โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"นางใน" พระราชสำนักฝรั่ง เบื้องหลังราชบัลลังก์และการเมืองใต้อำนาจอิสตรี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ก.ย 2562 เวลา 08.58 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2562 เวลา 08.58 น.
งานเลี้ยงเต้นรำสวมหน้ากากในพระราชวังแวร์ซาย (ภาพโดย Charles Nicolas Cochin I)

ขึ้นชื่อว่าเรื่องราวต้องห้ามแล้ว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร หรือเกิดขึ้น ณ มุมใดของโลก ล้วนแล้วแต่กระตุกต่อมอยากรู้อยากเห็นของคนทั่วไปมากเท่านั้น ยิ่งเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ความสัมพันธ์ต้องห้าม หรือเรื่องซุบซิบเสียๆ หายๆ ยิ่งทำให้ผู้คนพุ่งความสนใจมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ฉะนั้นเรื่องต้องห้ามเหล่านี้จึงยังเป็นประเด็นยอดนิยม ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย

ในยุโรป มีนักเขียนหลายคนจับเอาประเด็นเหล่านี้มาแต่งเติมเสริมต่อกลายเป็นหนังสือขายดี โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในราชสำนัก แน่นอนว่ามีทั้งเรื่องจริงบ้างและเรื่องที่ใส่สีตีไข่เกินประมาณ เพื่อให้สนุกตื่นเต้นสำหรับคนอ่าน แต่ก็มีนักเขียนบางคนที่มีความเป็นนักประวัติศาสตร์อยู่ในสายเลือด ลุกขึ้นมาค้นคว้าหลักฐานสนับสนุน และหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนหนังสือ หนึ่งในนั้นก็คือเอลานอร์ เฮอร์แมน(Eleanor Herman) นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้สร้างชื่อจากสารคดีเรื่อง “Sex with Kings” ว่าด้วยเรื่องนางในในราชสำนักยุโรปตั้งแต่500 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

เนื้อหาหลักของSex with Kings นอกจากจะนำเสนอประวัติศาสตร์ยุโรป(ผ่านความสัมพันธ์ชู้สาวของคนในราชสำนัก) แล้ว ยังฉายสปอตไลท์ส่องไปยังบทบาทของบรรดานางใน(Mistress) ซึ่งบางคนอาจประเมินค่าพวกหล่อนเป็นเพียง “โสเภณีชั้นสูง” แต่บางครั้งพฤติกรรมที่คนทั่วไปหยามเหยียดนี้ กลับสามารถบันดาลอำนาจและเป็นปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบรรดาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าฉาก หน้าที่ของพวกหล่อน ไม่เพียงตอบสนองกิเลสตัณหาอันไม่สิ้นสุดของบุรุษผู้มีอำนาจเหนือกว่าเท่านั้น แต่บางครั้งมารยาหญิงหลายร้อยเล่มเกวียนยังสามารถสั่นคลอนบัลลังก์ เปลี่ยนขั้วการเมือง หรือแม้กระทั่งพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

ว่ากันว่าการที่จะเป็นนางในที่สมบูรณ์แบบ ต้องผ่านการขัดเกลาและฝึกปรือมาเป็นอย่างดี ต้องมีกิริยามารยาทที่งดงาม เสียงหัวเราะที่ไพเราะราวดนตรี รู้วิธีขับกล่อมทำนองเพลง และที่สำคัญต้องมีจริตจะก้านมารยาที่สามารถมัดใจบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ได้

เอลานอร์ค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนSex with Kings จากบันทึกความทรงจำ จดหมายส่วนตัว รายงานทางการทูต ฯลฯ บวกรวมกับภาษาเรียบง่ายและอารมณ์ขันอันร้ายกาจ ทำให้หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนจอภาพยนตร์ที่ฉายเรื่องราวเบื้องหลังบัลลังก์และห้องบรรทมของกษัตริย์ยุโรปที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด กับบรรดาหญิงสาวที่เทิดทูนพระองค์ นับตั้งแต่มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์(Madame de Pompadour) นางในผู้เลื่องชื่อของกษัตริย์หลุยส์ที่15 ผู้รักษาตำแหน่งได้นานถึง19 ปี แม้ว่าหล่อนจะตายด้านในเรื่องเพศ

ค่านิยมการมีนางในในราชสำนักยุโรปนั้น ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่หากจะพอนับย้อนไปได้ก็น่าจะเริ่มขึ้นในช่วงยุคกลาง(ค.ศ. 476-1453) หลังการล่มสลายของกรุงโรมเกือบพันปี นางในในราชสำนักยุโรปยุคกลางนั้นมีสถานะที่ต่างจาก เจ้าจอมหม่อมห้าม ของไทย รวมทั้งนางในของยุโรปในยุคหลังๆ เช่น หลังปฏิวัติฝรั่งเศส อยู่มาก ตรงที่สถานะนี้หมายรวมถึงหญิงที่มีสัมพันธ์กับกษัตริย์ แต่ไม่ได้อภิเษกสมรสกับพระองค์

ในยุคกลางนั้น อำนาจของศาสนจักรคาทอลิกและองค์สันตะปาปายังไม่ถูกแยกออกจากอำนาจการปกครองอาณาจักร ดังนั้นศาสนจักรจึงสามารถตรวจสอบความเป็นไปที่อาจเป็นภัยต่อศาสนาได้ ฉะนั้นแม้อำนาจเด็ดขาดในการปกครองอาณาจักรจะเป็นของกษัตริย์ แต่ราชสำนักก็ยังต้องยำเกรงอำนาจขององค์สันตะปาปาอยู่ และการมีนางใน การคบชู้ หรือการเป็นโสเภณี ถือเป็นเรื่องบาปมหันต์ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่กระทำกันโดยทั่วไปในยุคนั้น แต่ก็ต้องปกปิดไว้ไม่ให้ความลับรั่วไหลไปถึงศาสนจักร

ดังนั้นสถานะนางในจึง “ไม่เป็นทางการ” แต่มีลักษณะคล้ายอนุภรรยามากกว่า ยกเว้นนางในที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในยุคหลังๆ ซึ่งมักมีได้เพียงคนเดียว นอกจากนี้ หากกษัตริย์มีสัมพันธ์กับผู้หญิงที่มีสามีแล้ว ก็ถือว่าพวกหล่อนเป็นนางในเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าศาสนจักรจะเคร่งครัดเพียงใด ก็ยังมีช่องโหว่ให้บรรดาโสเภณีชั้นสูง รวมถึงบุตรสาวและภรรยาของขุนนางผู้มักใหญ่ใฝ่สูงสามรถเดินขวักไขว่เพื่อรอโอกาสถวายตัวได้

นางในแห่งอังกฤษในยุคกลางที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเห็นจะเป็น อลิซ เพอร์เรอร์ส(Alice Perrers) หล่อนเป็นนางในของกษัตริย์เอดเวิร์ดที่3 (King Edward III – ครองราชย์ ค.ศ. 1327-77) และขึ้นชื่อเรื่องความโลภโมโทสัน อีกทั้งเชี่ยวชาญในการใช้คารมหว่านล้อมกษัตริย์ และกุมอำนาจการปกครองมาไว้ในมือ หล่อนใช้ตำแหน่งในช่วง10 ปีสุดท้ายในการครองราชย์ของกษัตริย์เอดเวิร์ดที่3 ฉ้อโกงทรัพย์สินในท้องพระคลัง หรือแม้กระทั่งขโมยเครื่องประดับเลอค่าจากร่างของกษัตริย์ที่กำลังจะสิ้นพระชนม์ กว่าราชสำนักจะรู้พฤติกรรมอันฉ้อฉลนี้และมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สมบัติคืน ก็ผ่านเลยไปหลายปีจนกระทั่งหล่อนกลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดในอังกฤษแล้ว

ในยุคไล่เลี่ยกัน ราชสำนักฝรั่งเศสก็มีนางในคนหนึ่งที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองเช่นกัน นั่นก็คือแอกเนส ซอเรล(Agnes Sorel) หล่อนสามารถเกลี้ยกล่อมกษัตริย์ชาร์ลส์ที่7 แห่งฝรั่งเศส(King Charles VII – ครองราชย์ ค.ศ. 1422-61) ผู้เฉื่อยชาให้ส่งทหารไปขับไล่ผู้บุรุกชาวอังกฤษให้พ้นไปจากดินแดนฝรั่งเศสได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าหล่อนจะใช้อำนาจครอบงำกษัตริย์ แต่ก็นับได้ว่าในช่วงที่หล่อนยังมีชีวิตในฐานะชู้รัก เพื่อนสนิท และที่ปรึกษาของกษัตริย์นั้น ฝรั่งเศสในยุคสมัยของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่7 เป็นที่น่าเกรงขามในสายตาคนต่างชาติมากกว่าตอนที่พระองค์ปกครองประเทศโดยไร้เงาของหล่อนเสียอีก

เรื่องราวของนางในเป็นที่รู้จักและเปิดเผยมากขึ้นเมื่อล่วงถึงยุคเรอเนสซองส์(คริสต์ศตวรรษที่14-16) ซึ่งเป็นยุคที่นำภูมิปัญญาโบราณกลับมาสู่ยุโรปอันดำมืดอีกครั้ง การคิดค้นแท่นพิมพ์ของ โยฮันเนส กูเตนแบร์ก(Johannes Gutenberg) ทำให้เริ่มมีการตีพิมพ์หนังสืออย่างแพร่หลาย ผลก็คือชนชั้นสูงสามารถอ่านออกเขียนได้มากขึ้น ก่อเกิดงานอดิเรกซึ่งได้รับความนิยมในราชสำนัก นั่นก็คือการเขียนจดหมายและการเขียนบันทึกประจำวัน

ฉะนั้นเรื่องอื้อฉาวที่เคยเป็นเพียงแค่การซุบซิบนินทากันปากต่อปาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความต้องการกามารมณ์ไม่รู้จักพอของกษัตริย์ ความระทมขมขื่นของพระราชินี และเล่ห์เหลี่ยมมารยาของบรรดานางในก็มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร จดหมายโต้ตอบส่วนตัวของเหล่ากษัตริย์และนางใน รวมถึงบันทึกประจำวันของเหล่าข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดบางส่วน หลุดรอดจากเปลวเพลิง น้ำท่วม ปลวกแทะ และการจงใจทำลายล้าง ทำให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในมุมมองที่ต่างออกไปผ่านเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เหล่านี้

ในคริสต์ศตวรรษที่16-18 ตำแหน่งของนางในนั้นมีสถานะเกือบเป็นทางการเทียบเท่านายกรัฐมนตรี นอกจากการปรนเปรอทางเพศแล้ว พวกหล่อนยังต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างอื่น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นตำแหน่ง เงินปี เกียรติยศ และฐานะอันทรงอิทธิพลในราชสำนัก ต้องใช้ทั้งศิลปะ การละคร วรรณคดี ดนตรี สถาปัตยกรรม และปรัชญา ทั้งยังต้องใช้เสน่ห์เป็นดั่งอาวุธต่อกรกับทูตต่างประเทศ คอยระงับอารมณ์โกรธของกษัตริย์ ปลุกปลอบให้พระองค์ร่าเริงเมื่อทรงเป็นทุกข์ ปลุกเร้าพระองค์ให้แข็งแกร่งเมื่อทรงอ่อนแอ เข้าร่วมพิธีทางศาสนาทุกวัน ให้ทานแก่คนจน และส่งอัญมณีคืนสู่ท้องพระคลังในยามสงคราม เป็นต้น

กษัตริย์ฟรองซัวส์ที่1 แห่งฝรั่งเศส(Francois I – ครองราชย์ ค.ศ. 1515-47) เป็นกษัตริย์องค์แรกที่แต่งตั้งนางในคนโปรดเป็นสนมเอก(maitresse-entitre) หรือนางในประจำราชสำนัก เพื่อเป็นการยืนยันสถานะของพวกหล่อนว่ามีเกียรติมากกว่าโสเภณีชั้นสูง ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่16 นางในในราชสำนักฝรั่งเศสทรงอำนาจยิ่งกว่าราชสำนักอื่นใดในยุโรป และยืนยาวเกือบ200 ปี

ไดแอน เดอ ปัวติเยร์(Diane de Poitiers) นางในของกษัตริย์อองรีที่2 (Henri II – โอรสของกษัตริย์ฟรองซัวส์ที่1) ได้เป็นถึงสมาชิกสภาของฝรั่งเศส หล่อนมีส่วนในการออกกฎหมายและกำหนดภาษี ทั้งยังลงนามร่วมกับกษัตริย์ในคำสั่งต่างๆ ในนาม อองรี–ไดแอน(Henri-Diane) อีกด้วย ส่วน กาบริเอล เดสตรีส์(Gabrielle dEstrees) นางในของกษัตริย์อองรีที่4 (Henri IV) เป็นอีกคนที่เข้าร่วมในสภา ออกกฎหมาย ต้อนรับทูต และมีส่วนช่วยในการยุติสงครามศาสนากลางเมือง

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่17 บทบาทของนางในกับเกมการเมืองนั้น กลายเป็นของคู่กัน จะขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปมิได้ กระทั่งราชอาณาจักรเยอรมนีซึ่งเคร่งครัดในขนบธรรมเนียมก็ยังดำเนินรอยตามฝรั่งเศส เจ้าชายเฟรดเดอริกที่3 (Frederick III) ผู้ครองแคว้นแบรนเดนเบิร์ก ที่เกรงใจพระชายาและชิงชังการนอกใจ ก็ยังแต่งตั้งนางในราชสำนักขึ้นเป็นสนมอย่างเป็นทางการ และพระราชทานอัญมณีให้มากมาย แม้ว่าพระองค์จะไม่เคยแตะต้องหล่อนเลยก็ตาม

อย่างไรก็ตามสถานะของนางในของราชสำนักสเปนกลับแตกต่างจากฝรั่งเศสและเยอรมนีโดยสิ้นเชิง พวกนางไม่มีตำแหน่งอันเป็นที่ยอมรับ ไม่มีหวังที่จะไขว่คว้าอำนาจใดๆ ในราชสำนัก ได้ปูนบำเหน็จเพียงน้อยนิด มิหนำซ้ำชีวิตหลังปลดระวางยิ่งน่ารันทด เพราะต้องถูกขับไปอยู่สำนักนางชี เนื่องจากกษัตริย์สเปนนั้นถือเป็นสมมติเทพ ฉะนั้นหญิงที่เคยพลีกายรับใช้กษัตริย์จึงกลายเป็นของต้องห้ามที่สามัญชนมิอาจแตะต้องได้

นางในที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์คนหนึ่งซึ่งกล่าวถึงในหนังสือSex with Kings ก็คือ มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์(Madame de Pompadour – มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1721-64) นางในของกษัตริย์หลุยส์ที่15 (Louis XV – ครองราชย์ ค.ศ. 1715-74) มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ เป็นบุตรสาวของคหบดีซึ่งกำลังจะล้มละลาย หล่อนพบรักกับกษัตริย์หลุยส์ที่15 ในงานแฟนซีสวมหน้ากากที่พระราชวังแวร์ซายส์เมื่อปี ค.ศ. 1745 มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ ผู้มีนัยน์ตาสีเขียว อีกทั้งงามสง่าและฉลาดเฉลียว ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่15 พึงพอใจอย่างยิ่ง พระองค์แต่งตั้งให้หล่อนเป็นสนมเอก ส่งผลให้หล่อนมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของฝรั่งเศส รวมทั้งในวงการทหาร หล่อนเขียนจดหมายนับไม่ถ้วนถึงเหล่านายพล

กระทั่งคนฝรั่งเศสแอบลือกันว่ามาดามผู้นี้นี่แหละคือนายกรัฐมนตรีตัวจริง หล่อนปกครองฝรั่งเศสอยู่เบื้องหลังถึง19 ปี สนับสนุนศิลปินและนักเขียน สร้างละครเวที ลงทุนในอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส ออกแบบชาโต้ เจียระนัยอัญมณี สร้างงานแกะสลัก ทดลองผสมพันธุ์พืช อีกทั้งมีส่วนในการบัญชาการรบในสงคราม7 ปีอีกด้วย(สงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ. 1756-63)

อย่างไรก็ตาม มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ แตกต่างจากนางในโดยทั่วไปที่ใช้ความช่ำชองทางเพศเป็นบันไดไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจและรักษาสถานะของตนไว้ มีหลักฐานบางอย่างชี้ชัดว่าหล่อนมีอาการเฉื่อยชาในเรื่องเพศ นอกจากนี้ยังป่วยกระเสาะกระแสะ และถึงกับเคยเป็นโรคติดเชื้อในช่องคลอดเรื้อรังเสียด้วยซ้ำ ด้วยความที่กษัตริย์หลุยส์ที่15 เป็นผู้กระหายความใคร่และเริงรมย์กับการร่วมรักได้วันละหลายๆ ครั้ง มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ จึงต้องเสแสร้งสนุกไปกับการออกแรงของพระองค์ และเฝ้ารอให้เสร็จกิจโดยเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้หล่อนจึงกังวลอย่างมาก ด้วยกลัวว่ากษัตริย์จะทรงเบื่อหน่ายและหาคนอื่นมาแทนที่ หล่อนจึงพยายามทำทุกวิถีทางตั้งแต่การกินยาบำรุงเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ แต่ก็ไม่ใคร่ได้ผลนัก

จนกระทั่ง ดัชเชส เดอ บรังกาส์(Duchesse de Brancas) เพื่อนสนิทของหล่อนชี้ทางสว่างให้ ว่าต้องทำดีกับกษัตริย์อย่างสม่ำเสมอ อย่าบอกปัดในเวลาที่พระองค์ต้องการ และปล่อยให้เวลาดำเนินไปตามวิถีของมัน แล้วในที่สุด พระองค์ก็จะผูกพันกับหล่อน ด้วยอำนาจของความเคยชิน ด้วยเหตุนี้ มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ จึงเปลี่ยนความรักให้กลายเป็นมิตรภาพอันล้ำลึกอย่างชำนิชำนาญ หล่อนแสดงบทบาทที่ปรึกษาทางการเมืองผู้มีไหวพริบ และยังสร้างภาพของตนเองไว้ทุกหนแห่ง ไม่ว่ากษัตริย์หลุยส์จะเสด็จที่ไหนก็จะเห็นสัญลักษณ์ของหล่อนเสมอ

อาทิ ภาพเขียนรูปเหมือนของนางที่ติดประดับแทบทุกผนัง ผ้าม่านทุกผืนที่หล่อนเป็นผู้เลือกหามา ถ้วยชามกระเบื้องต่างๆ เป็นสิ่งที่หล่อนจัดสรร แม้ว่าจะหยุดมีความสัมพันธ์ทางเพศกับกษัตริย์หลุยส์ที่15 ทว่า มาดามเดอ ปอมปาดัวร์ ก็ยังสามารถรักษาตำแหน่งสนมคนโปรดไว้จนกระทั่งเสียชีวิตลงในวัย42 ปี

หลังจาก มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ เสียชีวิตลง อำนาจทางการเมืองของหล่อนก็สืบต่อไปยัง มาดาม ดู บาร์รี(Madame du Barry หรือJeanne du Barry – มีชีวิตในช่วงปี ค.ศ. 1743-93) อย่างไรก็ตามนางในของกษัตริย์หลุยส์ที่15 (ในวัย60 พรรษา) ผู้นี้แตกต่างจาก มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่สนมเอกคนเก่านั้นเฉยชาเรื่องเพศ แต่ มาดาม ดู บาร์รี กลับเป็นหนึ่งในนางโลมที่ช่ำชองที่สุดแห่งยุค นางสามารถตอบสนองความต้องการของกษัตริย์หลุยส์ในวัยชรา ที่ไม่ได้ต้องการสตรีผู้เปรื่องปราดอยู่ข้างกายอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องการเพียงหาความสำราญด้านเพศรส เพื่อทำให้รู้สึกได้ว่าพระองค์ยังหนุ่มแน่น และโชคชะตาก็ชักนำพระองค์มาพบกับ ฌาน ดู บาร์รี นางโลมชาวปารีส ซึ่งเป็นนางในคนสุดท้ายของพระองค์

ว่ากันว่าการปรากฏตัวอย่างพอเหมาะพอเจาะหลังจากที่ มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์ เสียชีวิตไปแล้ว4 ปี ทำให้สาวผมบลอนด์แสนสวยผู้นี้กลายเป็นดาวจรัสแสงขึ้นมา หล่อนเป็นที่โปรดปรานเพราะช่วยนำกษัตริย์หลุยส์ที่15 กลับคืนสู่ชีวิตอันเกษมสำราญอีกครั้ง มีผู้บันทึกไว้ว่า ดยุคแห่งริชาลู(duc de Richelieu) เคยเริงรมย์กับ มาดาม ดู บาร์รี และแนะนำนางให้กับกษัตริย์ผู้กำลังซึมเศร้า และหลังการร่วมรักกันครั้งแรกกษัตริย์หลุยส์ที่15 ถึงขนาดตรัสกับดยุคแห่งริชาลูว่า ฌาน ดู บาร์รี เป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวในฝรั่งเศสที่ทำให้พระองค์ลืมว่ามีพระชนมายุ60 พรรษาแล้ว

กษัตริย์หลุยส์ที่15 หลงใหล มาดาม ดู บาร์รี อย่างถอนตัวไม่ขึ้น แม้บรรดาขุนนางผู้ใกล้ชิดจะย้ำเตือนว่า ความช่ำชองของนางนั้นหมายถึงนางผ่านผู้ชายมามากหน้าหลายตา ทั้งยังอายุน้อยเกินไป และไม่คู่ควรที่ชายใดจะมาขอแต่งงานเสียด้วยซ้ำ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงฟังเสียงทัดทานของใคร แม้ในบั้นปลายชีวิตที่ร่างของพระองค์ปรุไปด้วยฝีดาษ พระองค์ก็ยังไม่สามารถละทิ้งความมักมากในกามารมณ์และโหยหา มาดาม ดู บาร์รี ได้ หลังจากกษัตริย์หลุยส์ที่15 เสด็จสวรรคต สถานะของ มาดาม ดู บาร์รี ก็ถูกลดทอนความสำคัญลง นางออกจากราชสำนักในช่วงต้นรัชสมัยกษัตริย์หลุยส์ที่16 และถูกจับประหารชีวิตในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสนั่นเอง

ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส(The French Revolution : ค.ศ. 1789) หนังสือพิมพ์จะถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด แต่ด้วยอิสรภาพทางการพิมพ์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่19 หนังสือพิมพ์จึงกล้าตีพิมพ์เรื่องราวอันอื้อฉาวในราชสำนัก มีการ์ตูนล้อเลียนกษัตริย์และนางใน ทำให้ราชวงศ์ต้องระมัดระวังเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวมากขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้จะเกิดการปฏิวัติ รวมทั้งขนบธรรมเนียมบางอย่างมีการเปลี่ยนแปลง ทว่าความต้องการทางเพศของกษัตริย์กลับไม่เคยเปลี่ยน นางในยังคงมีอยู่ดาษดื่น กระนั้นนางในยุคศตวรรษที่19 เหล่านี้ก็ไม่ได้คาดหวังยศถาบรรดาศักดิ์เหมือนนางในยุคก่อนหน้าที่โชคดีกว่า พวกหล่อนไม่มีทางได้เป็นดัชเชสหรือเคาน์เตส ไม่ได้รับตำหนักหรือปราสาท ไม่มีเงินปี ไร้ที่นั่งในสภา ไม่มีห้องหรูหราในพระราชวัง

ความหวังที่พอจะมีได้ก็เพียงแค่บ้านหลังงามในเมือง มีเครื่องประดับติดตัวสักเล็กน้อย สามารถสั่งซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นล่าสุดได้ และยังมีกลิ่นอายของอำนาจล้นเหลือเพื่อให้ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงหรูหราบ้างเท่านั้นเอง

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 กันยายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...