โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บ้านญวนสามเสนแหล่งสุราเถื่อนที่มีขุนนางคอยหนุน รัฐสมัยร.5 ปราบอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 ธ.ค. 2564 เวลา 01.02 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2564 เวลา 00.00 น.
จิตรกรรมฝาผนังฉากมารผจญ ภายในอุโบสถวัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

ระบบควบคุมกำลังคน ซึ่งมีมูลนายและกรมกองต่างๆ จัดการดูแลไพร่พลในสังกัด รัฐจารีตได้ใช้ระบบดังกล่าวในการปกครองและได้ประโยชน์ทั้งความมั่นคงของรัฐ อำนาจทางเศรษฐกิจ และการแสดงบารมีทางสังคมของผู้ปกครอง รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวง

แต่ระบบควบคุมกำลังคนก็มีส่วนต่อการสร้างปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยให้กับศูนย์กลางอำนาจการปกครองทั้งในด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของราษฎร รวมทั้งยังกระทบต่อรายได้ของรัฐโดยเฉพาะเรื่องของการค้าสุราซึ่งทำรายได้จำนวนไม่น้อยให้กับรัฐ จึงจำเป็นที่รัฐต้องเข้าดูแลซึ่งไม่เพียงการปราบปรามผู้ผลิตและค้าสุราเถื่อนเท่านั้น ยังสะท้อนถึงนโยบายด้านการจัดการเมืองของรัฐสมัยใหม่ในยุครัชกาลที่5 ซึ่งต้องการรวมอำนาจทั้งด้านการปกครองและเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด

การจัดการปกครองภายในกรุงเทพฯช่วงต้นรัตนโกสินทร์

ลักษณะการจัดการปกครองของกรุงเทพฯ ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ มีลักษณะไม่ต่างจากสมัยอยุธยา โดยพื้นที่ในเมืองจะอยู่ภายใต้การดูแลของวังหลวงและวังหน้าเป็นหลัก[1] แต่ละส่วนหรืออำเภอจะขึ้นอยู่กับขุนนางท้องที่เป็นผู้ดูแล รวมทั้งมีอำเภอของชาวต่างชาติซึ่งใช้หัวหน้าขุนนางต่างชาติปกครองอีกด้วย เช่น ธรรมเนียมการรักษาพระนครในสมัยอยุธยาระบุให้ขุนนางกรมกองต่างๆ เกณฑ์ไพร่พลตั้งด่านรอบพระนคร อาทิ

“ขุนท่องสื่อ ขุนท่องสมุทร อำเภอจีน(รักษา) แต่วัดจีนถึงประตูจีน ขุนโกชาอิศหาก ขุนราชเศรษฐี อำเภอแขก(รักษา) แต่สะพานประตูจีนถึงวัดนางมุก เลี้ยวลงไปถึงประตูใต้กายี”[2]

พื้นที่ในพระนครซึ่งถูกจัดสรรให้กับขุนนางกรมกองต่างๆ ดูแลมีผลต่อความมั่นคงของราชสำนัก เนื่องจากบรรดาขุนนางต่างถือครองไพร่พลในสังกัดของตนอาจสร้างคุณหรือโทษกับผู้ปกครองได้เช่นกัน ดังนั้นจึงมีมาตรการควบคุมในเบื้องต้น เช่น การให้ขุนนางที่ถือครองไพร่พลจำนวนมากตั้งบ้านเรือนใกล้พระบรมมหาราชวัง หรือการให้ไพร่ต่างชาติที่ไว้ใจตั้งบ้านเรือนในพระนครเพื่อสะดวกต่อการใช้สอย อย่างกรณีสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงใช้มุสลิมกลุ่มอินโด–อิหร่าน เป็นกำลังสำคัญในการยึดอำนาจจากพระศรีสุธรรมราชา จนทำให้ชาวต่างชาติกลุ่มนี้มีสิทธิ์ตั้งบ้านเรือนในพระนครเพื่อเป็นราชองครักษ์ รวมทั้งดูแลผลประโยชน์ด้านการค้า[3]

ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์การแบ่งพื้นที่ดูแลภายในพระนครอยู่ภายใต้การดูแลของวังหลวงและวังหน้า สำหรับวังหน้ามีสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชเป็นผู้ดูแล ถึงกับมีคำเรียกหน้าที่ดังกล่าวว่า“พระมหาอุปราชเสวยราชย์กึ่งพระนคร”[4] ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการดูแลการปกครองในกรุงเทพฯ ที่มิได้อยู่ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว

การจัดการดูแลพื้นที่ของกรุงเทพฯ ภายในคูพระนครก่อนหน้าสมัยรัชกาลที่5 มีการแบ่งเขตเป็นอำเภอวังหน้า และอำเภอวังหลวง กำหนดให้ไพร่พลฝ่ายวังหลวง ภายใต้สังกัดกรมนครบาลวังหลวงรักษาด้านทิศใต้พระนคร มีอาณาบริเวณตั้งแต่ตามแนวถนนพระจันทร์ตั้งแต่ท่าน้ำตรงไปทางตะวันออกจนถึงประตูสำราญราษฎร์(ประตูผี) ซึ่งบรรจบกับเขตการดูแลรักษาของอำเภอวังหน้า อันมีกรมนครบาลวังหน้าดูแลรักษาพระนครทางทิศเหนือ ขอบเขตการแบ่งพื้นที่ของทั้ง2 กรมกองสิ้นสุดเพียงถึงคูพระนครเท่านั้น เกินจากนี้เป็นของอำเภอวังหลวงดูแล การแบ่งพื้นที่รักษาพระนครดังกล่าวใช้กันมาอย่างต่อเนื่องก่อนถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่5[5]

ปัญหาของระบบควบคุมกำลังพลที่มีต่อการจัดการเมือง

การดูแลพื้นที่เมืองในช่วงที่ระบบควบคุมกำลังคนยังเป็นกลไกหลักในการปกครอง แม้จะมีประโยชน์ในการป้องกันพระนครช่วงต้นรัตนโกสินทร์ แต่ระบบนี้ก็มีปัญหาต่อความไม่มั่นคงทางการเมืองของผู้ปกครองด้วยเช่นกัน เช่น กรณีการกระทบกระทั่งระหว่างวังหลวงและวังหน้าในสมัยรัชกาลที่1 หรือวิกฤติการณ์วังหน้าในช่วงต้นรัชกาลที่5 ซึ่งแสดงถึงข้อบกพร่องของการรักษาพระนครแบบเดิมที่มีผลต่อเสถียรภาพด้านการปกครองภายในเมืองหลวงซึ่งเป็นศูนย์กลางบริหารราชการของบ้านเมือง

นอกจากนี้บรรดาไพร่พลภายในสังกัดของมูลนายต่างถือตนว่าได้รับความคุ้มครองจนสร้างปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในเมืองหลวง เช่นที่หนังสือจดหมายเหตุบางกอกรีคอร์เดอร์(The Bangkok Recorder) ระบุถึงเหตุคนร้ายปล้นเรือสินค้าบริเวณริมคลองวัดราชบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2409 ซึ่งล้วนเป็นบ่าวไพร่ของผู้มีบรรดาศักดิ์

“มีผู้ร้ายลงไปในเรือแย่งเงินแย่งของ กลางคืนบ้าง กลางวันบ้าง แทบจะทุกวัน เจ้าของไล่ตามไปถึงต้นตะภาน ภบบ่าวพระยามหามนตรีนั่งยามรักษาเรือ แลไม้ซุงอยู่ที่ต้นตะภานนั้น ออกกางกั้นช่วยอ้ายผู้ร้าย เจ้าของสู้ไม่ได้ก็กลับลงเรือแล้วอ้ายผู้ร้ายตามคว่างถูกศีศะคนแตก เรือจอดที่ปลายตะภานไม่ใคร่จะได้ เจ้าของเหนว่าบ่าวพระยามหามนตรีเปนผู้ร้าย รู้จักตัวผู้ร้ายด้วยหลายคน

เจ้าของถามชาวบ้านริมตะภานว่า คนเหล่านี้เปนบ่าวท่านผู้ใด เขาบอกว่าเปนบ่าวพระยามหามนตรี บ้าง เปนบ่าวพระวิสุทธโยธามาตย์บ้าง คนเหล่านี้อยู่ที่ศาลาทั้งกลางวันกลางคืน ในบ้านนายไม่ใคร่จะอยู่เพราะนายไม่ว่า อ้ายผู้ร้ายเหล่านี้จึ่งเปนผู้ร้าย”[6]

ความหละหลวมของระบบควบคุมกำลังคนซึ่งขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างมูลนายและไพร่ ทำให้ไพร่พลส่วนหนึ่งถือตนว่ามีมูลนายคอยคุ้มครองจนสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร ไม่เพียงเท่านั้น หากเป็นมูลนายที่มีบารมีมากในบ้านพื้นที่อาจทำให้เกิด“เขตอิทธิพล” เช่น กรณีของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) ขณะดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในสมัยต้นรัชกาลที่5 ซึ่งท่านดูแลบริเวณนิวาสสถานของสกุลบุนนาคที่มีอาณาบริเวณตั้งแต่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีตั้งแต่ปากคลองบางกอกใหญ่ บริเวณวัดประยุรวงศาวาสลงมาตามริมน้ำจนถึงวัดอนงคารามและวัดพิชัยญาติการาม[7]

พื้นที่ดังกล่าวสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้จ้างแขกยามมาทำหน้าที่แทนโปลิศของรัฐบาล หรือกองโปลิศคอนสเตเบิล(Police Constable) ซึ่งตั้งใน พ.ศ. 2405 การอาศัยอำนาจบารมีของผู้มีบรรดาศักดิ์ในการดูแลพื้นที่ให้เกิดความเรียบร้อยไม่สามารถกระทำได้อย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากคราวใดที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ไปราชการหัวเมืองหรือกลับถิ่นพำนักที่เมืองราชบุรีมักเกิดปัญหาโจรผู้ร้ายในพื้นที่ชุกชุมเสมอ[8] โดยที่รัฐไม่สามารถส่งโปลิศเข้ามารักษาความสงบได้

แม้เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะมิได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแล้ว ทางรัฐบาลก็ยังประสบปัญหาเช่นเดิม กับทั้งบรรดาผู้ที่ก่อเหตุความไม่สงบภายในบริเวณนี้ส่วนมากเป็นบ่าวไพร่หรือญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับสกุลดังกล่าว[9] เห็นได้จากพระราชหัตถเลขารัชกาลที่5 ที่มีไปถึงเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์(วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เมื่อ พ.ศ. 2427 ระบุเกี่ยวกับปัญหาและความประสงค์ของรัฐ ดังนี้

“การรักษาโจรผู้ร้ายในฝั่งตวันตกตอนข้างบ้านเธอ เธอควรรับจัดรักษาไว้แต่ก่อนจะตลอดถึงเขตร์แขวงเหล่านี้ด้วยฤๅไม่ จะจัดโปลิศขึ้นไปรักษาขึ้นอีกก็เห็นว่าคงจะต้องเกิดวิวาทกันบ้าง ด้วยคนแห่งนั้นเปนบ่าวไพร่พวกบ้านเธอแลบ้านใหญ่ๆ สับสนกันมาก เธอจะคิดรักษาตลอดไปได้ฤๅจะให้จัดโปลิศไปรักษาต่างหากขอให้คิดดูด้วย”[10]

ความประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการเข้าไปจัดการในพื้นที่นี้ด้วยการใช้กองโปลิศจากส่วนกลางประสบความสำเร็จใน พ.ศ. 2427 โดยเกิดขึ้นภายหลังจากที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัย เห็นได้จากหนังสือกราบทูลของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ที่แสดงถึงการยอมรับการใช้กองโปลิศของรัฐบาลเข้ามาจัดการในพื้นที่ ดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าฯ ว่า ทุกวันนี้โทรเลขได้ปักเสาพาดสายตลอดออกมาถึงป้อมปัจจามิตรแล้ว โดยโปลิศมารักษาการณ์ขึ้น ก็บอกกันได้ทุกสะเตชั่น ควรโปลิศรักษา เพราะโปลิศเป็นของแผ่นดิน”[11]

ระบบควบคุมกำลังคนแม้จะมีส่วนต่อความมั่นคงของรัฐในด้านการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเมืองหลวง ในทางตรงกันข้ามระบบดังกล่าวก็มีส่วนสร้างปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในการดูแลพื้นที่อันเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ ดังนั้นจำเป็นที่รัฐต้องเข้ามาจัดการไม่เฉพาะปัญหาในกรณีที่กล่าวมาเท่านั้น แต่ปัญหาจากระบบควบคุมกำลังคนยังมีส่วนสร้างผลเสียทางเศรษฐกิจ เห็นได้จากกรณีการปราบปรามสุราเถื่อนบริเวณบ้านญวนสามเสนซึ่งรัฐต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

การปราบปรามสุราเถื่อนที่บ้านญวนสามเสน

การจัดการปัญหาสุราเถื่อนที่บ้านญวนสามเสน ซึ่งสาระสำคัญของคดีนี้มีนอกเหนือจากความผิดอันเป็นสาเหตุให้รัฐเข้าปราบปรามจากการละเมิดกฎหมายบ้านเมือง แต่คดีดังกล่าวกลับแสดงถึงความพยายามเข้าจัดการกับพื้นที่เมืองในส่วนต่างๆ ของพระนคร อันทำให้เห็นถึงรอยต่อของการจัดการพื้นที่เมืองในรูปแบบดั้งเดิม คือการควบคุมกำลังพลตามชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์

ซึ่งรูปแบบการจัดการเมืองในลักษณะนี้ไม่ได้สอดประสานกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในกรุงเทพฯ ด้วยการใช้กองตระเวนซึ่งปฏิรูปจากกองโปลิศคอนสเตเบิลเมื่อ พ.ศ. 2433 เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ ซึ่งจะเห็นถึงข้อบกพร่องของการจัดการพื้นที่เมืองในยุคก่อนที่เป็นปัญหาต่อการปกครอง ทำให้รัฐต้องเข้ามาแก้ไขเพื่อสร้างความเป็นระเบียบให้กับกรุงเทพฯ อันเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งรัฐ

บ้านญวนสามเสนเป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเวียดนามที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่3 เนื่องจากการทำสงครามอานามสยามยุทธทำให้มีการกวาดต้อนชาวเวียดนามเข้ารีตมาเป็นอันมาก และได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนต่อเนื่องกับพวกเขมรเข้ารีตที่ตั้งถิ่นฐานมาแต่ครั้งรัชกาลที่1 โดยรัฐให้สิทธิการปกครองชุมชนด้วยการให้มีหัวหน้าตามกลุ่มชาติพันธุ์ดูแลกันภายในหมู่ราษฎร โดยหัวหน้าชุมชนต่างชาติต้องขึ้นตรงต่อกรมกองของรัฐ สำหรับบ้านญวนสามเสนกำหนดให้ไพร่พลขึ้นสังกัดต่อสมุหพระกลาโหม[12]

การปกครองของชุมชนบ้านญวนสามเสนยังคงเป็นไปในลักษณะชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ตามระบบควบคุมกำลังพลโดยมาก แม้ว่าบางส่วนจะเป็นคนในบังคับฝรั่งเศส ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่คริสตจักรประจำชุมชนก็ตาม แต่บทบาทการปกครองไพร่พลในสังกัดส่วนมากอยู่กับหัวหน้าชุมชนซึ่งในสมัยรัชกาลที่5 ได้แก่ พระยาบรรฦาสิงหนาท(เจ๊ก) ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้วยการพัฒนาที่ดินด้วยการขุดคลองพระยาบรรฦาใน พ.ศ. 2435 บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเมืองปทุมธานี เพื่อจัดสรรที่ดินให้กับชาวเวียดนามในสังกัดที่ยากจนไว้ทำนา รวมทั้งยังจำหน่ายที่ดินให้กับราษฎรที่สนใจอีกด้วย

ต่อมาพระยาบรรฦาสิงหนาท(เจ๊ก) ถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. 2441 บุตรชายจึงเข้ารับตำแหน่งเป็น พระบรรฦาสิงหนาท เจ้ากรมทหารปืนใหญ่[13] บทบาทของผู้นำชุมชนผู้นี้จะสร้างปัญหาแก่การจัดการพื้นที่เมืองในกรณีบ้านญวนสามเสนอย่างมากในประเด็นการต้มกลั่นและจำหน่ายสุราเถื่อน

ปัญหาจากการผลิตและจำหน่ายสุราเถื่อนของชุมชนบ้านญวนสามเสนสร้างผลกระทบต่อรายได้ของรัฐในส่วนนี้ เห็นได้จากบรรดาเจ้าภาษีสุราที่ประมูลเงินภาษีจากรัฐจนมีข้อร้องเรียนจากพระพิพิธภัณฑ์วิจารณ์ นายอากรสุรากราบทูลรัชกาลที่5 เมื่อ พ.ศ. 2445 ด้วยเพราะ“โดยเหตุที่สุราเถื่อนชุกชุมมาก” ทำให้เงินภาษีที่ต้องส่งรัฐงวด พ.ศ. 2443 ขาดทุนไปมากกว่า240,000 บาท ปัญหาสุราเถื่อนเกิดขึ้นอย่างมากในกรุงเทพฯ โดยมีบ้านญวนสามเสนเป็นแหล่งผลิตสำคัญในกรุงเทพฯ เป็นเวลานานกว่า30 ป[14] และมีพฤติกรรมเช่นที่หลวงไมตรีวานิช นายอากรสุราเมื่อ พ.ศ. 2448 ได้ร้องเรียน ดังนี้

“ในมณฑลกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ก็เกิดสุราเถื่อนชุกชุมทั่วไปทุกตำบล มีที่บ้านญวนสามเสนเป็นต้น ซึ่งพวกญวนมีใจกำเริบตั้งต้มกลั่นสุราเถื่อน แลจำหน่ายเป็นการเปิดเผยขายให้แก่ราษฎรทั่วไป มักจะลอบขนส่งชาวร้านแลชาวเรือในเวลากลางคืน”[15]

ก่อนการเข้าปราบปรามสุราเถื่อนโดยกองตระเวนเมื่อ พ.ศ. 2443 ปัญหาสุราเถื่อนบ้านญวนสามเสน บรรดาเจ้าภาษีสุราใช้วิธีประนีประนอมกับบาทหลวงด้วยการจ่ายเงินในอัตราปีละ50-70 ชั่ง จน“เป็นธรรมเนียมสืบมา” เพื่อให้บาทหลวงช่วยห้ามปรามและควบคุมพฤติกรรมของสานุศิษย์ที่โดยมากเป็นคนญวนเข้ารีต แต่ไม่สามารถแก้ไขได้เด็ดขาด

จนกระทั่ง พ.ศ. 2443 เมื่อเจ้าภาษีสุราเสนอรายได้ให้บาทหลวงจำนวนถึง500 บาทต่อเดือน เพื่อยุติปัญหาอย่างเด็ดขาด ซึ่งทางบาทหลวงได้ให้นายเจิมผู้เป็นศิษย์พาบรรดาเจ้าภาษีตรวจตามบ้านเรือนในชุมชน แต่ได้รับการขัดขวางจากชาวบ้านที่อ้างว่าเป็นคนในบังคับ แต่เมื่อเจ้าภาษีขอหมายจากกงสุลฝรั่งเศสเข้าตรวจค้น คนเหล่านี้กลับอ้างว่าเป็นคนในสังกัดของพระบรรฦาสิงหนาทซึ่งขึ้นกับกระทรวงกลาโหม เป็นช่องทางให้พระบรรฦาสิงหนาทแสวงหาประโยชน์และปกป้องพวกพ้องด้วยการเสนอให้นายอากรสุราจ่ายเงินรายเดือนให้กับหัวหน้าพวกทำสุราเถื่อนคนละ20 บาท จำนวน7 คน พร้อมกับให้จ่ายเงินแก่ขุนหมื่น2 คน ซึ่งเป็นลูกน้องของพระบรรฦาสิงหนาท ที่นำเจ้าภาษีสุราตรวจตราในชุมชนอีกเดือนละ50 บาท บทบาทในส่วนนี้ของผู้นำชุมชนเห็นได้ว่าพยายามปกป้องผู้กระทำผิดซึ่งล้วนแต่เป็นคนในสังกัดของตน อีกทั้งยังหาผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้องอีกด้วย[16]

ครั้นเมื่อเจ้าภาษีสุราออกตรวจในชุมชนก็ถูกขัดขวางจากราษฎรจนเจ้าภาษีสุราต้องขอความช่วยเหลือจากกองตระเวนซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐเข้ามาจัดการกับท้องถิ่นโดยตรง การเข้าจับกุมผู้กระทำผิดกระทำอย่างต่อเนื่องระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน ใน พ.ศ. 2443 ถึง5 ครั้ง โดยใน4 ครั้งแรกเจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดที่ต่อสู้ขัดขวางเพียงรายเดียวพร้อมทั้งยึดอุปกรณ์ผลิตสุราได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่ในการจับกุมครั้งสุดท้าย กองตระเวนต้องประสบปัญหาจากการขัดขวางของราษฎรอย่างหนักซึ่งมีพระบรรฦาสิงหนาทเป็นผู้สนับสนุนใช้อุบายถ่วงเวลาเจ้าหน้าที่กองตระเวนด้วยการขออนุญาตจากกระทรวงกลาโหมต้นสังกัดของตนก่อน พร้อมกับจัดขุนนางของตนไปกำกับการปฏิบัติงานของกองตระเวน ซึ่งแท้ที่จริงตามคำพิพากษาลงโทษในคดีนี้ระบุว่าเป็นการส่งไปเพื่อให้สัญญาณแก่พวกราษฎรเพื่อเตรียมการโจมตีเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธปืน จนเจ้าหน้าที่กองตระเวนได้รับบาดเจ็บต้องล่าถอยออกมา

ภายหลังได้มีการตัดสินคดีลงโทษพระบรรฦาสิงหนาทด้วยการปรับเงินเพียง11 ตำลึง ด้วยความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานและสนับสนุนผู้กระทำผิดต้มสุราเถื่อน ส่วนขุนนางอีกรายหนึ่งถูกลงโทษด้วยการพักราชการ1 ปี[17] แต่การลงโทษเช่นนี้ไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำผิดได้

การเข้าปราบปรามสุราเถื่อนในบ้านญวนสามเสนคงกระทำอย่างต่อเนื่อง ปรากฏใน พ.ศ. 2446 เจ้าภาษีสุรากับกองตระเวนอีก40 นาย เข้าตรวจจับราษฎรที่กระทำผิดและมีการยิงปะทะกัน ซึ่งทางพระบรรฦาสิงหนาทได้กราบทูลต่อรัชกาลที่5 ว่าพวกพลตระเวนและเจ้าภาษีกระทำผิดธรรมเนียม เพราะไม่ได้แจ้งแก่พระบรรฦาสิงหนาทให้ทราบก่อนเช่นที่เคยปฏิบัติมา[18]

จนกระทั่ง พ.ศ. 2448 เจ้าภาษีสุรานำโดยหลวงไมตรีวานิช พระยาบริบูรณ์โกษากร และนายถมยา ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาสุราเถื่อนทำหนังสือร้องเรียนต่อรัฐบาล กล่าวถึงความเดือดร้อนเนื่องจากไม่สามารถเก็บเงินอากรสุราส่งรัฐได้จากปัญหาสุราเถื่อนซึ่งมีบ้านญวนสามเสนเป็นแหล่งผลิตสำคัญ อีกทั้งเมื่อมีการจับกุมสุราเถื่อนของกลางไม่ถึง5 ทะนาน ศาลมักปล่อยตัวจำเลยไปโดยมากซึ่งเป็นน้ำสุราที่มาจากแหล่งผลิตดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่

แต่ทั้งนี้การขาดทุนเงินอากรสุรายังมีปัญหาอื่นร่วมด้วยจากรายงานฉบับเดียวกันคือการนำเข้าสุราต่างประเทศที่มีจำนวนมาก กับการยกเลิกโรงบ่อนเบี้ยขนาดใหญ่ในมณฑลกรุงเทพฯ ไปถึง4 ตำบล[19] ทำให้อากรสุราระหว่าง พ.ศ. 2447-48 ขาดทุนไปถึง5 แสนบาท กระทบต่อการประมูลอากรสุราที่จะต้องส่งรัฐใน พ.ศ. 2449 จนบรรดานายอากรเสนอให้รวมการประมูลอากรสุราเข้ากับ พ.ศ. 2450-51 ด้วยกันเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของนายอากร กับทั้งเสนอ“ขอให้กระทรวงเมืองได้จัดการในหมู่บ้านญวนสามเสนให้เป็นการเรียบร้อย”[20]

ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมผู้กระทำผิดที่บ้านญวนสามเสนคือ การเข้าขัดขวางจากหัวหน้าชุมชน คือพระบรรฦาสิงหนาท ซึ่งได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาบรรฦาสิงหนาท ใน พ.ศ. 2448 ดังที่ มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน ผู้บังคับการกรมกองตระเวน กล่าวไว้ดังนี้

“เราจะทำเล่นเช่นเด็กๆ ไม่ได้ แลปดเสียว่าณะที่นั้นหามีสุราไม่ แล้วว่าปดว่าพระยาบรรณลือกับพวกทหารญวนนั้นเปนคนดีเปนคนซื่อตรง ย่อมทราบอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นว่าพวกนั้นหาใช่เล่นไม่ เปนพวกซึ่งกระทำการต่อสู้ฝ่าฝืนกฎหมายทุกวัน การอันนี้เพราะเปนน่าที่ของพระยาบรรณลือซึ่งเปนหัวน่าของพวกนี้ จึงเปนการแขงแรงนัก”[21]

เช่นเดียวกับหลวงไมตรีวานิช นายอากรสุรา ได้เสนอวิธีการจับกุมให้กับกระทรวงนครบาลด้วยการไม่ให้มีพระยาบรรฦาสิงหนาทกับขุนนางที่เกี่ยวข้องเป็นผู้นำตรวจค้น เพราะมักคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่กองตระเวนของโรงพักสามเสนซึ่งมีพวกบ้านญวนสามเสนเข้าไปปฏิบัติงาน ซึ่งคอยส่งข่าวของเจ้าหน้าที่ให้พรรคพวกในบ้านญวนสามเสนทราบอยู่เสมอ อีกทั้งการตรวจจับขอให้ไม่ต้องมีหมายจับ เพราะจะทำให้เสียเวลาจนคนร้ายหลบหนีหรือทำลายหลักฐานได้ และหากบ้านใดต้องสงสัยว่าผลิตและจำหน่ายสุราเถื่อนให้ปิดบ้านนั้นจนกว่าจะจะจับกุมจำเลยได[22]

พร้อมกันนั้นหลวงไมตรีวานิชได้เสนอให้มีการตั้งด่านตรวจทางน้ำบริเวณบ้านญวนสามเสนเพื่อป้องกันการขนถ่ายสุราเถื่อนและป้องกันสุราราคาถูกจากหัวเมืองเข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพฯ อีกด้วย[23] แต่ทางกองตระเวนคัดค้านแผนการนี้ เพราะจะทำให้ราษฎรส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนจากการสัญจรยิ่งกว่าผลประโยชน์ของนายอากรสุราเพียงอย่างเดียว[24]

สำหรับพระยาบรรฦาสิงหนาทนอกจากจะสนับสนุนผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องแล้วยังมีบทบาทเป็นผู้ผลิตสุราเถื่อนรายสำคัญ ซึ่งมักจะนำสุราเถื่อนของตนไปเก็บไว้ที่บ้านของน้องสาวที่มักปิดบ้านไว้เสมอเนื่องจากไปอยู่ยังที่นาต่างหัวเมือง ทำให้กองตระเวนไม่สามารถค้นบ้านได[25]

การผลิตสุราเถื่อนของขุนนางหัวหน้าชุมชนบ้านญวนสามเสนอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากฐานะทางการเงินของพระยาบรรฦาสิงหนาทที่ประสบปัญหาจากการลงทุนในการขุดคลองเพื่อจำหน่ายที่ดินซึ่งสืบทอดจากบิดา ที่ประสบปัญหาการดำเนินการเนื่องจากเป็นคดีความกับชาวบ้านจนแผนการทางธุรกิจต้องล่าช้าและขาดทุนในที่สุด รวมไปถึงการที่ต้องรับราชการทำให้ไม่สามารถดูแลธุรกิจได้เต็มที่อีกด้วย[26]

ด้วยสาเหตุของการเป็นผู้กระทำผิดทำให้พระยาบรรฦาสิงหนาทต้องเข้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกองตระเวนและนายอากรสุราอย่างเต็มที่ แม้ว่ากองตระเวนและนายอากรสุราจะดำเนินการจับกุมในชุมชนหลายครั้งในเดือนกันยายน2448 นายอากรเข้าจับสุราเถื่อนต้องประสบปัญหาจากการขัดขวางของหัวหน้าชุมชนกับทั้งไม่มีหมายค้นทั้งที่พบว่าบ้านหลายหลังมีอุปกรณ์การผลิตสุราเถื่อนอย่างเด่นชัด กับทั้งราษฎรส่วนหนึ่งเป็นคนในบังคับฝรั่งเศสอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศได[27]

นายอากรสุราจึงขอให้ทางกระทรวงนครบาลแต่งตั้งเจ้าพนักงานชั้นปลัดกรมซึ่งสามารถออกหมายตรวจค้นได้ทันที[28] คำร้องขอของนายอากรได้รับการตอบรับด้วยการเลื่อนตำแหน่งมิสเตอร์เวสต์สารวัตรใหญ่กรมกองตระเวนขึ้นเป็นปลัดกรมกองตระเวนเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่จับสุราเถื่อนบ้านญวนสามเสนเป็นกรณีพิเศษ[29]

การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่กองตระเวนรับหน้าที่เฉพาะกิจเช่นนี้แสดงถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวที่มีความรุนแรงอย่างมาก ซึ่งภายหลังที่มีการแต่งตั้งมิสเตอร์เวสต์มารับตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายนจึงมีการเข้าจับกุมผู้กระทำผิดในวันที่4 ธันวาคม2448 ซึ่งพบกับปัญหาไม่ต่างจากการตรวจค้นก่อนหน้านี้ทั้งการเจรจาเพื่อหน่วงเวลาให้ผู้กระทำผิดเตรียมการป้องกัน และมีการชักสะพานข้ามคลองไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจได้ กับตีฆ้องให้สัญญาณเพื่อเตรียมกำลังคนไว้ต่อสู้

เมื่อกองตระเวนจะเข้าตรวจค้นราษฎรเข้าขัดขวางด้วยการขว้างก้อนอิฐและยิงอาวุธปืน ส่วนพระยาบรรฦาสิงหนาทมีพฤติกรรม“หาได้ช่วยอันใดไม่ เปนแต่ยืนหันหน้าเข้าไปทางโบสถ์ที่ปลายถนนตรงหน้าพวกญวนเหล่านั้นประมาณ100 คน”

สถานการณ์ของกองตระเวนนับว่ายากลำบากจนต้องขอกำลังจากกองตระเวนโรงพักสามเสนที่อยู่ใกล้กันเข้ามาช่วยจนสามารถตรวจยึดและทำลายส่าเหล้าและน้ำอ้อยที่ใช้ผลิตหลายสิบถังกับอุปกรณ์การผลิตจำนวนมาก[30] การต่อต้านจากราษฎรในชุมชนแห่งนี้ได้รับการอุดหนุนจากพระยาบรรฦาสิงหนาทอย่างเด่นชัด ทำให้ มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน ผู้บังคับการกรมกองตระเวน เสนอวิธีปราบปรามอย่างเด็ดขาด ดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานบอกกล่าวแก่พระยาบรรณลือโดยแขงแรงว่า ถ้าทำการต่อสู้แล้วก็เปนความผิดเสียของพวกญวนเอง ถ้าพวกญวนเข้าทำร้ายกองตระเวนเวลาทำการตามน่าที่ต้องถูกจับหรือถ้าเปนการจำเปนจะต้องยิงเสียเปนการแน่ทีเดียวว่าเปนการง่ายที่สุดที่จะระงับการนี้ทั้งสิ้นได้ ถ้าพบสุราเถื่อนครั้งใดจำเปนต้องกระทำโทษพระยาบรรณลือทุกครั้งไป กับทำให้ทหารเหล่านี้รู้การน่าที่เสียบ้าง แลต่อไปเขาจะเปลื้องอาวุธเสีย จนกระทั่งรู้ตัวของเขารู้สำนึกที่จะประพฤติปฏิบัติให้หยุดต้มกลั่นสุราเถื่อนเสียทีเดียว”[31]

หลังจากที่การตรวจจับครั้งดังกล่าวกระทรวงนครบาลพบปัญหาอีกว่าบรรดาบ้านเรือนราษฎรในชุมชนแห่งนี้ทางราชการไม่เคยทราบชื่อเจ้าของที่แท้จริง เมื่อเข้าตรวจตราเจ้าของมักหลบหนีก่อนเสมอ และการติดตามผู้กระทำผิดก็ทำได้ยากเพราะไม่มีผู้ใดบอกชื่อเจ้าของบ้านให้ทราบ ดังนั้น กระทรวงนครบาล“ควรทำบาญชีหลังคาเรือนเสียให้ทราบเจ้าของตลอดตำบล”[32]

การทำบัญชีครัวเรือนแสดงถึงอำนาจรัฐที่เข้าไปจัดการกับชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้ท้องที่บ้านญวนสามเสนเป็นพื้นที่ซึ่งกองตระเวนไม่ได้เข้าไปตรวจตรายามปกติ เว้นแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างกรณีอัคคีภัย เป็นต้น[33] เนื่องจากเป็นเขตอิทธิพลของพระยาบรรฦาสิงหนาทซึ่งสังกัดกับกระทรวงกลาโหมและมีบุคคลในสังกัดเป็นทหารจำนวนมาก[34] แต่แผนการของกระทรวงนครบาล[35] ก็ไม่บรรลุผล เพราะพระยาบรรฦาสิงหนาทต้องการคำสั่งจากกระทรวงกลาโหมอย่างเดียว แม้เมื่อทางต้นสังกัดมีคำสั่งแล้วก็ยังบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกระทำตาม[36]

ความพยายามของกองตระเวนยังเกิดขึ้นอีกในวันที่30 ธันวาคม ของปีเดียวกัน ได้เข้าตรวจค้นบ้านเรือนราษฎรสามารถยึดวัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตได้เช่นคราวก่อน และก็พบกับการต่อต้านจากราษฎรด้วยการลอบยิงหลายครั้งเพื่อขัดขวางเจ้าหน้าที่ และทั้ง2 ฝ่ายต่างยิงปะทะกัน จนต้องขอกำลังจากโรงพักใกล้เคียงมาช่วยเหลือ หลังเหตุการณ์สงบลงมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง แต่ผลจากการต่อต้านที่เกิดขึ้นรุนแรงบ่อยครั้งเช่นนี้ทำให้ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ทรงวิเคราะห์ไว้ดังนี้

“การเรื่องพวกญวนต้มสุราเถื่อนฝ่าฝืนพระราชบัญญัติในตำบลนี้ เปนความจำเปนที่จะต้องจัดการระงับด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งที่แขงแรง ไม่ใช่วิธีระงับด้วยเพราะเอาตัวผู้ผิดฟ้องให้ศาลพิจารณาลงโทษถานลักษณคดีเช่นกระทำมา พวกญวนจึ่งจะอยุดการต้มสุราเถื่อนจริงได้ เพราะเหตุว่าพวกญวนทั้งตำบลตั้งแต่หัวน่าที่เปนขุนนางตลอดจนญวนสามัญได้เคยกะทำการหาเลี้ยงชีพด้วยการต้มสุราเถื่อนมาชั่วอายุด้วยกันทั้งบ้าน

เคยมีผู้มีบรรดาศักดิ์อุดหนุนหรือรับช่วยคดี เมื่อญวนผู้ใดต้องตรวจค้นหรือต้องจับ ต่างคนก็ต่างช่วยกันปิดบังแลช่วยอุดหนุนแก้ไขคดีซึ่งกันแลกัน ตั้งน่ากระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติทั้งตำบลเช่นนี้ ไฉนเลยจะเอาตัวผู้ผิดพิจารณาลงโทษได้ แม้หากว่าจับตัวได้ในเวลาค้นบางคดีก็เกิดมีพยานพักพวกเข้าเบิกความแก้กัน ฝ่ายเจ้าพนักงานจะหาพยานในจำพวกราษฎรซึ่งได้ทราบ ได้เห็น เหตุแต่เฉภาะน่าก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่า เปนพวกประพฤติทุจริตอยู่ด้วยกัน”[37]

พระวินิจฉัยของ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ แสดงถึงบทบาทที่สำคัญของขุนนางที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น ผู้มีบรรดาศักดิ์ที่กล่าวถึงนั้นเป็นใครไม่ได้นอกจากพระยาบรรฦาสิงหนาท หัวหน้าชุมชนที่มักแสดงพฤติกรรมปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องหลายประการ เป็นเหตุให้ชุมชนบ้านญวนสามเสนเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในศูนย์กลางการปกครอง และส่งผลเสียทางเศรษฐกิจของรัฐ คือภาษีสุราที่รัฐต้องสูญเสียจำนวนมาก

แต่กระนั้นเบื้องหลังของการมีพฤติกรรมเช่นนี้ของผู้นำชุมชนและราษฎรในบ้านญวนสามเสน เกิดขึ้นจากลักษณะที่เรียกว่าชุมชนตกค้าง อันมีลักษณะ“เป็นชุมชนที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปแต่ยังดำรงอยู่ด้วยเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน ไม่ได้เปลี่ยนตามไปหมด”[38]

บ้านญวนสามเสนนับเป็นชุมชนที่ตกค้างด้วยรูปแบบของการปกครองในลักษณะของการสังกัดกรมกองอย่างระบบมูลนาย–ไพร่ และมีหัวหน้าชุมชนเป็นคนเชื้อชาติเดียวกันปกครอง อยู่ได้ด้วยระบบอุปถัมภ์ เช่น การแสดงบทบาทขุดคลองของพระยาบรรฦาสิงหนาท(เจ๊ก) ที่ช่วยเหลือชาวเวียดนามที่ยากจนให้มีที่ดินทำกิน

ส่วนพระยาบรรฦาสิงหนาทผู้เป็นบุตรก็ช่วยเหลือราษฎรในสังกัดของตนโดยที่ตนเองก็มีผลประโยชน์จากการผลิตสุราเถื่อนด้วย และเมื่อรัชกาลที่5 ทรงมีนโยบายรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง พร้อมทั้งตั้งกองตระเวนขึ้นมาเป็นองค์กรดูแลความเรียบร้อยในรัฐ โดยเริ่มจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองเป็นเบื้องต้น รวมไปถึงยังทรงจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยการออกพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) เพื่อให้มีการจัดการปกครองเป็นลำดับชั้นตั้งแต่ระดับหมู่บ้านเป็นต้นไปให้ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง

สำหรับกรุงเทพฯ ให้กระทรวงนครบาลเป็นผู้รับผิดชอบ[39] ทำให้ลักษณะการปกครองเช่นกรณีบ้านญวนสามเสนเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐด้วยบทบาทของการเป็นชุมชนที่ละเมิดกฎหมายในขณะนั้น กรณีดังกล่าวทำให้รัชกาลที่5 ทรงพระราชวินิจฉัยที่แสดงถึงพื้นฐานของปัญหาอันเนื่องมาจากรูปแบบการปกครอง ดังนี้

“กระทรวงนครบาลมีอำนาจที่จะปกครองคนในตำบลต่างๆ ได้ทั่วทั้งเมือง เหตุใดที่ตำบลบ้านญวนสามเสนเล็กนิดเดียวเท่านั้นจึงไม่คิดอ่านปกครอง ยกเปนพแนกหนึ่งต่างหากจากพระราชอาณาเขตรสำหรับกระทรวงกลาโหมฤๅบาดหลวงปกครองเห็นว่าที่เปนอยู่เช่นนี้ผิดด้วยพระราชบัญญัติลักษณปกครองท้องที่

ถ้าเสนาบดีกระทรวงนครบาลแลเสนาบดีกระทรวงกลาโหมทั้งปลัดทูลฉลองด้วยทั้งสองกระทรวงพร้อมกันคิดอ่านปกครองบ้านญวนนี้ให้เหมือนดังที่อื่นๆ ในพระราชอาณาเขตรทั่วไปเท่านี้ไม่ได้ทีเดียวหรือ ลักษณปกครองท้องถิ่นนั้น ก็คือ มีอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้านรับผิดชอบลงไปเปนชั้นๆ ป้องกันไม่ให้ราษฎรลูกบ้านประพฤติความชั่วผิดพระราชกำหนดกฎหมายนั้นเปนที่ตั้ง

จึงขอสั่งว่าให้พิจารณาดูในการที่จะป้องกันเล่าเถื่อนนี้โดยทางปกครองท้องที่ อย่าให้ยกว่าหมู่บ้านนี้อยู่ในกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ ข้อที่นับว่าคนอยู่ในกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ด้วยทางที่รับราชการต่างหากไม่ได้เกี่ยวข้องในการปกครองท้องที่ในตำบลหนึ่งซึ่งอยู่ในพระนคร”[40]

คดีดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการปราบปรามผู้ผลิตและค้าสุราเถื่อนเท่านั้นแต่ได้สะท้อนภาพของการจัดการเมืองและปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่รัฐสมัยใหม่มีต่อชุมชนต่างๆด้วยการใช้หน่วยงานด้านการปกครองของรัฐคือกรมกองตระเวนซึ่งดำเนินการรักษาความสงบเรียบร้อยได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการดูแลเมืองหลวงภายใต้ระบบควบคุมกำลังพลที่รัฐมักประสบปัญหาในการควบคุมอยู่เสมอมาซึ่งกำลังหมดความสำคัญลงไปภายใต้การจัดการของรัฐสมัยใหม่ที่เน้นความเป็นเอกภาพของรัฐและต้องการรวบรวมอำนาจการปกครองและทรัพยากรต่างๆเข้าสู่ศูนย์กลาง

 

เชิงอรรถ

[1] สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. “ประชุมพงศาวดารภาคที่26 เรื่องอธิบายตำนานวังเก่า,”ใน ประชุมพงศาวดารเล่ม15. (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2507), น. 74.

[2] ตำราแบบธรรมเนียมราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา กับพระวิจารณ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2539), น. 27.

[3] จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. ขุนนางกรมท่าขวา การศึกษาบทบาทและหน้าที่สมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2153-2435. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546), น. 42-43, 163-169.

[4] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.พระราชพงศาวดารรัชกาลที่5. (กรุงเทพฯ: มติชน, 2545), น. 186-187.

[5] สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. “ประชุมพงศาวดารภาคที่26 เรื่องอธิบายตำนานวังเก่า,” น. 74-75.

[6] หนังสือจดหมายเหตุThe Bangkok Recorder, ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสมหมาย ฮุนตระกูล(ไม่ปรากฏปีพิมพ์, 2536), น. 403.

[7] แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และคนอื่นๆ. องค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534). น. 93.

[8] ประชุมพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงบริหาราชการแผ่นดิน ภาคที่1 ระหว่างพุทธศักราช2424 ถึงพุทธศักราช2435, (พระนคร: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี, 2513), น. 97.

[9] เรื่องเดียวกัน.

[10] เรื่องเดียวกัน, น. 85-87.

[11] เรื่องเดียวกัน, น. 87.

[12] ผุสดี จันทวิมล. เวียดนามในเมืองไทย. (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2541), น. 65-67.

[13] เดวิด บรูซ จอห์นสตัน. สังคมชนบทและภาคเศรษฐกิจข้าวของไทย พ.ศ. 2423-2473. (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2530), น. 34-36.

[14] หจช. ร.5 ค.14.1ข/20 พระพิพิธภัณฑ์วิจารณ์ กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่12 พฤษภาคม ร.ศ. 121

[15] หจช. ร.5 ค.14.1ข/28 ที่154/6191 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่24 มกราคม ร.ศ. 124

[16] หจช. ร.5 ย.13/69 สำเนาคำพิพากษาคดีระหว่าง มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน โจทก์ กับ พระบรรฦาสิงหนาท หลวงแผลงสท้าน ขุนพิไสยสรเดช ขุนวิเศษสังหาร จำเลย ลงวันที่24 เมษายน ร.ศ. 120

[17] เรื่องเดียวกัน.

[18] หจช. ร.5 ค.14.1ข255 พระบรรฦาสิงหนาท เจ้ากรมทหารปืนใหญ่ญวน กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่18 พฤษภาคม ร.ศ. 122

[19] หจช. ร.5 ค.14.1ข/28 หลวงไมตรีวานิชนายอากร พระยาบริบูรณ์โกษากร นายถมยา อากรสุรามณฑลกรุงเทพฯ กราบทูล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ลงวันที่15 มกราคม ร.ศ. 124

[20] หจช. ร.5 ค.14.1ข/28 หลวงไมตรีวานิชนายอากร พระยาบริบูรณ์โกษากร นายถมยา อากรสุรามณฑลกรุงเทพฯ กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่28 เมษายน ร.ศ. 125

[21] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่ เอ139/799 มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน ผู้บังคับการกรมกองตระเวน กราบทูล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ลงวันที่6 ธันวาคม ร.ศ. 124

[22] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 หลวงไมตรีวานิช นายอากรสุรามณฑลกรุงเทพฯ กราบทูล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ลงวันที่10 กรกฎาคม ร.ศ. 124

[23] หจช. ร.5ค.14.1ข/25 หลวงไมตรีวานิช นายอากรสุรามณฑลกรุงเทพฯ  กราบทูล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ลงวันที่31 กรกฎาคม ร.ศ. 124

[24] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่ อี/64/191 มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน ผู้บังคับการกรมกองตระเวน กราบทูล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ลงวันที่18 สิงหาคม ร.ศ. 124

[25] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่33/13136 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่30 ธันวาคม ร.ศ. 124

[26] เดวิด บรูซ จอห์นสตัน. สังคมชนบทและภาคเศรษฐกิจข้าวของไทย พ.ศ. 2423-2473. น. 34-36.

[27] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่33/13136 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่30 ธันวาคม ร.ศ. 124

[28] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่193/124 หลวงไมตรีวานิช นายอากรสุรามณฑลกรุงเทพฯ ถึง มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน ผู้บังคับการกรมกองตระเวน ลงวันที่26 ตุลาคม ร.ศ. 124

[29] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่106/11349 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ถึง มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน ผู้บังคับการกรมกองตระเวน ลงวันที่25 พฤศจิกายน ร.ศ. 124

[30] หจช. ร5 ค.13.1ข/25 ที่33/13136 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่30 ธันวาคม ร.ศ. 124

[31] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่ เอ139/799 มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน ผู้บังคับการกรมกองตระเวน กราบทูล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ลงวันที่6 ธันวาคม ร.ศ. 124

[32] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่33/13136 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่30 ธันวาคม ร.ศ. 124

[33] หจช. ร.5 น.22/284 ที่507/126 นายอยู่นายหมวด และนายปลั่ง สารวัตรใหญ่ ถึง มิสเตอร์อิริก เซน เย ลอซัน ผู้บังคับการกรมกองตระเวน ลงวันที่26 ธันวาคม ร.ศ. 126

[34] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่33/13136 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่30 ธันวาคม ร.ศ. 124

[35] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่12942 มิสเตอร์อีดับบลิวตร๊อดเตอร์ เจ้ากรมกองตระเวน ถึง พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง ปลัดทูลฉลองกระทรวงนครบาล ลงวันที่27 ธันวาคม ร.ศ. 124

[36] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่33/13136 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่30 ธันวาคม ร.ศ. 124

[37] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 ที่33/13136 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล กราบทูล รัชกาลที่5 ลงวันที่31 มกราคม ร.ศ. 124

[38] นิธิ เอียวศรีวงศ์. “วัฒนธรรมเมือง,” ใน วัฒนธรรมเมือง: ว่าด้วยชุมชนเมืองและการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล. สรุปสัมมนาทางวิชาการที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร7-8 กรกฎาคม2537. (กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2537), น. 10.

[39] เสถียร ลายลักษณ์ และคนอื่นๆ. “พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116,” ใน ประชุมกฎหมายประจำศก เล่ม16 ร.ศ. 116-117. (พระนคร: โรงพิมพ์เดลิเมล์, 2478), น. 27-28, 35-41.

[40] หจช. ร.5 ค.14.1ข/25 พระราชหัตถเลขารัชกาลที่5 ถึง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ลงวันที่10 มกราคม ร.ศ. 124

หมายเหตุ บทความในนิตยสารชื่อ การปราบปรามการผลิตและค้าสุราเถื่อนในกรุงเทพฯ ภาพสะท้อนการจัดการเมืองของรัฐสมัยใหม่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 ธันวาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...