บลจ.กสิกรไทยเชื่อมั่นตลาดตราสารหนี้-หุ้นกู้ เดินหน้าลงทุน
ทันหุ้น-สู้โควิด: บลจ.กสิกรไทย เชื่อมั่นตลาดตราสารหนี้ –หุ้นกู้ พร้อมเฟ้นหาโอกาสลงทุนสร้างผลตอบแทนต่อ ด้วยมั่นใจกระบวนการคัดสรร ขณะที่หุ้นกู้ระดับ AAA ถึง A- ยังคงเป็นที่ตอบโจทย์ของตลาดระดมทุนได้ตามเป้าหมาย มองวงเงิน 4 แสนล้านที่แบงก์ชาติเสริมสภาพคล่องหุ้นกู้เอกชนอาจใช้ไม่หมด พร้อมแนะนำลงทุนเทอมฟันด์และ มันนี่มาร์เก็ตฟันด์
นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ บลจ.กสิกรไทย ให้มุมมองต่อตลาดตราสารหนี้และหุ้นกู้เอกชนว่าอาจได้รับความกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ สะท้อนได้จากการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนที่ไม่สามารถขายได้ตามจำนวนที่ตั้งใจอย่างไรก็ตาม ในส่วนของหุ้นกู้เอกชนที่อยู่ในระดับลงทุนได้ หรือ investment grade ก็ยังสามารถขายได้หมด
“ในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยผู้ลงทุนอาจกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ ทำให้หุ้นกู้ขายไม่หมด อย่างไรก็ตามไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกบริษัทที่มีการออกหุ้นกู้ เราพบว่า เอกชนบางรายยังประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นก็ โดยเฉพาะหุ้นกู้ในระดับอินเวสท์เมนท์ เกรด ที่นักลงทุนยังให้ความสนใจ”
ทั้งนี้หุ้นกู้ที่ออกมามีทั้งออกใหม่ และ Roll Overซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่ครบชำระและต่ออายุใหม่ โดยในภาวะปกติหุ้นกู้ออกใหม่ และแบบ Roll Over ก็ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนดีแต่ในภาวะที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นก็อาจส่งผลให้การระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้ไม่ประสบความสำเร็จ
นักลงทุนกังวลหุ้นกู้เรทต่ำกว่า A-
อย่างไรก็ตาม นายชัชชัย เชื่อว่าหุ้นกู้ระดับที่ลงทุนได้หรือ investment grade ในเรทติ่งที่ระดับ AAA ถึง A- กลุ่มนี้ออกหุ้นกู้มาขายไม่ยากอยู่แล้ว แต่ในกลุ่มที่ต่ำกว่า A-หรือเรทติ้งตั้งแต่ BBB+ไป นักลงทุนอาจกังวล จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
“ถ้าเราดูหุ้นกู้ตั้งแต่เครดิต BBB+เป็นต้นไป มูลค่าจะอยู่ที่ราว 6 แสนล้านบาท เป็นกลุ่ม ไฮยิลด์บอนด์ คือให้ผลตอบแทนสูงตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น กลุ่มนี้มีมูลค่าอีกราว 1แสนล้านบาท ในขณะที่มาตรการแบงก์ชาติออกมาเสริมสภาพคล่องให้หุ้นกู้เอกชนในวงเงิน 4 แสนล้านบาท เราเชื่อว่าเพียงพอที่จะเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัทที่ออกหุ้นกู้ได้”
นายชัชชัย อธิบายว่าด้วยเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือจากแบงก์ชาติ บริษัทที่ออกหุ้นกู้จะต้องมีแหล่งระดมทุนจากส่วนอื่นด้วย เช่นกู้แบงก์ หรือระดมทุนกับนักลงทุน โดยในส่วนของแบงก์ชาติจะเป็นส่วนสนับสนุนภาพคล่องส่วนเพิ่ม (top up) ทำให้ บลจ.กสิกรไทยคาดว่าวงเงิน 4 แสนล้านบาท จะเพียงพอต่อการเสริมสภาพคล่อง ซึ่งประเมินว่าอาจใช้ไม่เกิน 3 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ
มองหาโอกาสลงทุนต่อเนื่อง
"อย่างไรก็ตาม ที่ภาคเอกชนเลือกมาออกหุ้นกู้ ไม่ใช้เพราะกู้แบงก์ไม่ได้เสมอไป แต่ส่วนหนึ่งเพราะได้ต้นทุนที่ถูกกว่า ซึ่งแม้ภาวะตลาดตราสารหนี้ จะมีความกังวลจากนักลงทุนอยู่บ้าง ในส่วนของ บลจ.กสิกรไทยก็ยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนต่อไป"
นายชัชชัย บอกว่า ตลาดแบบนี้ บลจ.กสิกรไทยมีแนวทางการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่เป็นเทอมฟันด์ เพราะส่วนใหญ่ลงทุนในเงินฝากธนาครพาณิชย์ต่างประเทศ หรือลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของบริษัทเอกชนไทยซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยหลักการเข้าไปลงทุนก็ไม่ใช่ดูแงงบการเงิน แต่จะมีการเข้าไปสัมภาษณ์ผู้บริหาร มีการประเมินเครดิตอยู่เสมอ ขั้นการการคัดเลือกของบริษัทจึงเหมือนการปล่อยสินเชื่อก็ว่าได้ ดังนั้นกระบวนคัดเลือกหุ้นกู้ หรือ ตราสารหนี้ของบริษัทจึงค่อนข้างเข้มแข็ง
เทอมฟันด์-มันนี่มาร์เก็ตฟันด์ ทางเลือกลงทุน
นอกจากแนะนำลงทุนกองทุนประเภทเทอมฟันด์ มันนี่มาร์เก็ตฟันด์ก็เป็นอีกทางเลือกที่บลจ.กสิกรไทยแนะนำในภาวะนี้ เพราะเป็นมันนี่มาร์เก็ตฟันด์ ถือเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำสุดเมื่อเทียบกับกองทุนตราสารหนี้ประเภทอื่น โดยส่วนใหญ่มันนี่มาร์เก็ตฟันด์จะลงทุนในพันธบัตรไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
นอกจากนี้ บลจ.กสิกรไทยยังมีการปรับเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุนตราสารหนี้ จากปกติดำรงสภาพคล่องของกองทุนราว 20% แต่ในภาวะที่นักลงทุนมีความกังวล จึงเพิ่มสัดส่วนสภาพคล่องกองทุนเป็น 20-30% สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนหากต้องการซื้อ-ขายหน่วยลงทุน