โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สรุป 1 ปี "ทรัมป์ 2.0" วีรกรรมสะเทือนโลก จัดระเบียบใหม่ ไม่เหมือนเดิม

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ครบ 1 ปี วีรกรรม “ทรัมป์ 2.0” สั่นสะเทือน ระเบียบโลกใหม่ที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

20 มกราคม 2025 คือ วันที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี สมัยที่ 2 กลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

จากวันนั้น โลกไม่ได้เดินเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ “ทรัมป์” กลายเป็นศูนย์กลางของความสั่นคลอนระดับโลก ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง ไปจนถึงความมั่นคงระหว่างประเทศ

“สงครามภาษี” คืนเดียวสะเทือนการค้าโลก

เหตุการณ์ที่เด่นชัดที่สุดของปีแรกในยุค “ทรัมป์ 2.0” คือการรื้อกติกาการค้าโลก ผ่านการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าใหม่จากเกือบทุกประเทศทั่วโลกอย่างน้อย 10% ในค่ำคืนวันที่ 2 เมษายน 2025

ทรัมป์เปรียบเปรยวันดังกล่าวว่า เป็นดั่งวัน “ปลดปล่อยอเมริกา” เพราะที่ผ่านมา สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าอย่างหนักกับหลายประเทศ และมองว่า สิ่งนี้ ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐอเมริกา

ในมุมมองทรัมป์ การขึ้นภาษีจะช่วยให้สหรัฐฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น ลดการขาดดุลการค้า สร้างหลักการค้าแบบต่างตอบแทน เพื่อปรับสมดุลการค้าโลกให้เป็นธรรมมากขึ้น

การประกาศขึ้นภาษีครั้งนี้ ส่งผลกระทบทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก รวมถึงประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในช่วงแรกถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ก่อนรัฐบาลไทยจะส่งทีมเจรจา และสามารถปิดดีลได้ที่ 19%

แม้อัตราภาษีเริ่มต้นจะอยู่ที่ 10% แต่เมื่อถึงสิ้นปี 2025 อัตราการเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เฉลี่ยที่แท้จริงพุ่งขึ้นไปที่ประมาณ 27% ซึ่งถือว่า เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบร้อยปี

การขึ้นภาษี ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าต่าง ๆ ที่ขายในสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาระจึงไปตกอยู่ที่ชาวอเมริกัน ที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น สำหรับสินค้าจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกากำลังพิจารณาว่า ทรัมป์ใช้อำนาจการเก็บภาษีภายใต้ IEEPA เกินขอบเขตหรือไม่ หากศาลตัดสินว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องคืนเงินภาษีให้แก่ผู้นำเข้าทั้งหมด และบริษัทสามารถยื่นคำร้องขอเงินคืนย้อนหลังได้เป็นระยะเวลา ไม่เกิน 2 ปี ตามอายุความที่กฎหมายกำหนด

“America First” อเมริกาต้องมาก่อน ชาติพันธมิตรไว้ทีหลัง

นโยบาย “America First” คือ สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ยึดถือมาตลอดทั้งปี และนั่นก็เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ ถอยห่างจากพันธมิตรระดับโลก

เพียงแค่วันแรกของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ก็ลงนามคำสั่งให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงปารีส” ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 มกราคมนี้ และตามมาด้วยการเริ่มถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก

แต่นั่นเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ ของสหรัฐฯ เพราะหลังจากนั้น ทรัมป์ก็ได้สั่งถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศอีกนับสิบแห่ง จนสั่นสะเทือนเวทีโลก

เพราะเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 66 แห่ง และจะยุติการให้เงินช่วยเหลือทั้งหมด ในจำนวนนั้น 31 แห่งเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ ซึ่งทรัมป์ให้เหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ขัดกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ถอนตัวออกจากองค์กรที่มุ่งดำเนินการไปที่สิทธิสตรี, สุขภาพประชากร สิทธิมนุษยชน และรับมือกับวิกฤตโลกร้อน

ขณะเดียวกัน ก็ลดบทบาท ตัดงบของ USAID ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือต่างประเทศลงอย่างมาก ส่งผลให้พนักงานถูกปลดไปราว 95% โครงการด้านสุขภาพ และการพัฒนาที่ตั้งอยู่ทั่วทุกมุมโลกส่วนใหญ่ถูกสั่งปิด

การถอนตัวออกจากองค์กรเหล่านี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง และมองว่า นี่เป็นการถอยหลังครั้งใหญ่ และสหรัฐฯ อาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลในอนาคต ท้ายสุดผลลัพธ์ก็จะย้อนกลับมาทำร้ายชาวอเมริกันทั้งทางตรง และทางอ้อม

กวาดล้างผู้อพยพครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

นอกจากมาตรการด้านต่างประเทศแล้ว การดำเนินการภายในสหรัฐฯ ก็ถูกพูดถึงไม่แพ้กัน อย่างแผนการกวาดล้างผู้อพยพครั้งใหญ่ ที่เรียกได้ว่า เป็นนโยบายที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

เพียงแค่ 3 วันหลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ก็ได้เริ่มการปราบปรามผู้อพยพอย่างจริงจัง

รัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐอเมริกา หรือ ICE เข้าบุกค้นครั้งใหญ่ในหลายเมืองทั่วประเทศ เพื่อค้นหา และเนรเทศผู้ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย

แต่การดำเนินการที่รุนแรง และแข็งกร้าวต่อผู้ต้องสงสัย ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ รวมตัวประท้วงกับมาตรการดังกล่าว และการประท้วงยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก เมื่อเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงรายหนึ่งเสียชีวิต ขณะกำลังดำเนินการตรวจค้น

แม้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง จะออกมาบอกว่า เป็นการป้องกันตัว แต่ทางประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างนั้น

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ รายงานว่า ภายใต้นโยบายจัดการผู้อพยพที่เข้มงวดของทรัมป์ ส่งผลให้ ICE จับกุมผู้คนจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีประวัติอาชญากรรม

กระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สิ้นปี 2025 มีผู้ถูกเนรเทศอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 622,000 คน ขณะเดียวกัน ผู้อพยพราว 1.9 ล้านคนที่ไม่มีเอกสาร เดินทางออกจากสหรัฐฯ โดยสมัครใจ ภายใต้แรงกดดันจากการบังคับใช้กฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

จับ ปธน.เวเนฯ-ขู่ยึดกรีนแลนด์ เขย่าความมั่นคงโลก

เหตุการณ์ที่ทำให้ทั่วโลกต้องหันมาจับตาที่สุด และกังวลเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ นั่นคือ คำขู่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเข้าแทรกแซงประเทศต่าง ๆ และเขาก็ได้ทำให้เห็นภาพนั้นแล้ว จากการบุกเข้าจับกุมประธานาธิบดีเวเนเซุเอลา หลังเข้าปี 2026 ได้เพียงไม่กี่วัน

บทความจาก Financial Times รายงานว่า แม้ทรัมป์มักจะบอกอยู่เสมอว่า เขาต้องการยุติสงครามที่ไม่สิ้นสุดของอเมริกา และมุ่งไปที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย America First เป็นหลัก

แต่ความเป็นจริง การกระทำของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ แทนที่จะถอยกลับ แต่เขากลับแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้น ทรัมป์มักจะอ้างถึงสิทธิ์ต่าง ๆ ในการเข้าควบคุมดินแดน และสั่งใช้ปฎิบัติการทางทหารอย่างดุเดือด

หนึ่งในตัวอย่างของเรื่องนี้ที่เห็นได้ชัดเจนสุด คือ การบุกจับกุมประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภรรยา โดยกล่าวอ้างว่า เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตชาวอเมริกัน แล้วหลังจากการจับกุม ทรัมป์ก็ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้บริหารเวเนซุเอลาหลังจากนั้นเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังขู่จะยึดกรีนแลนด์ จากเดนมาร์ก เพราะมองว่า ดินแดนแห่งนี้ เป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์และกำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยตั้งอยู่ระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยุโรป ซึ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ทั้งยังอุดมไปด้วยทรัพยากร และแร่หายากหลายชนิด จนประเทศสมาชิกนาโต ร่วมส่งทหารไปกรีนแลนด์ เพื่อปกป้องดินแดนจากสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ประกาศขู่ขึ้นภาษีกับชาติยุโรปที่คัดค้านเขาเรื่องการเข้าควบคุมกรีนแลนด์

นอกจากกรีนแลนด์แล้ว ทรัมป์ยังเคยขู่จะนำแคนาดาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และยึดคืนการควบคุมคลองปานามา ทั้งยังพิจารณาจะใช้กำลังทหารกับอิหร่าน หากอิหร่านทำร้ายผู้ประท้วง

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ปี 2025 ทรัมป์สั่งใช้ปฏิบัติการทางทหาร และทิ้งระเบิดมาแล้วทั้งหมด 7 ประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้อ้างว่า เขาสามารถยุติสงครามได้ทั้งสิ้นแล้ว 8 แห่ง แม้ว่าเขาจะไม่ได้รางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่เราอาจจะได้เห็นภาพเขาร่วมลงนามข้อตกลงหยุดยิง กับนายกรัฐมนตรีของไทย, กัมพูชา และมาเลเซีย เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แม้ว่า ภายหลังจะเกิดการปะทะขึ้นอีกรอบระหว่าง 2 ฝ่าย

สถานการณ์โลก และไทยจะเป็นอย่างไรต่อในยุค “ทรัมป์ 2.0” ปีที่ 2

บทความจาก The Chicago Council on Global Affairs วิเคราะห์ถึงบทบาทสหรัฐฯ ต่อจากนี้ว่า

ประการแรก ทรัมป์จะดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎเกณฑ์เดิม ๆ ไม่สนใจบรรทัดฐาน กฎหมาย หรือธรรมเนียมทางการทูต จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครที่สามารถหยุดยั้งเขาได้

ประการที่ 2 สภาคองเกรสอาจจะพยายามจำกัดอำนาจประธานาธิบดี แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่า สภาจะควบคุมทรัมป์ได้จริงหรือไม่

ประการที่ 3 พันธมิตร โดยเฉพาะชาติยุโรปจะเกิดความวิตก เมื่อทรัมป์ขู่จะยึดกรีนแลนด์ บรรดาชาติสมาชิกนาโตก็ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้าน และเพิ่มกองกำลังโดยรอบ แม้ทรัมป์จะยังไปทำการยึดจริง แต่การพูดออกมาอย่างเปิดเผย ก็สั่นคลอนระเบียบโลกเดิมที่สั่งห้ามยึดดินแดนด้วยกำลัง

ด้าน สตีฟ วอลต์ ศาสตราจารย์จาก Harvard Kennedy School ให้สัมภาษณ์กับ GZERO Media ว่า ตลอดปี 2025 รัฐบาลทรัมป์ได้ประโยชน์จากสิ่งหนึ่งอย่างมาก นั่นคือ โลกขาดการร่วมมือแบบเป็นกลุ่ม

หลายประเทศไม่พอใจสหรัฐฯ แต่ไม่สามารถจับมือกัน เพื่อถ่วงดุลอำนาจสหรัฐฯ ได้ แม้กระทั่งชาติยุโรป ซึ่งก่อให้เกิดคำถามว่า เมื่อทรัมป์แข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ โลกจะหันมารวมตัวจริงจังได้แล้วหรือยัง

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรี ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 1.8% ในปี 2026 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ, ความไม่มั่นคงทางการเมือง และการค้าโลกที่ชะลอตัวลง

การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ทำให้สินค้าไทยที่ขายในสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้น และแข่งขันกับประเทศอื่นยากขึ้น ผู้บริโภคในสหรัฐฯ อาจนำเข้าสินค้าไทยน้อยลง หรือเปลี่ยนไปซื้อจากประเทศอื่น จนลามไปถึงภาคอุตสาหกรรม การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม

ท้ายสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ก็อาจจะมีนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 1.00% ในครึ่งปีแรก 2026 เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก และสงครามการค้าที่ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

https://globalaffairs.org/commentary/analysis/trump-20-enters-2026-full-force

https://youtu.be/H_RiQchMZxw?list=TLGGVpMmdjZU1uAyMTAxMjAyNg

https://www.ft.com/content/e12c51d8-1208-4248-8775-e5cbf2298d19

https://www.cnbc.com/2026/01/14/supreme-court-trump-tariffs-decision.html

https://theconversation.com/a-year-on-from-his-second-inauguration-trump-2-0-has-one-defining-word-power-273697

https://www.firstpost.com/explainers/trump-second-term-one-year-global-order-tariffs-iran-ukraine-venezuela-13970134.html

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...