''Hybrid Rock Band'' 10 วงดนตรีลูกผสมจากสองแนวเพลง Rock & Hip Hop
ถ้าหากจะพูดถึงแนวเพลง Hip Hop หรือ Rap แล้วล่ะก็ มันได้กำเนิดมาจากชาวแอฟริกัน-อเมริกันมาตั้งแต่ยุค 70 ซึ่งเป็นช่วงยุคเดียวกันกับแนวเพลง Rock ที่กำลังได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ซึ่งในยุคต่อมาได้เกิดแนวเพลง Rock ในรูปแบบใหม่ๆเรื่อยมา ตั้งแต่ Hard Rock, Glam Rock, Metal, Heavy Metal, Nu Metal, Emo, Screamo, Punk รวมถึงแนวเพลงที่เกิดจากการผสมผสานกันของ Rock และ Hip Hop อย่าง Rap Rock หรือ Rap Metal ซึ่งเป็นแนวเพลงที่มีการนำความเจ๋งของแนวเพลง Hip Hop กับ Rock หรือ Metal มาผสมเข้าด้วยกัน โดยแนวเพลงนี้จะมีลักษณะเด่นคือการใช้วิธีร้องแบบ Rap ผสมกับซาวด์ดนตรีที่เป็น Rock หรือ Metal โดยแนวเพลงนี้ถือเป็นแนวเพลงน้องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน และได้รับความนิยมในหมู่ชาวลูกผสมในช่วงยุค 2000 และต่อไปนี้คือการแนะนำ 10 วงลูกผสมของสองแนวเพลงสุดขั้วที่นำกระแสแนวเพลง Rap Rock หรือ Rap Metal ขึ้นมาให้เป็นที่นิยมชองชาวร็อกทั่วโลก
• Linkin Park
Linkin Park วงระดับตำนานของโลกที่มีส่วนผสมของความเป็น Nu Metal กับ Hip Hop และ Rap ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมีเสียงร้องและเนื้อเพลงที่เป็นเอกลักษณ์มาก เรียกได้ว่าถ้าได้ยินที่ไหนก็ต้องรู้ว่าเป็นเพลงของ LP แน่นอน เนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่จะพูดถึงความมืดในจิตใจมนุษย์ที่มีต่อทุกสรรพสิ่งบนโลก กลั่นกรองโดยฟรอนต์แมนและสกรีมเมอร์ชื่อดังผู้ล่วงลับอย่าง Chester Bennington ผู้ที่มีภูมิหลังชีวิตที่ไม่สวยงามนัก พวกเขาเปิดตัวด้วยเดบิวท์อัลบั้มชื่อ ‘Hybrid Theory’ ซึ่งชื่อมันก็เป็นการนิยามความเป็นพวกเขาได้ดี และถึง LP จะมีซาวด์เพลงที่ทั้งหนักหน่วงและเบาแต่พวกเขาก็ยังคงความมีเอกลักษณ์ได้ดีเสมอมา
Linkin Park เริ่มก่อตั้งในปี 1996 และมีสมาชิกทั้งหมด 6 คนได้แก่ Chester Bennington ฟรอนต์แมนผู้ล่วงลับ, Mike Shinoda ร้องนำและมือกีต้าร์, Brad Delson มือกีต้าร์, Dave Farrell มือเบส, Joe Hahn มือคีย์บอร์ดและ Rob Bourdon มือกลอง โดยจุดเริ่มต้นของวงคือการที่ Shinoda ได้ไปดูคอนเสิร์ตของวง Antrax ที่แสดงร่วมกับวง Public Enemy ซึ่งเป็นวง Hip Hop โดยการแสดงที่ผสมผสานความเป็น Metal และ Hip Hop ได้อย่างลงตัวนั้นได้จุดประกาย Shinoda ให้มาสนใจในแนวเพลงใหม่อย่าง Rap Metal และจากนั้นเขาก็ได้ฟอร์มวงเล็กๆจนเติบโตและกลายมาเป็น LP และเซ็นต์สัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros. Records โดยพวกเขาเปิดตัวต่อสายตาชาว Rock ทั่วโลกด้วยการปล่อยเดบิวท์อัลบั้มชื่อ ‘Hybrid Theory’ เมื่อปี 2000 และได้รับการประกาศจาก Billboard ว่าพวกเขาคือหนึ่งในศิลปินที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีเพียงแค่สัปดาห์แรกหลังจากที่อัลบั้มแรกได้วางจำหน่าย ต่อมาพวกเขาก็ได้ปล่อยอัลบั้มเรื่อยมาและได้คว้ารางวัลระดับสุดยอดอีกมากมายเช่น ศิลปินแนว Alternative Rock ยอดเยี่ยมจาก American Music Awards (2003), ศิลปิน Modern Rock แห่งปีจาก Billboard Awards (2001) และ Best Hard Rock Performance จาก Grammy Awards (2002) เป็นต้น
• P.O.D.
Payable on Death หรือที่สาวกเรียกกันว่า P.O.D. วง Christian-Nu Metal สุดโด่งดัง พวกเขาโดดเด่นในการผสมผสานความหนักแน่นของ Nu Metal, ความสนุกของ Hip Hop, ลูกร้อง Rap รวมถึงการแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมีการนำสำเนียงดนตรีเม็กซิโกและภาษาสเปนมาผนวกเข้ากับดนตรีของพวกเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนมันได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่เหล่าสาวกจะติดภาพจำเมื่อพูดถึง P.O.D. โดยพวกเขาได้เริ่มโด่งดังเป็นพลุแตกกับการปล่อยอัลบั้ม ‘Satellites’ เมื่อปี 2001 และมีเพลงสุดดังอย่าง “Alive”, “Satellites” และ “Youth of the Nation”
P.O.D. ก่อตั้งในปี 1992 โดยมีสมาชิกในปัจจุบันสี่คนได้แก่ Sonny Sandoval ร้องนำ, Wuv Bernardo มือกลอง, Traa Daniels มือเบสและ Marcos Curiel มือกีต้าร์ และได้ปล่อยเดบิวท์อัลบั้มในปี 1994 ชื่อ ‘Snuff the Punk’ ซึ่งในช่วงแรกพวกเขาเป็นวง Alternative Metal แต่ต่อมาเริ่มมีกลิ่นอายของ Nu Metal ในอัลบั้มที่สามของพวกเขาอย่าง ‘The Fundamental Elements of Southtown’ (1999) ในเพลงดังอย่าง “Southtown” และได้ออกอัลบั้มมาเรื่อยๆ พวกเขาได้ลองผสมแนวเพลงอื่นๆที่ไม่ใช่ Nu Metal เข้าไปด้วยจนถึงอัลบั้มล่าสุดอย่าง ‘Circles’ ที่ปล่อยเมื่อวันที่ 16 พฤษจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ภายใต้สังกัด Mascot Label Group ซึ่งพวกเขาก็ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของ P.O.D. ได้อย่างดีเรื่อยมา การันตีความสามารถด้วยการที่เคยขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งของ Echo Awards ในประเทศเยอรมันนีเมื่อปี 2003 และได้รางวัล Best Hard Rock Artist ปี 1999-2000 จาก San Diego Music Awards อีกด้วย
• Limp Bizkit
Limp Bizkit วง Nu Metal ที่โด่งดังอย่างมากในช่วงต้นยุค 2000 และเป็นวงแรกๆที่นำดีเจและเครื่อง Turntable มาผนวกกับดนตรี Nu Metal สุดหนักหน่วงในผลงานเพลงของพวกเขา จนได้กลายเป็นวงแนว Rap Metal ที่มีการสแครชแผ่น และยิ่งไปกว่านั้นสไตล์การแต่งตัวแบบ Rapper ทำให้ให้พวกเขาได้กลายเป็นวงขวัญใจวัยรุ่นในยุคนั้นอย่างมาก Limp Bizkit ถือกำเนิดในปี 1994 โดยการฟอร์มวงเป็นวงใต้ดินเล็กๆที่เล่นตาม Life House ใน Florida ของสามสหายรักช่างสักอย่าง Fred Durst ฟรอนต์แมน, Sam River มือเบสและ John Otto มือกลอง จนในภายหลังได้ Wes Borland มาอยู่ในตำแหน่งกีต้าร์และ DJ Lethal มาอยู่ในตำแหน่งดีเจและซาวด์เอฟเฟคของวง จนได้เซนต์สัญญากับค่ายอินดี้อย่าง Flip Records และเปิดตัวด้วยเดบิวท์อัลบั้มแรก ‘Three Dollar Bill, Y’all’ ด้วยเพลงดังอย่าง “Faith” เมื่อปี 1997 และโด่งดังจนหยุดไม่อยู่จากการปล่อยอัลบั้มที่สามอย่าง ‘Chocolate Starfish and the Hot Dog Flavored Water’ จนภาพยนต์เรื่อง Mission Impossible 2 นำเพลง “Take A Look Around” และ “Rollin’” ไปเป็นเพลงประกอบเลยทีเดียว
Limp Bizkit คว้ารางวัล Maximum Vision Awards ของ Billboard เมื่อปี 1999 ด้วยเอ็มวีเพลง “Nookie” และยังชนะ Favorite Groub (Rock) ของ Blockbuster Awards เมื่อปี 2000 และ 2001 อีกทั้งในปี 2001 ยังได้ชนะรางวัล Best International Video จาก MuchMusic Awards ด้วยเอ็มวีเพลง “Break Stuff” และ Best International Metal Band จาก ECHO Awards รวมถึงได้ขึ้นแท่น Hall of Fame ของ Kerrang! เมื่อปี 2009 อีกด้วย
• Rage Against The Machine
Rage Against The Machine หรือ RATM วง Rap Rock จาก Los Angeles ผู้เป็นตัวแทนประชาชนชั้นรากหญ้าในการต่อต้านระบบการปกครองที่เน่าเฟะ มาพร้อมกับซาวด์และสไตล์ที่จัดจ้านเร้าใจด้วยการ Rap และการริฟท์กีต้าร์แบบ Rock & Roll ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ อีกทั้งยังมีเนื้อเพลงส่วนใหญ่ที่บอกเล่าและเสียดสีเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองและการปลดแอกตัวเองจากอำนาจที่มิชอบในยุคนั้นๆ จนทั้งหมดนี้ได้ทำให้พวกเขาโดดเด่นขึ้นมาจากวงอื่นๆ และยังถูกชาวโลกจับตามองมากที่สุดอีกวงหนึ่งอีกด้วย
RATM ถือกำเนิดขึ้นในปี 1991 ด้วยการรวมตัวของ Tom Morello มือกีต้าร์, Zack de la Rocha ฟรอนแมนต์, Tim Commerford มือเบส และได้ Brad Wilk มาเป็นมือกลองในภายหลัง พวกเขาเซ็นต์สัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Epic Records และได้ออกเดบิวท์อัลบั้มชุดแรกในชื่อเดียวกันเมื่อปี 1992 และมีแทร็คในตำนานอย่าง “Killing in the Name” ด้วยริฟท์กีต้าร์ที่ติดหูบวกกับคำร้องที่ไม่ซับซ้อนแต่จัดจ้าน ทำให้พวกเขาแจ้งเกิดและดังกระฉ่อนไปทั่วโลกเพียงแค่อัลบั้มเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นพวกเขาก็ได้ออกอัลบั้มต่อๆกันมาอีกถึง 3 อัลบั้มอย่าง ‘Evil Empire (1996)’, ‘The Battle of Los Angeles (1999)’ และ ‘Renegades (2000)’ ซึ่งมันก็ยังทำให้พวกเขาโด่งดังไม่แพ้อัลบั้มแรกก่อนที่ฟรอนแมนต์ของวงจะแยกทางกับวงในที่สุด RATM ยังเคยชนะรางวัลมากมายเช่น Best Metal Performance (1997) จากเพลง “Tire Me” และ Best Hard Rock Performance (2001) จากเพลง “Guerilla Radio” ของ Grammy Awards และเคยชนะรางวัล Heroes of the Year (2010) ของ NME Awards อีกทั้งยังชนะ Hall of Fame ในปี 2008 ของ Kerrang! Awards อีกด้วย
• Prophets of Rage
วง American Rap Rock ที่เป็นการ Supergroup ระหว่างวง Rap Rock ในตำนานอย่าง Rage Against The Machine (และ Audioslave) และวง Hip Hop รุ่นใหญ่อย่าง Public Enemy พวกเขามีแนวเพลงและเนื้อเพลงที่คล้ายคลึงกับ RATM ที่พูดถึงเรื่องการเมืองและความเน่าเฟะของระบบการปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่จะเพิ่มลูกเล่นในการร้องขึ้นมาอย่างมากโดยเพิ่ม Rapper มาอีกถึง 2 คน
วงกำเนิดขึ้นในปี 2016 จากการที่ฟรอนต์แมนของ Audioslave อย่าง Christ Cornell ได้เสียชีวิตลง สมาชิกที่เหลืออย่าง Tom Morello, Tim Commerford และ Brad Wilk (ซึ่งเป็นสมาชิกหลักจากวง RATM) จึงได้หันหางเสือกลับไปหาสไตล์เพลงยุคแรกเริ่มของพวกเขาอย่าง RATM และเสาะหานักร้องฝีมือดีมาแทนที่เพื่อที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของพวกเขาต่อไป จนได้ DJ Lord กับ Chuck D จากวง Public Enemy มาร่วมวงและยังมี B-Real จากวง Cypress Hill มาร่วมวงในภายหลังอีกด้วย พวกเขาได้เซ็นต์สัญญากับค่าย Fantasy Records และได้ปล่อยอัลบั้ม EP ออกมาในปี 2016 ชื่อ ‘The Party’s Over’ ซึ่งมีเพลงสุดตำนานอย่าง “Killing In The Name” จาก RATM เวอร์ชั่นคัฟเวอร์รวมอยู่ด้วย ทำให้แฟนๆจากวงเก่าคิดถึงกันอย่างมากและหลั่งไหลเข้ามาติดตาม Prophets of Rage จนทำให้ยอดผู้ติดตามของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และในปี 2017 พวกเขาได้ออกเดบิวต์อัลบั้มในชื่อเดียวกัน มีเพลงดังอย่าง “Unfuck the World” และ “Living on the 110” อีกทั้งผลงานของพวกเขายังเคยขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 4 ใน Mainstream Rock ของนิตยาสาร Billboard อีกด้วย
• Body Count
Body Count วง Hybrid Metal รุ่นใหญ่จาก Los Angeles อีกวงหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย พวกเขาสามารถนำดนตรีแนว Trash Metal กับ Groove Metal มาผนวกเข้ากับการร้องแบบ Rap ได้อย่างลงตัว อีกทั้งสำเนียงจากนักร้องผิวสีที่ทำให้วงนี้โดดเด่นขึ้นมาจากวง Rap Metal วงอื่นอีกด้วย สไตล์ดนตรีของ Body Count จะมีความหนักหน่วงและเกรี้ยวกราดของริฟท์กีต้าร์และเครื่องดนตรีอื่นๆอย่างมาก อีกทั้งยังมีการร้องแบบ Rap และการ Scream ที่มาพร้อมกับจังหวะและทำนองที่จะทำให้ผู้ฟังนั้นโยกหัวตามได้ในทุกผลงานของพวกเขาเลยทีเดียว
วงก่อตั้งขึ้นโดยฟรอนต์แมนรุ่นใหญ่สายเลือด Rapper ผิวสีอย่าง Ice-T และเพื่อนของเขา Ernie C มือกีต้าร์เมื่อปี 1990 และมีสมาชิกคนอื่นๆได้เข้ามาและสับเปลี่ยนกัน จนในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 6 คนได้แก่ Sean E Sean มือ Sampler, Vincent Price มือเบส, Ill Will มือกลอง, Juan of the Dead มือกีต้าร์และ Little Ice นักร้อง Backing ซึ่งแทบจะทุกคนในวงเป็นชาวอเมริกันผิวสีทั้งหมด โดยพวกเขาได้เริ่มเซ็นต์สัญญากับ Sire Records เป็นค่ายแรกและออกเดบิวท์อัลบั้มในชื่อเดียวกับวงไปเมื่อปี 1992 โดยเพลงในอัลบั้มนี้จะเน้นไปทางการ Rap แบบ Gangster ยุค 90 ที่มีคำพูดและคำสบถที่รุนแรงอย่างมาก ต่อมาพวกเขาก็ได้ออกอัลบั้มเรื่อยมา โดยที่เอกลักษณ์ของพวกเขายังคงเดิมจนถึงอัลบั้มล่าสุดอย่าง ‘Bloodlust’ เมื่อปี 2017 และสามารถขึ้นไปอยู่อันดับที่สามของ UK Rock and Metal Chart และแทร็ค “Black Hoodie” ยังได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy Awards สาขา Best Metal Performance ของปี 2018 อีกด้วย
• Papa Roach
Papa Roach วง Rap Metal สุดเฟี้ยวในยุค 2000 จาก California ที่มาพร้อมกับลุคสุดเท่และซาวด์ที่หนักหน่วงตามสไตล์เพลง Nu Metal ที่จะเน้นที่ความหนักแน่นในตัวโน้ตและคอร์ดที่ปล่อยออกมา บวกกับการ Rap ที่เกรี้ยวกราดและคำสบถมากมาย พวกเขาเป็นหนึ่งในวง Metal ที่ครองใจนักฟังมากที่สุดวงหนึ่งกับการเปิดตัวที่เท่ไม่ซ้ำใคร การันตีความจัดจ้านด้วยรางวัลใหญ่มากมายที่พวกเขาได้รับในช่วงตั้งแต่เดบิวท์อัลบั้มแรกมาจนถึงอัลบั้มล่าสุดกันเลยทีเดียว
วงได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 1993 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของเมือง Vacaville โดยสมาชิกประกอบไปด้วย Jacoby Shaddix ฟรอนต์แมน, Jerry Horton มือกีต้าร์, Will James มือเบสและ Dave Buckner มือกลอง โดยพวกเขาได้เริ่มเข้าสู่หนทางของดนตรีเมื่อพวกเขาคัฟเวอร์เพลง “Fire” ของ Jimmy Hendrix ที่งานของโรงเรียน จนมีแมวมองมาทาบทามให้พวกเขาไปเซ็นต์สัญญากับ Onion Hardcore Record และออกอัลบั้มเดบิวท์แรกอย่าง ‘Old Friends from Young Years’ เมื่อปี 1997 ด้วยสไตล์เพลงแบบ Rap Metal จึงทำให้พวกเขาเริ่มมีชื่อเสียง และได้ออกทัวร์โปรโมทวงอย่างหนักหน่วงจนกระทั่งในอัลบั้มที่สองอย่าง ‘Infest’ (2000) พวกเขาก็ได้รับรางวัล Triple-Platinum Album อีกทั้งยังมีเพลงที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักพวกเขาอย่างเพลง “Last Resort” และพวกเขายังประสบความสำเร็จต่อเนื่องด้วยอัลบั้มที่สามอย่าง ‘Lovehatetragedy’ (2002) ซึ่งยังคงคอนเซปต์ความหนักหน่วงของซาวด์และการ Rap อยู่เหมือนเดิม และจากนั้นวงก็ได้ออกอัลบั้มใหม่เรื่อยมาจนถึงปี 2017 โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงให้เบาลงเพื่อเข้าตามยุคสมัย
• Skindred
วง Rap Metal จาก Wales, สหราชอาณาจักร ที่มีความน่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว สไตล์แนวเพลงนั้นเป็นที่ยอมรับจากเหล่านักฟังทั่วโลกด้วยการที่พวกเขาสามารถนำแนวเพลงมากมายมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวมากๆไม่ว่าจะเป็น Metal, Hardcore Punk, Reggae, Electronic, Hip Hop และ Dupstep จนเกิดเป็นแนวเพลงใหม่ที่มีรสชาติที่แตกต่างจากเพลงแนวเพลง Metal แบบเดิมๆ ซึ่งเอกลักษณ์ของทุกแนวเพลงที่รวมกันอยู่ผนวกกับการ Rap สไตล์ Reggae สุดเท่จากฟรอนต์แมนชาวผิวสี ทั้งจังหวะกลองและเบสที่มีความหนักหน่วง ยิ่งไปกว่านั้นยังพวกเขายังมีสไตล์การแต่งตัวที่ออกแนว Future Punk และได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในวงที่แสดงสดได้ถึงใจมากที่สุด นั่นจึงทำให้พวกเขามีฐานแฟนเพลงที่แน่นหนามากอีกวงหนึ่ง
Skindred ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดยเริ่มมาจากการเป็นวง Supergroup ระหว่างวง Dub War และ Mass Mental โดยมีสมาชิกได้แก่ Benji Webbe ฟรอนต์แมน, Daniel Pugsley มือเบส, Michael Fry มือกีต้าร์และ Arya Goggin มือกลอง ผลงานของพวกเขานั้นเป็นที่น่าจับตามองอย่างมากตั้งแต่เดบิ้วท์อัลบั้มอย่าง ‘Babylon’ เมื่อปี 2002 จากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง RCA Records ที่ได้เคยขึ้นไปอยู่อันดับที่หนึ่งบนชาร์ต Billboard ในสาขา Top Reggae Albums อีกทั้งเพลง “Nobody” ยังได้ถูกนำไปใช้ประกอบในเกมแข่งรถสุดฮิตอย่าง Need For Speed ภาค Underground 2 จนได้มีการออกทัวร์อย่างหนักหน่วงตั้งแต่นั้นมา ทั้งพวกเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Kerrang! Awards ในสาขา Best Live Band (2010) และชนะสาขา Devotion Award (2011) นอกจากนั้นในปีเดียวกันพวกเขายังสามารถชนะรางวัล Metal Hammer Golden Gods Awards สาขา Best Live Band อีกด้วย
• Hollywood Undead
วงหน้ากาก Rapper ที่เป็นคลื่นลูกใหม่ที่ช่วยค้ำจุนแนวเพลง Rap Metal ให้คงความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกหนึ่งวง พวกเขามีสไตล์เพลงที่โดดเด่นด้วยการนำ Nu Metal มาผสมกับ Hip Hop และ Synthesizer จนเกิดเป็นแนวเพลงที่เรียกว่า “ Rapcore” การนำเสนอของพวกเขาเป็นที่ตื่นตาของเหล่านักฟังผู้บ้าคลั่งทั่วโลก ด้วยบทเพลงที่เกรี้ยวกราด รวมถึงการสวมหน้ากากและมีฉายาของสมาชิกทุกคนที่เป็นเอกลักษณ์ของวง การันตีคุณภาพจากอัลบั้มแรกที่สามารถทำยอดขายทั่วโลกไปได้ถึงหกหลัก
สมาชิกในปัจจุบันประกอบไปด้วย Jorel Decker หรือ J-Dog ร้องนำและโปรแกรมเมอร์, Dylan Alvarez หรือ Funny Man ร้องนำ, George Ragan หรือ Johnny 3 Tears ร้องนำและมือเบส, Jordon Terrell หรือ Charlie Scene ร้องนำและมือกีต้าร์และ Daniel Murillo หรือ Danny มือคีย์บอร์ด วงก่อตั้งขึ้นในปี 2005 ในเมือง Los Angeles ต่อมาได้เซ็นสัญญากับค่าย Polydor Records และออกเดบิวท์อัลบั้มในปี 2008 ชื่อว่า “Swan Song” ซึ่งสามารถทำยอดขายสูงสุดถึง 800,000 ชุดทั่วโลกและได้รางวัล Platinum อย่างรวดเร็ว อีกทั้งในแทร็ค “Undead” ยังได้ถูกนำไปประกอบภาพยนตร์เรื่อง G.I. JOE: The Rise of the Cobra และในเกมอเมริกันฟุตบอลสุดดังอย่าง Madden NFL 2009 อีกด้วย ต่อมาในปี 2011 พวกเขาได้ออกผลงานมาเขย่าวงการอีกครั้งอย่าง ‘American Tragedy’ ซึ่งยังคงความหนักหน่วงโดยมีเพลงดังอย่าง “Hear Me Now”, “Coming Back Down”, “Comin’ in Hot” และ “Been to Hell” ที่สามารถชนะรางวัล AOL Radio ในสาขา Top 10 Rock Songs of 2011 อีกด้วย
• Twenty One Pilots
วง Duo Alternative Rock น้องใหม่แกะกล่องที่มาแรงแซงรุ่นพี่เป็นอย่างมาก สไตล์เพลงหลักของพวกเขานั้นมีความเป็น Alternative Rock ที่ผสมรวมกับ Progressive Pop, Hip Hop และ Rap ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังสามารถนำเสนอแนวเพลงอื่นๆได้อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Pop, Electronic, Indie ไปจนถึง Reggae กันเลยทีเดียว เนื้อเพลงยังโฟกัสไปที่กลุ่มนักฟังวัยหนุ่มสาวที่ต้องการความหวังหรือกำลังหลงทาง อีกทั้งสมาชิกของวงยังได้รับการขนานนามว่าเป็นคู่หูที่เอนเตอร์เทนผู้ชมที่เก่งกาจอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะสร้างความประทับใจแค่บนเวทีเท่านั้น แต่ด้านล่างเวทีพวกเขาก็ยังเรียกเสียงฮาจากแฟนๆได้เสมอ
วงถือกำเนิดขึ้นในปี 2009 ที่ Columbus, Ohio โดยแรกเริ่มมีสมาชิกสามคนได้แก่ Tyler Joseph ฟรอนต์แมน, Nick Thomas มือกีต้าร์และเบสและ Chris Salih มือกลอง ซึ่งต่อมาทั้ง Thomas และ Salih ได้แยกทางออกไปและได้มือกลองคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งคือ Josh Dun ทำให้ Twenty One Pilots กลายเป็นวง Duo ไปในที่สุด พวกเขาเปิดตัวด้วยอัลบั้มเดบิวท์ในชื่อเดียวกันเมื่อปี 2009 แต่ยังไม่มีกลุ่มผู้ฟังที่กว้างเท่าไรนัก ต่อมาในอัลบั้มที่สองและสามอย่าง ‘Begional at Best’ (2011) และ ‘Vessel’ (2013) ก็เริ่มมีกลุ่มผู้ฟังที่กว้างขึ้นมากจนอัลบั้มที่สี่ ‘Burryface (2015)’ นั้นทำให้พวกเขาดังเปรี้ยงจนทั่วโลกยอมรับ ซึ่งพวกเขามาแรงจนขนาดที่กวาดรางวัลต่างๆไปมากมายภายในระยะเวลาไม่นานกว่า 30 รางวัล ยกตัวอย่างอย่างเช่นเมื่อปี 2016 – 2017 พวกเขาสามารถชนะรางวัลของ Billboard Awards ไปได้ถึง 7 สาขา และชนะ Grammy Awards สาขา Best Pop Duo/Group Performance จากเพลง “Stress Out” จากอัลบั้ม Blurryface เมื่อปี 2017 และชนะรางวัล MTV Awards สาขา Best Alternative และ Best Live Act ในปี 2015-2016 ยิ่งไปกว่านั้น อัลบั้มล่าสุดอย่าง ‘Trench’ (2018) ก็ได้ถูกขนานนามว่าเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีจากนิตยสาร Rock Sound อีกด้วย
ถือได้ว่าวงประเภท Hybrid Rock มีต้นกำเนิดในยุคที่ทั้งเพลง Hip Hop และเพลง Rock กำลังได้รับความนิยมจนถึงขีดสุด และวงดนตรีแนวนี้ก็เกิดมาพร้อมกับความลงตัวของแนวเพลงทั้งสอง และถือเป็นวงที่ประสบความสำเร็จได้ดีอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะมีวงที่มีต้นกำเนิดมาจากฝั่งอเมริกา ผู้ที่เป็นเสมือนบ่อเกิดของเพลง Hip Hop แล้ว ยังมีวงลูกผสมที่เกิดในแถบยุโรปอีกด้วย ซึ่งแต่ละวงก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ทั้งวงที่เน้นเข้าถึงผู้ฟังได้ง่าย, วงที่เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนเพื่อลุกขึ้นต่อสู้, วงที่เน้นความหนักหน่วงของดนตรี, วงที่เน้นความทันสมัย ไปจนถึงวงที่เน้นความหลากหลายของแนวเพลง ซึ่งถึงแม้ทุกวงจะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไปมากมาย แต่สิ่งเดียวที่ทุกวงมีเหมือนกันก็คือ พวกเขาสามารถปลุกกระแสดนตรีแนว Rap Rock หรือ Rap Metal ให้ได้ขึ้นมาเป็นแนวดนตรีที่ผู้ฟังให้ความนิยมกันทั่วทั้งโลก
เรียบเรียงโดย RockOnRadio Trainee
ข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
Stephen Fitzpatrick และ Audun Laading สองสมาชิกวงอินดี้ร็อก Her's ประสบอุบัติเหต
Gil Sharone มือกลองของ Marilyn Manson ประกาศลาออกจากวงแล้ว
รอดูกันยาวๆ!! ภาพยนตร์ชีวประวัติของตำนานวงพังก์ร็อก Sex Pistols ได้รับไฟเขียวแล้
ติดตามเราได้ที่นี่
website : http://www.rockonradio.fm
facebook : https://www.facebook.com/RockOnRadio
instagram : https://www.instagram.com/rockonradiofm
twitter : https://twitter.com/RockOnRadiofm