โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รวมแผนคลังดูดภาษีหารายได้เข้ารัฐ ลดขาดดุล เพิ่มVAT-ภาษีบาป-ปรับลดหย่อน

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รวมแผน ‘คลัง’ ดูดภาษี หารายได้เข้ารัฐ ลดขาดดุล เพิ่ม VAT-ภาษีบาป-ปรับลดหย่อน

กระทรวงการคลังกำลังเดินหน้าแผนปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่ ภายใต้หนึ่งในเป้าหมายคือ “เพิ่มรายได้รัฐ” เพื่อสกัดความเสี่ยงฐานะการคลังที่เปราะบาง ลดการขาดดุลงบประมาณ และประคองเสถียรภาพหนี้สาธารณะไม่ให้ล้ำเส้นเพดานที่กำหนดไว้ แผนดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วยดิจิทัลและฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยให้ไว้จำนวนมาก ไปจนถึงการขยับอัตราภาษีสำคัญ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษีในกลุ่มสินค้าบาป (Sin Tax)

ภายใต้กรอบแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ที่ได้รับมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ทิศทางนโยบายไม่ได้มุ่งเพียงอุดช่องโหว่รายได้ของรัฐในระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามปรับโครงสร้างการคลังครั้งใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยตั้งเป้าลดระดับการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ควบคู่กับการยกเครื่องฐานรายได้ใหม่อย่างเป็นระบบ

มาตรการสำคัญที่ถูกหยิบมาใช้ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามหลักเกณฑ์ภาษีขั้นต่ำโลก การยกเลิกการยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำ ไปจนถึงการทบทวนโครงสร้างสิทธิประโยชน์และค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ท่ามกลางแรงกดดันจากรายจ่ายประจำที่พุ่งสูง หนี้สาธารณะที่เข้าใกล้กรอบเพดาน และสัญญาณเตือนจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แผนเพิ่มการจัดเก็บภาษีครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันสำคัญของฝ่ายเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างวินัยการคลังกับภาระของประชาชนและภาคธุรกิจได้เพียงใด ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน

ฐานะการคลังไทยตึงตัว รายได้รัฐหด-รายจ่ายพุ่ง บีบคลังเร่งหาแหล่งรายได้ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถานะการคลังของไทยเริ่มส่งสัญญาณเปราะบางชัดเจนขึ้นจากหลายด้าน ข้อมูลย้อนหลังในช่วงกว่า 20 ปีสะท้อนว่า สัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 17% ในปี 2536 เหลือ 14.9% ในปี 2568

ในทางตรงกันข้าม บทบาทการใช้จ่ายภาครัฐกลับทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับสูง และภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อ GDP ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายจ่ายของรัฐยังคงถูกจำกัดด้วยรายจ่ายประจำที่มีสัดส่วนสูงถึงราว 70-80% ของงบประมาณทั้งหมด เช่น เงินเดือนและค่าตอบแทนข้าราชการ ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าสาธารณูปโภค และเงินอุดหนุนต่าง ๆ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้วงเงินที่เหลือสำหรับรายจ่ายลงทุน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลดลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน มาตรการลดหย่อนภาษีที่ภาครัฐใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ได้ส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เมื่อผนวกกับความจำเป็นในการใช้นโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อรัฐบาลต้องระดมเงินกู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับสูงขึ้นจนเข้าใกล้กรอบเพดาน 70% ขณะที่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังเพิ่มความไม่แน่นอนในการคาดการณ์ภาระดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า

เมื่อพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ทางการคลังตามมาตรา 11 (4) และมาตรา 50 พบว่า กฎเกณฑ์บางรายการมีความจำเป็นต้องทบทวน ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและฐานะการคลังที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาวินัยการคลังให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภาระผูกพันตามมาตรา 28 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 865,018 ล้านบาท หรือ 28.83% ของกรอบวงเงินงบประมาณในปี 2562 เพิ่มเป็น 1,133,751 ล้านบาท หรือ 30.21% ในปี 2568

ความเปราะบางทางการคลังเหล่านี้เริ่มสะท้อนออกมาผ่านการประเมินของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ซึ่งแสดงความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังของไทยในระยะยาว โดยมีการปรับแนวโน้มมุมมอง (Outlook) ของประเทศ อันถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ในการดำเนินแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูฐานะการคลังผ่านการเพิ่มรายได้และบริหารรายจ่ายรัฐ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศภายใต้แนวคิด “Credible” โดยมุ่งปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ภายใต้กรอบวินัย ความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการกำหนดระดับการขาดดุลการคลังให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง โดยตั้งเป้าปรับลดการขาดดุลให้ไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล และนำไปสู่การฟื้นฟูฐานะการคลังของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

ขยายฐานรายได้รัฐ ดิจิทัลนำทาง

ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 แนวทางแรกของการเพิ่มรายได้รัฐ คือการยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นระบบ กระทรวงการคลังวาง “ดิจิทัล” และ Big Data เป็นแกนกลางของการปฏิรูป โดยมุ่งขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายได้ของทั้งบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ ลดช่องโหว่การหลีกเลี่ยงภาษี และยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่

หัวใจสำคัญคือการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Lake ของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีเป้าหมายรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไว้ในระบบเดียว เพื่อให้การจัดเก็บรายได้มีความครบถ้วน แม่นยำ และตรวจสอบได้มากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติการจัดเก็บภาษีเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในการออกแบบ วิเคราะห์ และประเมินผลนโยบายการคลังในภาพรวม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลังของรัฐในระยะยาวและตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะ

ควบคู่กันนั้น มีการทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดเก็บภาษีสรรพสามิต รวมถึงกฎหมายและกลไกที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การจัดเก็บรายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการบริหารและการติดตามการจัดเก็บภาษีในทุกขั้นตอน

ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ รัฐเตรียมปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของบางแห่งให้สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงิน ขณะเดียวกันยังขยายกรอบการบริหารทรัพย์สินของรัฐให้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่ทุนหมุนเวียน การบริหารหลักทรัพย์ ที่ราชพัสดุ การทบทวนราคาประเมิน ไปจนถึงการจัดการเหรียญกษาปณ์ เพื่อเพิ่มรายได้และมูลค่าสินทรัพย์เข้าสู่คลังในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาภาษีเป็นแหล่งรายได้หลักแต่เพียงด้านเดียว

ภาษีใหม่-ภาษีเพิ่ม เดิมพันใหญ่ลดขาดดุล

นอกเหนือจากการยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีแล้ว แกนสำคัญอีกประการของแผนเพิ่มรายได้ระยะปานกลาง คือการเร่งขับเคลื่อนมาตรการทางภาษีผ่านหน่วยงานจัดเก็บหลักของรัฐอย่างจริงจัง ได้แก่

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทยอยยกเลิกลดอัตรา กลับสู่เพดานกฎหมาย 10%

รัฐบาลมีแผนเพิ่มรายได้ผ่านการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยใช้แนวทางเทียบเท่ากับการทยอยยกเลิกมาตรการลดอัตรา VAT รวม 3% ที่ใช้เป็นการชั่วคราวมาอย่างยาวนาน แผนดังกล่าวกำหนดให้ในปีงบประมาณ 2571 ยกเลิกการลดอัตรา 1.5% ส่งผลให้อัตราจัดเก็บขยับขึ้นเป็น 8.5% ก่อนจะยกเลิกการลดอัตราที่เหลืออีก 1.5% ในปีงบประมาณ 2573 ทำให้อัตราภาษีกลับไปจัดเก็บเต็มเพดาน 10% ตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การทยอยยกเลิกการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องดำเนินไปพร้อมกับการนำเสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบในคราวเดียวกัน เพื่อรองรับแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลต่อค่าครองชีพ กำลังซื้อ และการบริโภคภาคเอกชน

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปรับโครงสร้างค่าลดหย่อน ลดเอื้อรายได้สูง

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2025 กระทรวงการคลังได้ขับเคลื่อนนโยบายชุด “Quick Win” เพื่อเร่งวางรากฐานการออมระยะยาวของคนไทย ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานรายได้รัฐและแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการหลักอยู่ที่การปรับโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ควบคู่กับการเปิดตัวบัญชีเพื่อการลงทุน Thailand Individual Saving Account (TISA) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้ว และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ

สำหรับการปรับโครงสร้างเพดานค่าลดหย่อนภาษี รัฐบาลกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี ครอบคลุมกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุน Thai ESG, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ และบัญชี TISA พร้อมเปลี่ยนวิธีคำนวณสิทธิลดหย่อนให้แตกต่างตามระดับรายได้อย่างชัดเจน

  • ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนในอัตรา 1.3 เท่าของเงินลงทุน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลางเริ่มออมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตการทำงาน
  • ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนเพียง 0.7 เท่าของเงินลงทุน หายไป 30% ซึ่งสะท้อนแนวคิดการลดการอุดหนุนทางภาษีให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการออมสูงอยู่แล้ว
  • หากใช้สิทธิเต็มเพดาน 800,000 บาท ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 1.04 ล้านบาท ขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะลดหย่อนได้สูงสุด 560,000 บาท

นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การปรับโครงสร้างค่าลดหย่อนครั้งนี้จึงมีเป้าหมายชัดเจนในการ “รีบาลานซ์” สิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้เอื้อต่อคนรุ่นใหม่ มนุษย์เงินเดือน และผู้มีรายได้ปานกลางมากขึ้น เพื่อสร้างเงินออมรองรับวัยเกษียณในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ลดภาระการคลังจากการอุดหนุนกลุ่มรายได้สูง โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้สุทธิให้กรมสรรพากรราว 5,000 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นแรงหนุนให้เม็ดเงินออมไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

  • การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax)

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 การบังคับใช้ Global Minimum Tax ในอัตราขั้นต่ำ 15% ได้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐไทย โดยตั้งเป้ารายได้ 8,400 ล้านบาทในปี 2570 โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เดิมใช้นโยบายลดหย่อนภาษีจนมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าเกณฑ์สากล มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างรายได้ภาษี และป้องกันไม่ให้ภาษีส่วนต่างไหลออกไปให้ประเทศอื่นจัดเก็บแทน

Global Minimum Tax คือข้อตกลงภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำของโลกในอัตรา 15% ที่ผลักดันโดย OECD และได้รับการยอมรับจากกว่า 140 ประเทศ รวมถึงไทย เป้าหมายหลักคือให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องเสียภาษีในระดับใกล้เคียงกัน ไม่ว่าดำเนินธุรกิจในประเทศใด ลดการโยกย้ายกำไรไปยังประเทศภาษีต่ำ

สำหรับไทย แม้อัตราภาษีนิติบุคคลตามกฎหมายอยู่ที่ 20% แต่สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนทำให้หลายบริษัทมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% หากไม่มีการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ส่วนต่างดังกล่าวจะถูกประเทศที่เป็นที่ตั้งของบริษัทแม่เรียกเก็บแทน รัฐบาลจึงออกพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อรักษาฐานรายได้ภาษีไว้ในประเทศ โดยให้มีผลกับรอบบัญชีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป

มาตรการนี้ใช้กับบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้รวมทั่วโลกตั้งแต่ 750 ล้านยูโรต่อปี ครอบคลุมทั้งกลุ่มบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทย และกลุ่มบริษัทไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ คาดว่าจะมีบริษัทเข้าข่ายราว 1,000 แห่ง การจัดเก็บจะอิงรายได้ตามงบการเงินรวม และไม่เปิดช่องให้ใช้มาตรการลดหย่อนพิเศษเพื่อลดอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% โดยกรมสรรพากรใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในการยื่นแบบและชำระภาษี

หัวใจของ Global Minimum Tax สำหรับไทย คือการเพิ่มรายได้ภาษีโดยตรงจากบริษัทข้ามชาติที่เดิมเสียภาษีต่ำกว่ามาตรฐานสากล และลดความเสี่ยงที่รัฐจะสูญเสียฐานภาษีให้ประเทศอื่น ในระยะยาว มาตรการนี้ช่วยเสริมเสถียรภาพการคลัง เพิ่มรายได้ภาครัฐโดยไม่ต้องพึ่งการขึ้นภาษีกับผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนทั่วไป

  • ปรับภาษีน้ำมัน-ภาษีบาป-ยกเลิกการงดเก็บภาษีสินค้ามูลค่าต่ำ ดันรายรับเพิ่ม

ในส่วนของกรมสรรพากร นอกจากการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ยังมีการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งประเมินรายได้ไว้ 12,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570

ด้านกรมสรรพสามิต มาตรการสำคัญคือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยปรับเพิ่มจากอัตราที่ใช้อยู่ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อีกลิตรละ 1 บาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มประมาณ 33,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570 ทั้งนี้ การปรับอัตราภาษีจะพิจารณาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงสถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

พร้อมกันนี้ ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างและปรับเพิ่มอัตราภาษีในกลุ่มสินค้าภาษีบาป หรือ Sin Tax ได้แก่ สุรา เบียร์ และยาสูบ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้ 5,450 ล้านบาทสำหรับปี 2570 ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณานำแนวคิดภาษีคาร์บอนมาใช้เป็นส่วนประกอบ คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเติม 6,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570 รวมถึงการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีก 320 ล้านบาท เพื่อสะท้อนต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในราคาสินค้า

สำหรับกรมศุลกากร รัฐบาลยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตามหลักเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis) ซึ่งเป็นมาตรการที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐอีกประมาณ 3,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570 พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสินค้านำเข้ากับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

ขณะที่รายได้จากส่วนราชการอื่นยังเป็นอีกแหล่งสำคัญ โดยเฉพาะรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งได้รวมผลจากการเปลี่ยนระบบสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมมาเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract: PSC) คาดว่าจะสร้างรายได้ถึง 71,300 ล้านบาท รวมถึงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่าง ๆ อีก 12,900 ล้านบาทสำหรับปี 2570 ทั้งหมดสะท้อนทิศทางการบริหารรายได้รัฐที่พยายามขยายฐานรายได้ในหลายมิติ เพื่อรองรับภาระงบประมาณและรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะกลางและระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...