เส้นทางการเมือง 27 ปี ของ “อภิสิทธิ์” อดีตนายกฯ คนที่ 27 ที่เป็น ส.ส.ครั้งเเรกเมื่ออายุ 27
5 มิถุนายน 2562 นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ได้ประกาศลาออกจากการ สมาชิกผู้เเทนราษฎร (แต่ไม่ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค) โดยก่อนหน้านั้นเขาได้ประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากแจ้งเกิดในฐานะ ส.ส.กรุงเทพมหานคร ในขณะอายุ 27 ปี เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 และเป็นเวลา 27 เช่นกัน ที่เขาโลดแล่นบนถนนสายการเมือง กับพรรคประชาธิปปัตย์
ย้อนไปเมื่อ 27 ปีที่แล้ว เขาเป็นนักการเมืองหนุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เป็นความหวังของพรรค ซึ่งด้วยโปรไฟล์สุดหรูเริ่ด ประกอบกับมีบุคลิกลักษณะผู้นำ อีกทั้งมีคารมโวหารที่เชือดเฉือนฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแสบสันต์ รวมถึงมีหลักการในการแสดงความคิดเห็น ตามแบบฉบับศิษย์สำนักชวน หลีกภัย ทำให้หลายๆ คนคาดการณ์ว่า ไม่ช้าก็เร็ว เขาต้องก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรได้อย่างแน่นอน
ก่อนเข้าสู่เส้นทางสายการเมือง
นายอภิสิทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2507 ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ ศ.พญ.สดใส เวชชาชีวะ มีพี่สาว 2 คนคือ ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ ศาสตราจารย์หน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็ก กับ นางสาวงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนชื่อดัง เจ้าของรางวัลซีไรต์ ปี 2549
เขาเรียนในระดับประถมที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วย้ายเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมที่อีตัน ประเทศอังกฤษ ก่อนศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ซึ่งเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ในสาขาวิชานี้ ต่อจากพระยาศรีวิสารวาจา (หุ่น ฮุนตระกูล)
หลังสำเร็จการศึกษา เขาเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ระหว่างปี พ.ศ. 2530–2531 ได้รับการแต่งตั้งยศร้อยตรี ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2531 ก่อนจะลาออกจากราชการกลับไปศึกษาต่อระดับปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว เขากลับมาเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สู่เส้นทางการเมือง
นายอภิสิทธิ์ได้เข้าช่วยงานพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่สมัยที่เขายังศึกษาอยู่ที่อังกฤษ โดยในช่วงปิดเทอม กลับมาเมืองไทย เขาได้เป็นอาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับ นายพิชัย รัตตกุล ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้กับ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น
โดยเขาได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2535 และสามารถฝ่ากระแส "มหาจำลองฟีเวอร์" เป็น ส.ส. กรุงเทพฯ คนเดียวของพรรค ขณะอายุเพียง 27 ปี
ซึ่งในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 นายอภิสิทธิ์ได้ร่วมปราศรัยและคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พลเอกสุจินดา คราประยูร ที่ สนามหลวง และลานพระบรมรูปทรงม้า ด้วย
ต่อมาหลังการเลือกตั้งในเดือนกันยายน ปี 2535 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด ส่งผลให้ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายอภิสิทธิ์ได้รับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ฯลฯ และผูกขาดการเป็น ส.ส.กรุงเทพ มาโดยตลอด ไม่ว่ากระแสของพรรคในเมืองหลวงจะพุ่งสูง หรือตกต่ำ
และก้าวขึ้นสูงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2539 ต่อมาในรัฐบาลชวน 2 ที่ประชาธิปตย์สามารถพลิกเกมสร้างตำนานงูเห่า ภาคแรก จนทำให้นายชวนกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งในปี 2540 เขาก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
*หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 7 *
ในการเลือกตั้ง ปี 2544 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 40 ท่ามกลางกระแสทักษิณฟีเวอร์ อภิสิทธิ์ได้เข้าสภาในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดย พรรคไทยรักไทย ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลาย และเป็นเกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้าน
ต่อมาในปี 2548 จากการที่พรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนเสียงเข้าสภาเกินกว่าครึ่ง จึงตั้งรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่วนประชาธิปัตย์ ก็ต้องกลายเป็นฝ่ายค้านติดต่อกัน 2 สมัย ส่งผลให้ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคในเวลานั้น ลาออกจากตำแหน่ง นายอภิสิทธิ์ก็ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค คนที่ 7 และเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารในปี 2549
นายกรัฐมนตรี คนที่ 27
จากการนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งแรกของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ในช่วงปลายปี 2550 ผลปรากฏว่า พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นอวตารของไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้ง ส่งผลให้ นายสมัคร สุนทรเวช ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนนายอภิสิทธิ์ ได้เป็นผู้นำฝ่ายค้าน
และเมื่อนายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ก่อนเกิดการพลิกเกม สร้างตำนานงูเห่า ภาค 2 จากการเดินหมากของ นายสุเทพ เทือกสุวรรณ เลขาธิการพรรค ณ ขณะนั้น ดึง ส.ส.กลุ่มนายเนวินเข้ามาเป็นพวก ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศ ช่วงปลายปี 2551
ซึ่งในระหว่างที่เขาเป็นนายกฯ ก็เกิดการชุมนุมประท้วงของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ (นปช.) ที่เรียกร้องให้ยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
โดยมีการชุมนุมใหญ่ที่สี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม ปี 2553 ก่อนจะถูกปรามปราบอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จนต้องยุติการชุมนุมช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ปีเดียวกัน แกนนำหลายคนถูกจับกุม และอีกหลายคนต้องหลบหนีออกนอกประเทศ โดยฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ณ ขณะนั้น เรียกการสลายการชุมนุมดังกล่าวว่า “ขอคืนพื้นที่”
ลาออกจาก ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์
ต่อมาในปี 2554 ก็ได้มีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม และผลปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำทัพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ ก็ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ส่วนนายอภิสิทธิ์ได้แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ได้รับเลือกกลับมาใหม่ในปีเดียวกัน
ช่วงปลายปี 2556 เกิดกลายชุมนุมประท้วงรัฐบาลของ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ภายใต้การนำของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนเกิดการรัฐประหาร ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ในปี 2557 และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ ก็ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา แล้วได้มีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 60 ในวันที่ 24 มีนาคม 2562
โดยระหว่างการหาเสียง นายอภิสิทธิ์แสดงท่าทีว่าไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. ถึงกับประกาศว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ หากเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
แต่จากการพ่ายแพ้เลือกตั้งอย่างยับเยิน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ เพียง 50 กว่าคน ผิดฟอร์มพรรคใหญ่ที่มีอายุกว่า 70 ปี ทำให้นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค
และจากการที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายก นายอภิสิทธิ์ ก็ประกาศลาออกจากการเป็น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552
แม้จะลาออกจาก ส.ส. แต่เขาก็ยังคงไว้ซึ่งสถานะสมาชิกพรรค ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า เส้นทางสายการเมืองของอดีตนายกฯ คนที่ 27 ที่เริ่มต้นเมื่ออายุ 27 ปี และครบรอบ 27 ปีในปีนี้ จะดำเนินเดินไปในทิศทางใด ?
อ้างอิง