โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

บทความ สร้างรัฐที่น่าเชื่อถือ ของ ดร.สุวิทย์

TOJO NEWS

เผยแพร่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 13.55 น. • noonnitha@gmail.com

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์ได้รับรายงานว่า ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้โพสต์บทความลงที่หน้าเฟซบุ๊คส่วนตัว มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งสำคัญมามากมาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายสำคัญในการพัฒนาประเทศ ถือได้ว่าเป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ควรรับฟัง จึงขอนำบทความของท่านมาเผยแพร่ มีรายละเอียดดังนี้

“สร้างรัฐที่น่าเชื่อถือ : กลไกขับเคลื่อนประเทศไทยในโลกหลังโควิด ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการทะยานสู่โลกที่หนึ่งของหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือสิงคโปร์นั้น มาจากเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ

1. นักการเมืองมีคุณภาพ ภายใต้ระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ

2. มีผู้นำการเมืองที่ซื่อสัตย์ สุจริต มีความรู้ความสามารถมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่โลกที่หนึ่ง

3. มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน สอดรับกับพลวัตที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกอย่างเป็นรูปธรรม 

4. มีระบบราชการ สถาบัน และกลไกขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์

“ระบบการเมือง” และ “ระบบราชการ” จึงเป็น 2 กลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่จะสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคง ในทางกลับกัน ถ้าระบบการเมืองและระบบราชการไม่ได้วางอยู่บนฐานรากที่ถูกต้อง ก็จะนำพาไปสู่การจมปลักอยู่กับประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง คอรัปชั่นที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่น ควบคู่ไปกับการไร้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารบ้านเมือง และนำพาไปสู่ “รัฐที่ล้มเหลว”ในที่สุด

*เราจะคาดหวังผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์จากดินที่แสนเลวได้อย่างไร*

         อดีตประธานาธิบดีปักจุงฮีแห่งเกาหลีใต้ เคยกล่าวไว้ว่า “เราจะคาดหวังผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์จากดินที่แสนเลวได้อย่างไร ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อการปรับเปลี่ยนรากฐานที่แท้จริงของรัฐเองเสียใหม่”

“คุณธรรมจริยธรรม” จึงเป็นคุณลักษณ์ที่สำคัญ ยิ่งเป็นบุคคลสาธารณะอย่าง “นักการเมือง” หรือ “ข้าราชการ” ด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องมีจิตสำนึกสาธารณะสูง และเป็นที่เคารพเชื่อถือไว้วางใจสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป ความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยและความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจจึงต้องสร้างจากความน่าเชื่อถือของผู้นำเหล่านี้

หากถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้นำ” กับ “ผู้ตาม” ถึงที่สุดแล้ว นับเป็นสัมพันธภาพทางอำนาจที่แนบแน่น อำนาจของผู้นำเป็นอำนาจที่มี “พลังศรัทธาของประชาชน” รองรับมากที่สุด ซึ่งถ้าหากขาดซึ่งหลักธรรมกำกับ ก็อาจเบี่ยงเบนไปในทางเสื่อมโดยง่าย สังคมที่ต้องการหลีกเลี่ยงความหายนะ ไม่อาจเอาตัวเองไปเสี่ยงด้วยการเพิกเฉยหรือปฏิเสธประเด็นนี้ได้เป็นอันขาด (ประสิทธิ์ โฆวิไลกูล)

ผู้นำอย่าง สี จิ้นผิง ของจีน หรือ ลีกวนยู ของสิงคโปร์ ได้ถูกยกย่องให้เป็นผู้นำที่สามารถใช้อำนาจทางการเมือง ผสมผสานกับความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการ “เปลี่ยนผ่านประเทศ” ไปสู่โลกที่หนึ่ง ได้อย่างลงตัว 

ในประเทศที่โชคร้าย ที่ผู้นำทางการเมืองไม่สามารถก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ด้วยการผนวกอำนาจทางการเมืองเข้ากับวาระซ่อนเร้น ภายใต้แนวคิด “ธุรกิจการเมือง” ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในประเทศนั้น จะบังเกิดขึ้นได้อย่างไร จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในโลกหลังโควิดได้อย่างไร

*คุณภาพนักการเมืองและข้าราชการ*

ประเด็นท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยไทยหลุดพ้นจากภาวะที่มีนักการเมืองและข้าราชการ “คุณภาพต่ำ” ไปสู่ภาวะที่มีนักการเมืองและข้าราชการ “คุณภาพสูง” ทั้ง 2 ปัจจัยจะต้องพิจารณาประกอบกัน จึงจะสามารถตอบโจทย์การสร้าง “รัฐที่น่าเชื่อถือ” ได้

“รัฐที่น่าเชื่อถือ” จะเป็นรัฐที่มาด้วย “ความชอบธรรม” (Legitimacy) ใช้ “คุณธรรมจริยธรรม” (Integrity) เป็นเครื่องชี้นำ และมี “ความรู้ความสามารถ” (Capability) ที่เพียงพอในการบริหารประเทศ ภายใต้พลวัตโลกหลังโควิด ที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ความสุดโต่ง ความซับซ้อน และความไม่แน่นอน

อาจเป็นโชคร้ายของประเทศไทย ที่ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา เรายังไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้ง 3 องค์ประกอบข้างต้นอย่างสมบูรณ์ ในการบริหารราชการแผ่นดิน การมี “รัฐที่น่าเชื่อถือ” จะส่งผลให้

1) ทำลาย “วงจรอุบาทว์ 3 ป.” ทางการเมืองของการ “ประท้วงต่อต้าน” การ “ปฎิวัติรัฐประหาร” และการได้มาซึ่ง “ประชาธิปไตยเทียม” ดังที่พวกเราเผชิญอยู่ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน 

2)เกิดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

3)โอกาสผลักดันการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

4)เสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ระหว่างภาครัฐ ประชาสังคมและภาคเอกชน ความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ “โลกที่หนึ่ง” จะมีความเป็นไปได้สูง

*ถึงเวลา “ยกเครื่อง” ภาครัฐทั้งระบบ

ในสภาพความเป็นจริง โครงสร้างรัฐไทยเป็นการ “ต่อสู้” ควบคู่กับการ “เอื้อประโยชน์” ซึ่งกันและกัน ระหว่าง “นักการเมือง” กับ“ข้าราชการ” ในระบบการทำงานของภาครัฐ จึงเต็มไปด้วยการแทรกแซงและล้วงลูกจากฝ่ายการเมือง การสร้างอาณาจักรขึ้นของหน่วยงานรัฐผ่านความเป็นนิติบุคคลของแต่ละส่วนราชการ การสร้างกลไกให้เกิดการพึ่งพิงทรัพยากรจากส่วนกลางในรูปแบบของงบประมาณ การสร้างกฎระเบียบต่างๆเพื่อเป็นข้อจำกัด และเป็นแหล่งทำมาหากิน มากกว่าที่จะเป็นปัจจัยเอื้อให้กับภาคเอกชนและภาคประชาชน 

ผลพวงที่เกิดขึ้น ทำให้ภาครัฐมี “ความบกพร่องเชิงบริหาร” (Administrative Deficiency) อย่างน้อย 3 ประการด้วยกัน คือ 

1. เน้น “รูปแบบ” มากกว่า “เนื้อหาสาระ” (Form without Substance)

2. เน้น “เชิงปริมาณ” มากกว่า “เชิงคุณภาพ” (Quantity without Quality)

3.ทำงานโดยขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน (Execution without Strategy) (สมพล เกียรติไพบูลย์)

ถึงเวลา “ยกเครื่อง” ภาครัฐ ทั้งฝ่ายการเมืองและราชการให้มีระบบที่มีการ Check & Balance ระหว่างกัน ออกแบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง Policy, Politics กับ People ตลอดจนการพลิกโฉมระบบราชการ จากระบบราชการที่มี “นักการเมือง และข้าราชการ “ เป็นศูนย์กลาง ไปสู่ระบบราชการที่ยึด “ประชาชน” เป็นศูนย์กลาง ด้วยการปรับเปลี่ยนใน 7 มิติสำคัญ

1. ปรับภารกิจภาครัฐ จากเดิมที่เน้นหนักในบทบาทการเป็นผู้กำหนดกฏเกณฑ์ และการใช้อำนาจหน้าที่ มาเน้นหนักบทบาทการเป็นผู้ให้การสนับสนุนส่งเสริม และการสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชนและภาคประชาชนมากขึ้น

2. ปรับโครงสร้างตามลำดับขั้นแบบรวมศูนย์ (Centralized Hierarchical Structure) ที่เป็นอยู่ในระบบราชการปัจจุบัน เป็นโครงสร้างการทำงานที่เปิดกว้าง กระจายศูนย์อำนาจ และเชื่อมโยงประสานกันเป็นเครือข่าย (Multilayer Polycentric Network) มากขึ้น

3. เปลี่ยนจากการทำงานที่ยึดภาระหน้าที่ (Functional-based) มาเป็นการทำงานที่เน้นโจทย์หรือวาระสำคัญ (Agenda-based) กับ การปฏิบัติการเชิงพื้นที่ (Area-based) มากขี้น

4. เปลี่ยนจากระบบราชการแบบ “เช้าชามเย็นชาม” เป็นระบบราชการที่มี “สมรรถนะสูง” เน้นผลสัมฤทธิ์เป็นสำคัญ เป็นหน่วยงานที่ “ตั้งง่าย ยุบง่าย” ตามภารกิจที่จำเป็นในแต่ละช่วงเวลา เปิดโอกาสให้มีการลองผิดลองถูก (Regulatory & Administrative Sanbox) เพื่อพัฒนานวัตกรรมเชิงนโยบายและการบริหารจัดการรองรับพลวัตในโลกหลังโควิด

5. ปรับเปลี่ยนจาก Analog Government เป็น Digital Government เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ประเด็นความโปร่งใส ประสิทธิภาพ คุณภาพ และความรวดเร็วในการให้บริการกับประชาชน ในเวลาเดียวกัน

6. ปรับกำลังคนในภาครัฐให้เหมาะสม สอดรับกับการทำงานในดิจิตอลแพลตฟอร์ม ควบคู่ไปกับการดึงดูดและรักษา “คนเก่ง” “คนดี” และ “คนทำงานเป็น” เข้ามาในระบบเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

7. พลิกโฉมระบบราชการสู่ “การบริหารจัดการเชิงรุก” เพื่อให้สามารถรับมือกับพลวัตในโลกหลังโควิด ด้วยการยกระดับขีดความสามารถใน 3 ด้านสำคัญ คือ ขีดความสามารถในการรับมือกับสภาวะวิกฤตอย่างทันท่วงที (Crisis Responding Capabilities) ขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ (Transformative Change Capabilities) และขีดความสามารถในการผนึกกำลังร่วมกับประชาคมโลก (Global Collaborative Capabilities)

โมเดลระบบราชการที่ยึด “ประชาชน” เป็นศูนย์กลางจะสอดรับกับ “โมเดลการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม” -ที่เน้นการให้น้ำหนักของประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) ประชาธิปไตยปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy)และประชาธิปไตยตรวจสอบรอบด้าน (Counter-Democracy) จากเดิมที่นำ้หนักส่วนใหญ่อยู่ที่ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญ ระบบราชการที่ยึด “ประชาชน” เป็นศูนย์กลาง จะเกิดขึ้นจริง ก็ต่อเมื่อมี “รัฐบาลที่น่าเชื่อถือ” เท่านั้น

…ประเทศไทยสูญเสียโอกาส เสียเวลาและทรัพยากรมามากพอแล้ว ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่ยอมให้ “นักการเมือง”และ “ข้าราชการ” คุณภาพต่ำ มีที่ยืนในการบริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ Dr. Suvit Maesincee

https://www.facebook.com/1385294465110613/posts/2087745648198821/

#สำนักข่าวโตโจ้นิวส์ #TOJONEWS #โตโจ้นิวส์ #ข่าวโตโจ้นิวส์ 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...