โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

[ความน่าจะอ่าน] ‘เศรษฐศาสตร์ความจน’ ทำความเข้าใจความจน ก้าวพ้นมายาคติ

The101.world

เผยแพร่ 21 ก.ย 2564 เวลา 04.14 น. • The 101 World

โควิดกับคนจน

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในช่วงปี 2557-2562 พบว่า สัดส่วนคนจนของไทยนั้นอยู่ระหว่างร้อยละ 6 ถึงร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยตัวเลขนี้ลดลงในบางปี ขณะที่บางปีกลับเพิ่มขึ้น แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นบวกโดยตลอดก็ตาม ด้วยเหตุนี้ วิกฤตเศรษฐกิจที่สืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงไม่เพียงส่งผลกระทบทางลบต่อคนจน แต่น่าจะส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เมื่อช่วงกลางปี 2563 พบว่า กลุ่มครัวเรือนยากจน โดยเฉพาะคนยากจนเมืองจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ขณะที่กลุ่มครัวเรือนเปราะบางอีก 1.14 ล้านครัวเรือนมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นครัวเรือนยากจน

ถ้าเป็นเช่นนั้น รัฐบาลควรดำเนินนโยบายหรือมาตรการอย่างไรเพื่อแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นนี้? หนังสือ 'เศรษฐศาสตร์ความจน' (Poor Economics) อาจมีส่วนช่วยทำให้เราตอบคำถามข้างต้นได้ดียิ่งขึ้น เพราะว่า “หนังสือเล่มนี้คือคำตอบขนาดยาว เพียงแต่มันไม่ใช่คำตอบประเภทที่จะตอบได้ทุกคำถาม” (น. 24)

การทดลองเพื่อบรรเทาความยากจน

ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คืออภิชิต เบเนอร์จี และเอสแตร์ ดูโฟล ทั้งคู่เป็น 2 จาก 3 คนที่เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2019 จากผลงาน 'แนวทางการทดลองเพื่อบรรเทาปัญหาความยากจนทั่วโลก' แนวทางการทดลองข้างต้นคือ 'การทดลองแบบสุ่ม' หรืออาร์ซีที (Randomized Controlled Trial: RCT) ซึ่ง “เลียนแบบการทดลองแบบสุ่มที่ใช้ในวงการแพทย์เพื่อวัดประสิทธิผลของยาใหม่ๆ” (น. 28) การทดลองเช่นนี้ “เปิดโอกาสให้นักวิจัยทำการทดลองขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบทฤษฎีต่างๆ ได้” โดยการ “เลือกพื้นที่ที่แตกต่าง หรือใช้วิธีแทรกแซงแบบอื่นๆ” เพื่อให้ “ได้ภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นว่าจริงๆ แล้วคนจนใช้ชีวิตอย่างไร ต้องการและไม่ต้องการความช่วยเหลือที่จุดไหน” (น. 36) ตัวอย่างเช่น การทดลองเพิ่มแรงจูงใจในการให้วัคซีน และการทดลองสอนเสริมโดยครูอาสาในชุมชนในอินเดีย (บทที่ 3 และบทที่ 4) และการทดลองเพื่อแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในเคนยา (บทที่ 5)

กระนั้นการทดลองแบบสุ่มก็มิได้นำไปสู่คำตอบของทุกๆ คำถามเกี่ยวกับความยากจน หากแต่เป็นไปเพื่อตอบคำถามหลักของหนังสือเล่มนี้ว่า “เราควรกังวลเรื่องกับดักความยากจนในเวลาใดและที่ไหน” (น. 38) กล่าวอีกแบบก็คือ เบเนอร์จีและดูโฟลตั้งใจวางหนังสือเล่มนี้ให้อยู่กลางข้อถกเถียงว่าด้วยกับดักความยากจน ระหว่างฝ่ายหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยเงินช่วยเหลือเพื่อให้คนจนหลุดออกจากกับดักความยากจน ซึ่งนำโดยเจฟฟรีย์ แซกส์ ที่ปรึกษาขององค์การสหประชาชาติ กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ต่อต้าน เช่น วิลเลียม อีสเตอร์ลี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ด้วยเห็นว่ากับดักความยากจนไม่มีอยู่จริง

กับดักความยากจน

กับดักความยากจนในที่นี้หมายถึง “เมื่อใดก็ตามที่โอกาสในการเพิ่มรายได้หรือความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วมีอยู่จำกัดสำหรับผู้มีเงินทุนน้อย แต่กลับขยายออกมหาศาลสำหรับผู้มีเงินลงทุนมากขึ้นอีกนิดหน่อย” (น. 32) ซึ่งหนังสือเล่มนี้เสนอว่า ในบางกรณีนั้น กับดักความยากจนมีอยู่จริง ดังเช่นในกรณีของนักธุรกิจชาวอินโดนีเซียซึ่ง “ธุรกิจของเธอต้องมีขนาดใหญ่ระดับหนึ่งจึงจะทำกำไร” แต่ “การถูกโกงเงินทำให้ทรัพย์สินหายไปไม่เหลือ ผลักให้พวกเขาเข้าไปอยู่ในโซนกับดักความยากจน” ทั้งเบเนอร์จีและดูโฟลเห็นว่า “เหตุการณ์แย่ๆ เพียงครั้งเดียวสร้างผลกระทบถาวรได้” และ “ครอบครัวหนึ่งอาจเปลี่ยนเส้นทางสู่ความเป็นชนชั้นกลางไปเป็นความยากจนถาวรได้” (น.194)

อย่างไรก็ตาม ในอีกหลายๆ กรณี กับดักความยากจนก็อาจมิได้มีอยู่จริง เช่น กับดักความยากจนจากความอดอยากของลูกจ้างเกษตรกรในจังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย เพราะ “พวกเขาอาจหาอาหารมากินได้ง่ายๆ เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงพอสำหรับทำงาน” แต่ “ปัญหาอาจจะอยู่ที่คุณภาพของอาหารมากกว่าปริมาณ” นอกจากนี้ “การให้เงินคนจนมากขึ้นก็อาจไม่เพียงพอเช่นกัน เพราะแม้แต่รายได้ที่สูงขึ้นก็อาจไม่ทำให้คนจนได้รับสารอาหารดีขึ้นในระยะสั้น” (น. 68-70) 

ดังนั้น ผู้เขียนทั้งสองจึงเห็นว่า การทำความเข้าใจกับดักความยากจนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ “ผู้ดำเนินนโยบายมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับโลก พวกเขาคิดว่ามีกับดักความยากจนทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มี หรือมองข้ามกับดักบางจุดไป ทั้งที่มันปรากฏชัดแจ้งแก่สายตา” (น. 38) ยิ่งไปกว่านั้น “นโยบายที่แย่มากบางครั้งกำเนิดจากเจตนาที่ดีเลิศที่สุดเพราะมองปัญหาที่แท้จริงไม่ออก” (น. 331) และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมโยบายหรือมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจนจึงไม่ประสบผลสำเร็จ

คนจนกับโควิด

ความเข้าใจคนจน รวมถึงกับดักความยากจนเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจน เบเนอร์จีและดูโฟลเห็นว่า “คนจนไม่เพียงแต่มีชีวิตที่เสี่ยงกว่าคนฐานะดีกว่าเท่านั้น แต่เหตุการณ์แย่ๆ แบบเดียวกันยังส่งผลร้ายต่อคนจนได้มากกว่าอีกด้วย” (น. 192) และ “ด้วยความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากความอดทนเช่นนี้ เราจะสามารถชี้กับดักความยากจนในที่ที่มันมีอยู่จริง และรู้ว่าเครื่องมือไหนที่จำเป็นต้องมอบให้คนจนเพื่อช่วยพวกเขาออกจากกับดัก” (น. 350)

ย้อนกลับมาที่เมืองไทย ปัญหาความยากจน รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำมิได้เพิ่งเกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หากแต่สถานการณ์โรคระบาดช่วยทำให้เราเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจปัญหาความยากจน โดยเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย เพราะนอกจากหนังสือเล่มนี้จะช่วยทำลายมายาคติเก่าๆ เกี่ยวกับความยากจนโดยการใช้เครื่องมือใหม่ๆ แล้ว ยังกระตุ้นให้เราพยายามทำความเข้าใจคนจน และกับดักความยากจน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในวิกฤติเช่นนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...