โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศาลฎีกาไม่รับฟ้องคดีประชา ประสพดี อดีตมท.3 ฟ้องป.ป.ช.กับพวก 87 คน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 พ.ย. 2563 เวลา 09.55 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 09.55 น.

ศาลฎีกาสั่งไม่รับฟ้องคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ ประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย ฟ้อง ป.ป.ช.กับพวก 187 คน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไต่สวนแทรกแซงองค์การตลาด พร้อมรายงานให้สนช.ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ศาลชี้เป็นกระทำไปตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ศาลนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ชั้นตรวจคำฟ้องว่าจะรับฟ้องคดีไว้ไต่สวนพยานหลักฐานหรือไม่ ในคดีที่นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับพวก 187 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ประกอบมาตรา 83,86

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.มหาดไทย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2555 พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จากการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำเลยที่ 1-6 เป็นประธานและกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 7-9 เป็นประธานและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำเลยที่ 10-187 เป็นสมาชิกสนช. เมื่อครั้งโจทก์ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแล เกี่ยวกับกิจการขององค์การตลาด ไม่ได้เข้าแทรกแซงหรือเอื้อประโยชน์หรือช่วยเหลือบุคคลอื่นใดกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและไม่มีอำนาจชี้มูลความผิด รวมทั้งไม่มีอำนาจส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แก่ สนช. ดำเนินกระบวนการถอดถอน ตามที่ผู้อ้างว่าเป็นผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ เนื่องจากไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องถอดถอนโจทก์ต่อจำเลยที่ 1-6 ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนโจทก์จะต้องเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภา เมื่อประธานวุฒิสภาตรวจแล้วเห็นว่าถูกต้อง ก็จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน หากมีมูลต้องส่งรายงานพร้อมความเห็นไปยังวุฒิสภาเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนต่อไป แต่จำเลยที่ 1-6 ยังรับคำร้อง และประชุมมีมติให้ตั้งอนุกรรมการไต่สวน ชี้มูลความผิดโจทก์โดยอาศัยเสียงข้างมาก การไต่สวนของจำเลยที่ 1-6 ไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 7-184 รับรายงานและสำนวนการไต่สวนจัดเข้าวาระการประชุม สนช. และดำเนินกระบวนการถอดถอนโจทก์โดยไม่มีอำนาจ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ถูกห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ซึ่งศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษา ไม่รับฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ 1-6 ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 7-187

โจทก์ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 7-187 และเพิกถอนกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 7 -187 นับแต่วันที่ 7 เม.ย.2560 ซึ่งเป็นวันยื่นฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิ์คู่ความที่จะดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1-6 ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 125 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83,86 จำเลย 7-9 ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83,86 จำเลยที่ 10-187 ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 83 ,86 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 7-187 และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 7-187 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1-6 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ที่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ที่บัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากรรมการผู้ใด ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ” นั้น เป็นเพียงบทบัญญัติที่เพิ่มช่องทางในการดำเนินคดีแก่คณะกรรมการป.ป.ช.ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของกรรมการป.ป.ช.ยังคงมีอำนาจฟ้องกรรมการป.ป.ช.ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) โดยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-6 ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ศาลชั้นต้นในคดีนี้ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1- 6 ได้
ที่ศาลอุทธรณ์ที่พากษาว่าโจทก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1-6 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1-6 ซึ่งเป็นคณะกรรมการป.ป.ช.ไม่มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและไม่มีอำนาจชี้มูลความผิด รวมทั้งไม่มีอำนาจส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้แก่สภานิติบัญญัติแห่ชาติดำเนินกระบวนการถอดถอนโจทก์ตามที่ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ไว้ เพราะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 271 กำหนดให้ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนคือ (1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และ (2) ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนเข้าชื่อรับรองขอให้ถอดถอน ทั้งนี้จำเลยที่ 1-6 ทราบดีว่าผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนโจทก์จะต้องเข้าชื่อร้องต่อประธาน วุฒิสภา เมื่อประธานวุฒิสภาตรวจแล้วเห็นว่าถูกต้อง ก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยที่ 1-6 ว่าเมื่อครั้งที่โจทก์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 และยังเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 123/1 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542โดยใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการดำเนินงานของคณะกรรมการองค์การตลาดที่กำลังพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตของ นายธีธัช สุขสะอาด ผอ.องค์การตลาดในขณะนั้น เพื่อช่วยเหลือนายธีธัช ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในหมวด 6 ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง มีใช่เป็นเรื่องที่คณะกรรมการป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องมาให้ อันสืบเนื่องมาจากที่มีการดำเนินกระบวนการถอดถอนโจทก์จากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 271-272 และในหมวด 5 ตามพ.ร.บ.ประกอบฐธรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แต่อย่างใด คณะกรรมการ ป.ป.ช.ย่อมมีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ ตามมาตรา 19 (2) และ 43 (2) พร้อมทั้งพิจารณาข้อกล่าวหาและมีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่ ตามมาตรา 53 และเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูล ประธานกรรมการ ป.ป.ช.มีหน้าที่ต้องส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา และส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 56 (1) และ มาตรา 70 ซึ่งจำเลยที่ 1-6ได้มีหนังสือแจ้งไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานวุฒิสภาแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่ จำเลยที่ 1-6 ดำเนินการไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อได้รับข้อมูลตามที่แจ้งแล้ว จะดำเนินการถอดถอนโจทก์จากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายต่อไปหรือไม่ อย่างไรเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง

การที่จำเลยที่ 1-6 ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูล และส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา จึงเป็นการกระทำโดยมีอำนาจและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 286 ประกอบมาตรา 266 ซึ่งเป็นมูลฐานความผิดที่จำเลยที่ 1-6 ใช้ไต่สวนถูกยกเลิก โดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 การไต่สวนของจำเลยที่ 1-6 จึงไม่ชอบ และมติชี้มูลความผิดว่าโจทก์กระทำความผิดดังกล่าวไม่ชอบเช่นกันนั้น เห็นว่า นอกจากผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1-6 กล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 แล้ว ยังกล่าวหาว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157และมาตรา 123/1 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 อีกด้วย ซึ่งตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2557 และ 11/2557เรื่องการสิ้นสุดชั่วคราวและสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยังคงให้องค์การอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 24/2557 กำหนดให้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับต่อไป จำเลยที่ 1-6 ในฐานะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จึงยังคงมีอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูลและส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา ตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542ได้โดยชอบ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานในคดีนี้ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1-6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

สำหรับการฟ้องคดีนี้ของนายประชา เป็นการฟ้องกลับ ป.ป.ช. และ สนช. ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องนายประชา เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2562 กรณีถูกกล่าวหาใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การดำเนินงานขององค์การตลาด (อ.ต.ก.) กระทรวงมหาดไทย ที่กำลังพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตของนายธีธัช สุขสะอาด ผอ.อ.ต.ก. (ขณะนั้น)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...