“เชตวัน” ชี้ปฏิรูปกองทัพต้องเริ่มที่ทหารเกณฑ์
“เชตวัน” ชี้ ปฏิรูปกองทัพต้องเริ่มที่ทหารเกณฑ์ เสนอมีคนนอกสอบคดีเสียชีวิตในค่ายอย่างเป็นธรรม มองทหารสอบกันเอง สังคมไม่เชื่อมั่น
นายเชตวัน เตือประโคน ว่าที่ สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กต่อปัญหาการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ เรื่องแรกๆ ที่ต้องแก้สำหรับการ "ปฏิรูปกองทัพ"
โดยกรณีการเสียชีวิตของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในขณะนี้ ต้องขอบคุณกองทัพบกที่รีบออกมาดำเนินการอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการย้ายผู้บัญชาการเรือนจำ มทบ.12 ไปช่วยราชการ การตั้งคณะกรรมการสอบจากส่วนกลางมาสอบสวนหาความจริงแต่ที่ควรมากกว่า "คนส่วนกลาง" ที่มีแต่คนในกองทัพ ผมคิดว่าควรที่จะมี "คนนอก" ร่วมเป็นกรรมการด้วย เพราะทหารเป็นกรรมการสอบกันเอง ไม่ได้ทำให้สังคมเชื่อมั่นว่าจะเกิดความเป็นธรรม
ผมและพรรคประชาชน เราเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกองทัพ โดยเรื่องแรกๆ ที่พูดถึงนั้นเกี่ยวกับ "ทหารเกณฑ์" ซึ่งเมื่อลองพลิกดูหนังสือ "ปฏิรูปกองทัพไทย Tranform or Die" ผลงานของ อ.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงซึ่งตีพิมพ์ไว้ตั้งแต่มีนาคม 2566 นั้น ก็ตรงกันว่า "เข็มมุ่งและข้อพึงสังวร" แรกๆ ที่มีการนำเสนอนั้นก็คือเรื่องทำนองเดียวกัน โดยผมขอยกมา 3 ข้อต่อไปนี้ เผื่อผู้ที่มีอำนาจจะผ่านมาเห็น และคิดถึงเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ "ทหารเกณฑ์" มากกว่าที่เป็นอยู่
(การเสียชีวิตในค่ายทหาร)
1.ปัญหาการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ที่ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการฝึกทางทหาร หรือเกิดจากเรื่องอื่นในทางทหาร และครอบครัวของทหารเหล่านี้ไม่ยอมจำนน
เก็บเรื่องเหล่านี้เอาไว้ และออกบอกกล่าวสู่สังคมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกหลานพวกเขา ดังนั้น การเสียชีวิตและการบาดเจ็บรุนแรงของทหารเกณฑ์จะต้องมีกระบวนการสอบสวน
ที่เป็นธรรมต่อครอบครัวผู้สูญเสีย ไม่ใช่การนำปัญหาเข้าสู่การ "ปกปิดความผิด" ที่ไม่มีคำตอบชัดเจนถึงการเสียชีวิต หรือการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกำลังพลระดับล่าง
(ใช้ทหารทำในสิ่งที่ไม่ใช่ภารกิจ)
2.ปัญหาการใช้ทหารเกณฑ์ที่ไม่ใช่ในภารกิจทางทหาร เช่น นำไปใช้ทำงานในครัวเรือน หรืองานอื่นๆ หรือถูกส่งไปทำหน้าที่เป็นทหารรับใช้แก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง และเป็นประเด็นที่สังคม
รับไม่ได้เพราะเป็นการสร้าง "อภิสิทธิ์ทางทหาร" ให้คนบางกลุ่ม ฉะนั้น การให้ "สิทธิพิเศษทางทหาร" จึงต้องมีความชัดเจน และสิทธิเช่นนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องทางทหาร และการให้
ที่เกิดขึ้นต้องสามารถตอบคำถามสังคมได้ และอาจต้องมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา เพราะรัฐบาลจะต้องไม่เอางบประมาณทางทหารของประเทศเพื่อใช้แบกรับสิทธิพิเศษนี้โดยไม่มีระยะเวลาจำกัด
(ระบบการเกณฑ์ที่ล้าสมัย)
3.ปัญหาการสร้างระบบกำลังพลบนพื้นฐานของการเกณฑ์ทหารในแบบเดิม อาจต้องนำมาทบทวนให้เหมาะสมกับยุคสมัยและโครงสร้างทางสังคม การปฏิรูปการเกณฑ์ทหารจะต้องมีจุดหมายปลายทางในการสร้างกองทัพไทยให้เป็น “กองกำลังทหารอาสา (AVF) เช่นกองทัพในโลกสมัยใหม่ เพราะแนวโน้มของกองทัพในศตวรรษที่ 21 มีความเป็นกองกำลังทหารอาสามากกว่าจะเป็นกองทัพของ"ทหารเกณฑ์แบบเก่า" ที่ไม่รองรับต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและยุคสมัย (คือเป็นแบบ Conscription)
ดังนั้น การปฏิรูปกองทัพจะต้องคิดในการสร้างระบบของการนำพลเรือนเข้ากองทัพ ที่การคิดจะต้องตอบโจทย์ทั้งทางสังคมและทางทหารในอนาคต นักปฏิรูปจะต้องไม่คิดตอบโจทย์เรื่องของ
การเกณฑ์ทหารเพียงมิติเดียวที่เป็นเรื่องทางทหารเท่านั้น และการปฏิรูปเรื่องนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่สำคัญของการคิดปฏิรูปเรื่อง "ระบบรับราชการทหาร" (military service)
ในเรื่องของกำลังพลทั้งระบบอีกด้วย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews