โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สพฐ.-ร.ร.ปทุมวิไลปัดปิดข่าวม.6กรีดคอเพื่อน ยันช่วยเหลือทั้งคู่ แต่เบรกโซเชียล หวั่นกระทบต่อเด็ก(ชมคลิป)

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 ธ.ค. 2562 เวลา 11.30 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 09.03 น.

เมื่อเวลา 11.30น. วันที่ 23 ธันวาคม 2562 ที่โรงเรียนปทุมวิไล ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับ โรงเรียนปทุมวิไล แถลงชี้แจงกรณี เด็กนักเรียน ม.6 ใช้แก้วกรีดคอเพื่อนนักเรียนชายชั้นม.6 ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดภายในโรงอาหารของโรงเรียน เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังสังคมทวิตเตอร์พร้อมใจติดแฮชแท็ก #รรชื่อดังย่านปทุม ติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับสูง มีการโดยถูกแชร์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย รวมทั้งให้ข้อมูลว่าโรงเรียนสั่งให้ปิดข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายศราวุธ ฤทธิ์จอหอ ครูฝ่ายกิจการนักเรียน กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสอบกลางภาคของโรงเรียนปทุมวิไล และเป็นช่วงพัก เวลาประมาณ 10.50 น. บริเวณโรงอาหาร ขณะนั้นตนอยู่กองกลางของสนามสอบเป็นห้องกระจกที่สามารถมองเห็นด้านหน้าของโรงอาหาร และเห็นเหตุชุลมุนของเด็ก จึงเข้าไปห้าม หลังจากห้ามปรามเด็กพบว่าเด็กได้รับบาดเจ็บบริเวณคอ จึงประสานรถพยาบาลเพื่อนำเด็กส่งโรงพยาบาลปทุมธานี พร้อมแจ้งผู้อำนวยการของโรงเรียนทราบ ระหว่างนั้นได้แจ้งผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับบาดเจ็บให้มาที่โรงพยาบาล ซึ่งผู้อำนวยการฯไปเฝ้าอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนเด็กที่ทำร้ายร่างกายเพื่อน ถูกนำตัวมาที่ห้องกิจการนักเรียน ฝ่ายปกครอง โดยโรงเรียนได้ประสานครูประจำชั้นเข้ามาพูดคุย เพราะเป็นครูที่เด็กไว้ใจ หลังจากเด็กที่บาดเจ็บได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้วจึงกลับมาที่โรงเรียน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกัน ซึ่งผู้ปกครองฝ่ายที่ก่อเหตุยินดีชดใช้ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจากการรักษา จากนั้นนำลูกไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการทางจิต เพื่อนเด็กที่บาดเจ็บได้รับทราบว่าผู้ก่อเหตุมีอาการทางจิต และไม่ติดใจเอาความเพื่อน ทั้งสองฝ่ายจึงยอมตกลงกันด้วยดีและแยกย้ายกันไป โดยผู้บาดเจ็บได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองปทุมธานี

ด้าน ดร.เอกพรต สมุทธานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนปทุมวิไล กล่าวว่า กรณีมีกระแสข่าวว่าโรงเรียนปิดข่าว ทางโรงเรียนบังคับให้ผู้ปกครองไม่แจ้งความเพื่อปิดข่าว ซึ่งสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้โดยตรวจสอบการลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองปทุมธานี เป็นปกติโดยเหตุการณ์ทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562 ส่วนตนได้ทำบันทึกรายงานไปยังเขตพื้นที่ฯ แสดงให้เห็นว่าไม่มีการปิดข่าวแต่อย่างใด

“ส่วนที่มีการสั่งให้เก็บภาพถ่ายและสั่งให้ลบภาพถ่ายในโทรศัพท์นั้น อยากถามสื่อมวลชนว่า การนำภาพเด็กลงสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ยังมีการเซ็นเซอร์ปิดหน้าปิดตา แต่หากนักเรียนถ่ายภาพแล้วนำไปโพสเลย คิดว่าปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับใคร จะเกิดกับผม เกิดกับผู้ก่อเหตุ เกิดกับเด็กที่ถูกทำร้าย หรือเกิดกับคนส่ง ผมจำเป็นต้องดูแลลูกๆของผมจำนวน 3,200 คน ซึ่งเหตุการณ์นี้โรงเรียนได้สั่งให้พวกลูกๆ เก็บภาพไว้ก่อน ห้ามส่งขึ้นอินเตอร์เน็ต แต่มีเด็กบางคนไม่เข้าใจว่าเราไม่ต้องการให้ภาพที่ไม่เหมาะสมขึ้นไปบนเว็บไซด์ต่างๆ เท่านั้นเอง ทางโรงเรียนไม่ได้ปิดข่าว ได้รายงานไปยังผู้ว่าการเขตสถานศึกษา กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และทำบันทึกขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าผมไม่ได้ปิดข่าว

ส่วนที่ว่าจะดำเนินการกับผู้โพสต์ ขณะนี้ผมยังไม่ทราบเลยว่าใครเป็นผู้โพสต์ ทางโรงเรียนไม่ได้ติดใจว่าใครจะโพสต์ เราไม่ได้ปิดข่าว แต่เราต้องปกป้องสิทธิ์ของเด็กผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ และผู้กำลังจะโพสเอง ในส่วนของการศึกษาของเด็กผู้ก่อเหตุนั้น โรงเรียนไม่ได้ไล่ออกแต่อย่างใด แต่จะหาทางจัดการศึกษาให้เขาจนจบ โดยโรงเรียนสามารถทำได้หลายรูปแบบ อยู่ที่ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นผู้ป่วยมีอาการทางจิตว่ามีความพร้อมจะมาเรียนที่โรงเรียนหรือไม่ หากไม่สามารถมาเรียนที่โรงเรียน ทางโรงเรียนก็จะมีชุดการสอน มีคุณครูไปดูแลไปสอบเป็นระยะ สุดท้ายแล้วเด็กทั้งสองคนทางโรงเรียนจะไม่ทิ้งใครเลย” ดร.เอกพรต กล่าว

ดร.งามพิศ ลวากร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 กล่าวว่า ได้ดูข้อมูลจากรายงานที่ผู้อำนวยการฯรายงานขึ้นมา โดยมีขั้นตอนของการดำเนินงานเป็นข้อเท็จจริงมาที่เขตพื้นที่การศึกษาฯ โดยเป็นเขตเฉพาะกิจของพื้นที่การศึกษาฯ สพฐ. เพื่อสื่อมวลชนจะได้ไม่นำเรื่องที่ได้จากแหล่งอื่น จากเพจอื่น ถือเป็นขั้นตอนหนึ่ง ที่เป็นวิธีการของเขตพื้นที่ได้ดำเนินการ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วถือเป็นบทเรียนให้ชาว สพฐ. เช่นกัน

นายชนะ สุมมาตย์ ผู้อำนวยการเฉพาะกิจช่วยเหลือนักเรียน สพฐ. กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตทั้งโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสถานศึกษาทั่วประเทศ 30,000 กว่า โรงเรียน ซึ่งเหตุความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นภายในโรงเรียนนั้น เกิดจากภัยคุกคามที่เกิดทางอารมณ์ โดยมอบภารกิจให้สถานศึกษา จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาระบบ EQ ให้นักเรียน ทั้งการพัฒนาจิต ปฏิบัติธรรม รวมถึงทำกิจกรรมเสริมสร้างลักษณะนิสัย ทั้งกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี กิจกรรมแนะแนว เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีในกลุ่มเด็กนักเรียนของเรา นอกจากนี้เป็นการสร้างการร่วมมือระหว่างเครือข่ายผู้ปกครอง และประชาชนในพื้นที่

น.ส.นงลักษณ์ เรือนทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารการมัธยมศึกษาตอนปลาย กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของโลกทางด้านเทคโนโลยีทำให้เด็ก ๆ มีภาวะทางอารมณ์ที่ เกิดจากความเครีด หรือความผิดหวัง จึงอยากให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของอารมณ์ของนักเรียนโดยให้ความร่วมมือกับโรงเรียน โดยการดูแลบุตรหลานของท่าน ทั้งการใช้โทรศัพท์ การเรียนแบบ เมื่อมีการคุมคุมที่ดีทำให้นักเรียนมีความปลอดภัย ในอนาคตทางโรงเรียนอาจจะต้องทำความร่วมมือกับนายแพทย์ หรือสาธารณสุขจังหวัด มีจิตแพทย์ไว้ที่โรงเรียน เป็นการป้องกันและแก้ไข ให้เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ดีขึ้น

ดร.เกษม สดงาม ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิจัยและพัฒนาบุคลากร สพฐ. กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นอาจมีและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ไม่มีการเผยแพร่ในสื่อ โดยระยะหลังมีกรณีที่แปลกและดูรุนแรง เมื่อลงในโซเซียลทำให้มีการกระจายตัวของข่าวอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ต้องป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาวด้วย เท่าที่ได้สอบถามพฤติกรรมของนักเรียนที่ก่อเหตุจากนางอุบลวรรณ มงคลางกูร ครูที่ปรึกษาของนักเรียนที่ก่อเหตุ พบว่าเป็นเด็กที่เรียนดี มีทักษะด้านกีฬาดนตรี แต่เป็นเหตุการณ์ชั่ววูบ เป็นเหตุการณ์ที่ตัวเองไม่อยากให้เกิด เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องเห็นใจในส่วนหนึ่งด้วย ไม่อยากให้เกิดแบบนี้อีก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องช่วยกันประคับประคอง

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...