“ตรุษจีน” โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
“ตรุษจีน”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
เห็นชื่อบทความนี้แล้ว คุณผู้อ่านอาจพลิกผ่านไปเลย ไม่รู้จะอ่านไปทำไม ในเมื่อคนไทยในประเทศนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานเชื้อสายจีน ครอบครัวส่วนใหญ่ก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ค่อนข้างดี อย่างน้อยยังต้องทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ แจกอั่งเปาให้เด็ก ๆ ส่วนเรื่องล้างบ้านให้สะอาดหมดจดก่อนวันปีใหม่ ประดับประตูหน้าต่างด้วยคำกระดาษมงคลสีแดงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนจีนในไทยรุ่นหลัง ๆ ส่วนใหญ่ยกเลิกกันไปแล้ว เพราะเห็นเป็นเรื่องยุ่งยาก ส่วนคนจีนในประเทศอื่นทำกันอย่างไรนั้นก็คงมีความหลากหลายจนพูดไม่หมด ถึงอย่างไรประเพณีตรุษจีนก็ต้องถือว่าเป็นประเพณีที่มีความเป็นสากลอยู่ในตัว ถ้าไม่พูดเสียเลย ลูกหลานเชื้อสายจีนในประเทศไทยเราเองก็จะค่อย ๆ หมดความสนใจ เพราะถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมตะวันตกจนลืมประเพณีนี้ไปเลยก็ได้
จุดเน้นของบทความนี้ต้องการให้ความรู้เกี่ยวกับที่มาของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเทศกาลหนึ่งของจีน กล่าวกันว่าเริ่มต้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ถัง เมื่อประมาณ 1400 ปีก่อน ราชวงศ์ถังเป็นยุคที่เจริญที่สุดในประวัติศาสตร์โบราณของจีน กษัตริย์ในราชวงศ์ถังเป็นผู้กำหนดให้ถือเอาวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีน เรียกว่า “ชุนเจี๋ย” ซึ่งแปลว่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ชุนเจี๋ยจึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนตั้งแต่นั้นเรื่อยมา
เทศกาลชุนเจี๋ยได้รับการยอมรับว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ แม้สถานการณ์ทางการเมืองของจีนจะผ่านการสู้รบลุ่ม ๆ ดอน ๆ เป็นช่วง ๆ แต่ชุนเจี๋ยก็ยังคงถือว่าเป็นวันตรุษจีนเรื่อยมา เมื่อจีนได้ปลดปล่อยประเทศในปี 1949 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ สมาชิกในครอบครัวที่อยู่ห่างไกลความเจริญย่อมต้องพยายามส่งเสียให้ลูกหลานเข้าเมืองไปเข้าเรียนหรือไปหางานทำ แทนที่จะเป็นเกษตรกรต่อจากพ่อแม่ไปเรื่อย ๆ รัฐบาลจีนก็เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก พยายามสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานให้ทั่วถึงทั้งประเทศ เช่น รถประจำทาง รถไฟความเร็วสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรถไฟความเร็วสูงของจีนมีเส้นทางวิ่งที่ถักทอกันเป็นเครือข่ายสามารถเข้าถึงเกือบทุกท้องที่ในชนบท นอกจากนี้ประชาชนยังได้รับวันหยุดอย่างเป็นทางการ 7 วัน แต่บางคนอาจลางานต่อเป็น 10-15 วันก็มี แล้วกลับมาหาวันทำงานชดใช้วันที่หยุดเกินไปภายหลัง
ตามรายงานข่าว ตรุษจีนปีนี้ผู้คนที่เดินทางด้วยรถยนต์มีถึง 258.75 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 10.8% ผู้โดยสารด้วยรถไฟคาดว่าจะมีถึง 13.95 ล้านคน/ครั้ง มากกว่าปีที่ผ่านมา 6.8% นั่งเครื่องบินประมาณ 8.5 คน/ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6.4%
ทุกปีการฉลองตรุษจีนที่ถูกใจผู้เขียนมากที่สุดคือการแสดงบนเวทีในงานชุนหว่าน ซึ่งคนจีนมีความสามารถทางด้านการแสดงชนิดหาตัวจับยาก แต่ปีนี้นอกเหนือจากการแสดงแสงสีเสียงและศิลปะพร้อมพรักของนักแสดงบนเวทีแล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพิ่มความตระการตา โดยเฉพาะหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ที่แสดงศิลปะการต่อสู้และเคลื่อนไหวสมจริงใกล้เคียงมนุษย์ นอกจากนั้นยังมีการใช้ เอไอ ในการควบคุมการแสดง และเทคโนโลยี 5G/Cloud สำหรับการแสดงผลแบบเรียลไทม์ รวมถึงการใช้โดรนและระบบแสงสีเสียงล้ำสมัยประกอบการแสดงด้วย
จิตใจที่ยืนหยัดพัฒนาวัฒนธรรมชุนเจี๋ยให้มีความยิ่งใหญ่แผ่ไพศาลไปทั่วสากลโลก ทำให้ UNESCO มีมติรับรองตรุษจีนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อปี 2024