ มีการวางกรอบธรรมาภิบาล AI (AI Governance)โดยกำหนดให้ผู้พัฒนาโมเดล AI ต่างๆ เช่น Grok, ChatGPT, Gemini ต้องจัดทำเอกสารเทคนิคให้ครบทุกขั้นตอน ต้องเผยแพร่สรุปข้อมูลที่ใช้ฝึกโมเดลต่อสาธารณะ และมีนโยบายลิขสิทธิ์ที่ชัด และหากเป็นด้านที่มีความเสี่ยงสูง ก็ต้องทำการวัดผลโมเดล และทดสอบการป้องกันต่อการที่โมเดลจะถูกหลอกหรือโจมตี และรายงานเหตุร้ายแรงต่อหน่วยงานกำกับ
สำหรับประเทศไทยก็กำลังเคลื่อนจากแนวทางการกำกับธรรมาภิบาล AI (AI Governance) สู่ร่างกฎหมาย AI และแนวทางกำกับดูแลที่บังคับใช้ได้จริง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยร่างกฎหมายมีแนวคิดคล้าย EU AI Act แต่ปรับให้เหมาะกับบริบทไทยโดยกำหนดให้ AI Governance Center ภายใต้ ETDA เป็นศูนย์กลางกำกับ แบ่งความเสี่ยงของ AI เป็นระดับ มอบอำนาจให้หน่วยกำกับของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การเงิน สุขภาพ สื่อสาร เป็นผู้กำหนดเองว่าอะไรคือความเสี่ยงสูง หรือข้อกำหนดในการใช้ AI ของบริบทของอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยผู้ให้บริการ AI ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ได้วางไว้
แม้วันนี้ไทยยังไม่ได้มีกฎหมายที่ชัดเจนในการกำกับดูแล AI แต่การที่ Elon Musk โพสต์เรื่อง Grok อันดับ 1 ในไทยท่ามกลางกระแสการแบนและการสอบสวนทั่วโลกนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่เขาพยายามตอบโต้กระแสโจมตีเรื่อง “Grok เป็นเครื่องมือทำ Deepfake ผิดกฎหมาย” ด้วยการปั้นกระแสใหม่ว่า “Grok เป็นแอปที่ผู้คนรัก” โดยหยิบยกยอดอันดับการดาวน์โหลดในไทยมาเป็นเครื่องการันตีความนิยม เพื่อช่วยกลบเกลื่อนกระแสข่าวที่เสียชื่อเสียง
กรณีของ Grok ทำให้เห็นได้ว่า ไทยกำลังถูกมองเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของ GenAI ระดับโลก และเราต้องตัดสินใจให้ชัดว่าอยากเป็น “ศูนย์กลางของนวัตกรรมที่มีการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง” หรือจะเสี่ยงถูกมองเป็น “ช่องว่างต่อการกำกับดูแล” ที่เครื่องมืออย่าง Grok ใช้เป็นที่หลบภัยจากมาตรการของประเทศอื่น
จุดสมดุลที่ประเทศไทยควรมุ่งเน้น คือการไม่แก้ปัญหาด้วยการตื่นตระหนกสั่งห้ามการใช้งานโดยทันที แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยปละละเลยจนเรากลายเป็นศูนย์กลางของการใช้ AI ที่มีการละเมิดศีลธรรมและธรรมาภิบาล เราควรนำแนวทางการกำกับดูแลที่อิงตามความเสี่ยงมาปรับใช้ โดยกำหนดให้การสร้างเนื้อหาทางเพศด้วยเทคโนโลยี Deepfake และสื่อลามกอนาจารเด็ก “เป็นสิ่งต้องห้าม” อย่างชัดเจน
พร้อมทั้งต้องบังคับให้ผู้ให้บริการ GenAI ที่เข้ามาทำตลาดในไทย ต้องมี ‘มาตรการป้องกันความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน’ (Default Guardrail) ที่มีประสิทธิภาพ สามารถปฏิเสธคำสั่ง (Prompt) ที่มุ่งสร้างเนื้อหาทางเพศเกี่ยวกับผู้เยาว์ หรือการตัดต่อลบเสื้อผ้าบุคคลจริง รวมถึงต้องมีระบบการฝังลายน้ำดิจิทัล และกลไกการรับแจ้งเหตุที่ใช้งานได้จริง
สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยง หลักธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) เข้ากับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กฎหมายว่าด้วยสื่อลามกอนาจาร และกฎหมายคุ้มครองเด็ก โดยระบุให้ชัดเจนว่าเนื้อหาที่สร้างโดย AI ซึ่งนำบุคคลจริงไปดัดแปลงในทางเพศโดยไม่ได้รับความยินยอมนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิที่ไม่แตกต่างจากการกระทำผ่านสื่อรูปแบบอื่น อีกทั้งต้องเร่งสร้าง ‘ความฉลาดทางดิจิทัล’ ให้ประชาชนตระหนักว่า การสร้างหรือส่งต่อภาพ Deepfake เหล่านี้ไม่ใช่ ‘เรื่องล้อเล่น’ แต่มีความผิดทางอาญาและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
สุดท้าย การที่ Grok ขึ้นอันดับ 1 ในไทยไม่ใช่เรื่องที่ต้องภูมิใจหรือละอายมากนัก มันเป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนว่าคนไทยสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะจัดการกับเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไร ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก ประเทศที่มีการกำกับธรรมาภิบาลที่ดีจะได้เปรียบ ไม่ใช่ประเทศที่ปล่อยให้ทุกอย่างเข้ามาโดยไม่มีกติกา