‘เมียนมา’ ขึ้นศาลโลกสู้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา ปัดข้อหา อ้างหลักฐานไม่พอ
‘เมียนมา’ ขึ้นศาลโลกสู้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา ปัดข้อหา อ้างหลักฐานไม่พอ
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เมียนมาขึ้นต่อสู้คดีข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 มกราคม โดยอ้างว่าประเทศแกมเบียที่ยื่นฟ้องเมียนมาไม่ได้ให้หลักฐานมากพอที่จะเอาผิดว่าเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาจริงตามที่ได้ยื่นฟ้องเมื่อปี 2019
ก่อนหน้านี้ ดอว์ดา จัลโลว์ รัฐมนตรียุติธรรมของแกมเบีย ขึ้นกล่าวต่อศาลโลกเมื่อวันที่ 12 มกราคม ว่าทางการเมียนมาต้องการกำจัดชาวมุสลิมโรฮีนจาด้วยการใช้ “นโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” จัลโลว์บอกอีกว่า ชาวโรฮีนจาเผชิญกับการกลั่นแกล้งที่โหดร้ายและความพยามยามที่จะทำให้ชาวโรฮีนจาเหมือนไม่เป็นมนุษย์ ที่ตามมาด้วยการปราบปรามจากกองทัพเมียนมา
ทีมทนายความของแกมเบียระบุว่า การที่เมียนมาสังหารผู้หญิง เด็ก และคนชรา รวมถึงทำลายบ้านเรือนของชาวโรฮีนจาเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าที่เมียนมาจะอ้างว่าเป็นการปราบปรามการก่อการร้าย
นายโก โก หล่าย ผู้แทนของรัฐบาลทหารเมียนมาขึ้นชี้แจงต่อผู้พิพากษาศาลโลกว่าเมียนมาไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยและปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายยึดครองรัฐยะไข่ได้ และการโจมตีเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เมียนมาต้องดำเนินปฏิบัติการกวาดล้าง ซึ่งเป็นศัพท์ทางทหารที่หมายถึงการดำเนินปฏิบัติการต่อต้านความไม่สงบหรือการก่อการร้าย
หล่ายชี้แจงอีกว่า รัฐบาลเมียนมามีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศ แต่ปัจจัยภายนอก เช่น การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ความพยายามดังกล่าวเจอกับอุปสรรค แต่ความมุ่งมั่นและความพยายามของเมียนมาตั้งแต่ปี 2017 ขัดแย้งกับสิ่งที่แกมเบียพยายามเสนอว่าเมียนมามีจุดมุ่งหมายที่ต้องการทำลายหรือบังคับเนรเทศชาวโรฮีนจา
นอกจากนั้น หล่ายยังบอกอีกว่า หากเมียนมาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาจะเป็นมลทินต่อประเทศและประชาชนเมียนมาอย่างไม่มีวันลบออกได้ ดังนั้น คำตัดสินของศาลโลกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชื่อเสียงและอนาคตของเมียนมา
เมียนมาใช้กองทัพเข้าปราบปรามชาวโรฮีนจาในปี 2017 ทำให้มีชาวโรฮีนจาเสียชีวิตหลายพันคน และอีกกว่า 700,000 คนต้องหนีไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศบังกลาเทศ รายงานขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในปี 2018 พบว่าผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพเมียนมาควรถูกสอบสวนในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่และข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในพื้นที่อื่นๆ แต่เมียนมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยอ้างว่าปฏิบัติการของเมียนมาพุ่งเป้าไปที่กองกำลังและภัยคุกคามที่ก่อความไม่สงบ
สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าศาลโลกคาดว่าจะมีคำตัดสินออกมาในช่วงปลายปี 2026 และคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาจะเป็นแบบอย่างให้กับการดำเนินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่นๆ เช่น คดีที่แอฟริกาใต้ยื่นฟ้องอิสราเอลว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เพราะการพิจารณาคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาเป็นการพิจารณาคดีในข้อหาดังกล่าวครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี และเป็นโอกาสให้ผู้พิพากษาของศาลโลกอัปเดตความหมายของคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เมียนมา’ ขึ้นศาลโลกสู้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา ปัดข้อหา อ้างหลักฐานไม่พอ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th