"โควิด" ทุบซ้ำ โรงสีขายไม่ดีแถมต้นทุนพุ่ง จ่อปิด 80%
“แม่ใจธนะโชติวัฒน์” บิ๊กโรงสีพะเยาเปิดใจ “โควิด” ทุบซ้ำ ขายไม่ดีแถมต้นทุนพุ่ง จ่อปิด 80%
นับเป็นเวลาหลายปีที่ผู้ประกอบการโรงสีข้าวต้องเผชิญกับปัญหาที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ เพราะถือว่าโรงสีเป็นหนึ่งในธุรกิจเสี่ยงสูงที่มีโอกาสเกิดหนี้สูญ สมาคมโรงสีข้าวไทย พยายามออกแรงช่วยเหลือสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอให้สถาบันการเงินผ่อนปรน ช่วยให้โรงสีซึ่งเป็น “กลางน้ำ” ของอุตสาหกรรมข้าวไทย ได้มีโอกาสอยู่รอด
แต่มาถึงปีนี้สถานการณ์ธุรกิจโรงสี “ย่ำแย่” หนักกว่าปีที่ผ่านมา โดยเหตุที่ภาคการส่งออกข้าวชะลอตัวต่อเนื่อง 5 เดือนแรกไทยส่งออกข้าวได้เพียง 1.8 ล้านตัน
มาถึงตอนนี้จึงเริ่มเห็นภาวะธุรกิจโรงสีสายป่านสั้นเริ่มปิดในหลายพื้นที่ และโรงสีที่เหลืออยู่กำลังแบกสต๊อกเก่าจนหมดแรงและไม่มีพื้นที่รับซื้อข้าวใหม่
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายอนันตศักดิ์ ศรีสมัย” หรือ เสี่ยโหน่ง เจ้าของโรงสีแม่ใจธนะโชติวัฒน์ ผู้ประกอบการโรงสีขนาดใหญ่จังหวัดพะเยา และประธานชมรมโรงสี จ.พะเยา ที่ออกมาสะท้อนภาพธุรกิจโรงสี ด้วยประสบการณ์การทำธุรกิจมานานกว่า 14 ปีรับซื้อข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.พะเยา ทำให้เห็นว่าปีนี้ธุรกิจโรงสีใน 2 จังหวัดเริ่มไปไม่ไหว
“ตอนนี้ผู้ประกอบการ 80% ในพื้นที่หยุดกิจการ เช่นใน จ.เชียงราย เดิมมีโรงสี 60 แห่ง ตอนนี้เหลือ 4 แห่ง และ จ.พะเยา เดิมมีโรงสี 25 แห่งตอนนี้เหลือ 4 แห่งเช่นกัน และที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่จะมีแต่โรงขนาดเล็กที่สีขายในพื้นที่ ผมว่าสถานการณ์นี้เป็นทุกพื้นที่ แต่ไม่มีใครอยากพูด เพราะจะยิ่งทำให้กระทบเรื่องสินเชื่ออีก”
สถานการณ์ปีนี้โรงสีอ่วมขึ้น
ตอนนี้โรงสีผมสต๊อกข้าวไว้ 80% คิดเป็นข้าวเปลือก 30,000 ตัน จากกำลังผลิตที่ต้องใช้ 40,000 ตัน ถ้าเดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้ ผมยังเคลียร์สต๊อกไปไม่หมดแล้ว แน่นอนว่าจะไม่มีเงินและไม่มีพื้นที่เก็บข้าวเปลือกใหม่ที่จะออกสู่ตลาดแน่นอน
“เราก็ไม่รู้จะไปขายใคร เพราะผู้ส่งออกก็ส่งออกไม่ได้ ตู้คอนเทนเนอร์ เรือไม่มี ส่วนกรณีที่จะเอาข้าวที่ผมมีสต๊อก ไปวางเป็นหลักทรัพย์ประกันเงินกู้หรือสินเชื่อนั้น คงไม่ได้ โครงการแบบนั้นมีแต่โลกสวยเท่านั้นแหละ หลังจากเซ็นเสร็จในชีวิตจริงใครไปกู้ได้บ้าง ส่วนโครงการให้โรงสีช่วยซื้อชดเชยดอกเบี้ยก็มีโรงสีเข้าร่วมบ้างรวมถึงเราด้วย แต่ตอนนี้โครงการสิ้นสุดแล้วตั้งแต่ประมาณเดือนเมษายนผ่านมาหลายเดือนแต่ยังไม่ได้เงิน”
ราคาข้าวเปลือก “ดิ่ง”
ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงมาก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่เก็บในสต๊อกมีต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือก 14,000 บาทต่อตัน สีเป็นข้าวสาร 23,000 ตันนั่นคือราคาทุน แต่ขายจริงเหลือ 20,000-21,000 บาท เก็บมาตั้งแต่ปี 2562 สมัยต้น ๆ โควิด จะเห็นว่าราคามะลิตอนนี้ถูกกว่าราคาข้าวปทุมธานีเสียอีก อย่างราคาล่าสุดข้าวหอมมะลิ หาบละ 1,080 บาท มี 60 กิโลกรัม ข้าวปทุมธานี หาบละ 1,820 บาท เป็นปีที่แปลกเพราะโดยปกติหลังข้าวหมดนาแล้ว ราคาข้าวจะขยับขึ้นแต่เดี๋ยวนี้ไม่ขยับ
“พอโควิดมายิ่งลำบาก โดยเฉพาะมาตรการที่ใช้ดูแลการขนส่งระหว่างจังหวัด ทำให้โรงสีที่จะขนส่งข้าวไปขายที่กรุงเทพฯ ต้องใช้เวลานานขึ้น จากเดิมการขนส่งข้าวไปกรุงเทพฯ ใช้เวลาไป-กลับแค่ 2 วัน แต่ตอนนี้ได้อาทิตย์ละ 1 เที่ยว ต้องแวะพักที่พิษณุโลก อ่างทอง กว่าจะถึงกรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายพักค้างคืนก็ต้องจ่ายเป็นต้นทุนเพิ่ม และบวกเวลาต้องกักตัว ทำให้แต่ละเดือนไปได้แค่ 2 เที่ยว พอขนส่งข้าวช้าก็ทำให้ต้องเก็บสต๊อกนานขึ้น ข้าวเสื่อมเราก็ต้องปรับปรุงข้าวก็เป็นต้นทุนอีก คนที่เอาเงินแบงก์มาก็ต้องเสียดอกเบี้ยหยุดไม่ได้ อย่างผมมีลูกน้อย 100 คน บวกครอบครัวพวกเค้าอีกเฉลี่ยซะ 5 คน เราทิ้งลูกน้องไม่ได้ แต่บุญเก่าเราไม่เยอะ ถ้าไม่มีรายได้เลย บุญเก่าหมด ไม่อยากทิ้งลูกน้องแต่จะทำอย่างไรได้”
ปัจจัยลบรุมเร้าโรงสีไปไม่ไหว
ถ้าถามว่าทำไมธุรกิจโรงสีไมไหว มาจากหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งคนไทยทุกวันนี้กินข้าวน้อยลง หันไปกินคลีน หรือกินแบบอื่น เพราะมองว่ากินข้าวแล้วอ้วน และมาเกิดภาวะโควิด นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นผู้บริโภคหลักกลุ่มหนึ่งก็หายไปไม่สามารถเดินทางมาได้ และภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น สมมุติคุณมีเงิน 20 บาท คุณกินข้าวไม่ได้อิ่มนำ แต่กินมาม่าได้ นั่นเลยทำให้มีมาม่ามาแข่งกับข้าว และยิ่งข้าวหอมมะลิราคาสูงคนหันไปกินข้าวอื่น ข้าวปทุม ข้าวขาวแทน
ความช่วยเหลือจากภาครัฐ
“ผมไม่ค่อยพูดถึงประเด็นนี้ เพราะคนจะมองว่าเราเป็นธุรกิจ ซึ่งตอนที่มีกำไรเราไม่พูด แต่พอขาดทุนจะมาให้รัฐช่วยได้อย่างไร ฉะนั้น ผมขอแค่ให้รัฐทำอะไรที่เขาควรทำดีกว่า เช่น ส่งออกไม่ได้ไม่มีตู้เรือก็ไปแก้ปัญหาตรงนั้น ไปแก้ไขโรคโควิด เร่งฉีดวัคซีน ถ้าเปิดรับนักท่องเที่ยวมา ก็ทำให้มีคนมาบริโภคข้าวเรามากขึ้น“
“ทุกคนมักเข้าใจว่าโรงสีเป็นธุรกิจกดราคารับซื้อชาวนา แต่จริง ๆ แล้ว โรงสีเราไม่สามารถตั้งราคารับซื้อข้าวเองได้ ในแต่ละวันตื่นมาต้องเปิดดูราคาว่าผู้ส่งออกรายใดเปิดราคาซื้อที่เท่าไร จากนั้นก็จะมากำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือก ไม่ใช่เราอยากตั้งราคาเท่าไรก็ตั้งได้ ตอนนี้ผู้ส่งออกแต่ละรายก็ไม่ได้เปิดราคารับซื้อข้าวทุกชนิดทุกวัน อย่างวันนี้มีบางรายเท่านั้นที่รับซื้อข้าวเหนียว เรามีข้าวมะลิสต๊อกอยู่จะทำอย่างไร
เช่น เรามีข้าวสารต้นทุน 23 บาท แต่ผู้ส่งออกบอกว่าราคานี้ส่งออกไม่ได้ไม่รู้จะซื้อมาเก็บไว้ทำไม ขอซื้อแค่ 21 บาทได้ไหมจะช่วยซื้อให้ เราก็ต้องตัดสินใจว่าเราจำเป็นต้องขายเอาเงินมาใช้ไหม ถ้าเราตัดสินใจขายในราคาต่ำ ก็จะทำให้ราคานั้นกลายไปเป็นราคาอ้างอิงในตลาด”