TMBAM ชี้หุ้นเทคฯแค่ปรับฐานระยะสั้น-ลุยไอพีโอ 4 กอง ARK ขาย 15-19 มี.ค.
TMBAM Eastspring-Thanachart Fund Eastspring ชี้หุ้นเทคฯแค่ปรับฐานระยะสั้น เชื่อยังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ ลุยไอพีโอ 4 กอง ARK นวัตกรรมยุคใหม่ “อินเตอร์เน็ต-การเงิน-การแพทย์-การขับเคลื่อนอัตโนมัติ-” เปิดขายช่วง 15-19 มี.ค.64 มูลค่ารวม 4 หมื่นล้านบาท แนะให้ลงทุน5-20% ของพอร์ตลงทุน ควรถือครองอย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป เพราะหุ้นกลุ่มนี้มีความผันผวนสูง
นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทหารไทย (TMBAM Eastspring) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ธนชาต (Thanachart Fund Eastspring) เปิดเผยว่า บริษัทยังมีความมั่นใจถึงการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การเดินทาง การรักษาพยาบาล การใช้เงิน และการดำเนินชีวิต โดยจะเห็นว่าในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา การดำเนินชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ซึ่ง ARK Investment เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ และเริ่มจับทิศทางโอกาสในการลงทุนในบริษัทที่มีนวัตกรรมที่โดดเด่นเป็นรายแรกๆ จนสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีได้มาต่อเนื่อง
แม้ว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์ทั่วโลกได้ปรับตัวลดลงแรง ไม่ว่าจะเป็นดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของพันธบัตรระยะยาว 10 ปี(บอนด์ยีลด์) ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งด้านการเงินและการคลัง โดยการปรับเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) และอาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในอนาคตที่ลดลงไป ทำให้นักลงทุนปรับลดความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงลดลง ซึ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับผลกระทบค่อนข้างมากหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นไปมาก แต่บริษัทมองว่าเป็นการปรับฐานในระยะสั้นๆ และปรับสมดุลของตลาดให้ดีขึ้น
โดยบริษัทประเมินว่าในรอบปี 64 มีปัจจัยที่สนับสนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงสามารถเติบโตได้และยังคงน่าสนใจ ซึ่งจะเห็นได้จากการเข้ารับตำแหน่งของไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ซึ่งได้มีการเตรียมแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน วงเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญ และมีการเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สร้างความยั่งยืนให้กับโลก ทำให้ทิศทางภาพของอุตสาหกรรมย่อยๆ ในโลกจะเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นโอกาสที่บริษัทมองเห็นและอยากแนะนำให้นักลงทุนไทยมีโอกาสในการเข้าลงทุนในการลงทุนที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ และเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ๆ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
สำหรับการลงทุนใน ARK Investment ถือว่ายังมีความน่าสนใจ แม้ว่าจะมีความผันผวนค่อนข้างมาก เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นที่กองทุน ARK Investment เข้าลงทุนนั้นจะเป็นอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่มที่แตกต่างกันไป และส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นหุ้นเติบโตที่การปรับตัวขึ้นและลงที่ค่อนข้างแรก และมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในการคิดค้นและการพัฒนา(R&D) ของแต่ละบริษัท รวมไปถึงการยอมรับนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้นๆ มาใช้ ทำให้การลงทุนในลักษณะเฉพาะมีความผันผวนมากกว่าการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่กระจายกลุ่มอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตามแม้ว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กองทุน ARK Investment จะมีผลตอบแทนปรับตัวลดลง จากแรงกดดันของแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทำให้ผลตอบแทนของ ARK Investment ลดลงไปราว 30% และเมื่อวานนี้ก็ได้รีบาวด์กลับขึ้นมา ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนที่สามารถทยอยเข้าซื้อสะสมได้ และเชื่อว่าหากมีการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอีกรอบจะปรับตัวลงน้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะปรับลดลงราว 5-7% เท่านั้น และจะสามารถกลับขึ้นมาต่อได้ อีกทั้งมองว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนที่กำลังมองหาหุ้นอนาคตที่เป็นบริษัทใหม่ๆ ที่มาต่อยอดจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่
ด้านผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน ARK Investment ในเบื้องต้นผู้จัดการกองทุนของ ARK Investment คือ Catherine Wood ได้ตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนเบื้องต้นขั้นต่ำ 15% ต่อปี และจะมีทีมงานที่มีความรู้เฉพาะการช่วยดูแลและคัดเลือกเทรนด์ธุรกิจ แต่ผลตอบแทนในการลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับช่วงของการที่นักลงทุนเข้าซื้อด้วย
โดยที่บริษัทเตรียมเปิดกองทุนรวมในธีม ARK Series พร้อมกันทั้งหมด 4 กองทุน ที่เป็นกองทุนประเภท Feeder Fund และ Fund of Fund ที่ลงทุนในกองทุนหลัก ARK ETF 4 ธีม ได้แก่ TMB-ES-INTERNET (ARKW) หรือธีมอินเตอร์เน็ตยุคใหม่, TMB-ES-GENOME (ARKG) ธีมการแพทย์ยุคใหม่, TMB-ES-FINTECH (ARKF) ธีมการเงินยุคใม่ และ TMB-ES-AUTONOMATION (ARKQ) ธีมการขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยจะเสนอขาย IPO ทั้งหมด 4 กองทุน รวมมูลค่า 4 หมื่นล้านบาท (กองละ 10,000 ล้านบาท) เสนอขายวันที่ 15-19 มี.ค.64
โดยสำหรับกองทุนเทคโนโลยี แนะนำให้ลงทุนประมาณ 5-20% ของพอร์ตลงทุนและควรถือครองอย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป เพราะหุ้นกลุ่มนี้มีความผันผวนสูง
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) กล่าวว่า บอนด์ยีลด์ของสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างกดดันความน่าสนใจต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดภาพการขายเพื่อล็อกกำไร โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการปรับตัวขึ้นไปก่อนหน้านี้
แต่ถามว่าในระยะข้างหน้าจะเกิดฟองสบู่(Bubble) หรือไม่ ตอบเลยว่าคงไม่เกิดขึ้น เพราะถ้าย้อนไปช่วงเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ไอที (Dot-com bubble) กลุ่มหุ้นเทคฯ ในดัชนี S&P500 ใช้ระยะเวลาแค่ 2 ปี สามารถทำผลตอบแทนได้ 220% แต่รอบนี้ใช้เวลา 3 ปีโตขึ้นมาได้ 100% นั่นแปลว่าสามารถเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี ซึ่งถือเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างมีเหตุและมีผล เพราะปัจจุบันกำไรบริษัทเทคโนโลยีค่อนข้างออกมาดี
ส่วนต่อมาถามว่าจะเกิดภาพการหมุนไปเล่นหุ้นกลุ่มอื่น(Sector Rotation) หรือไม่ ถ้ามองหลังสถานการณ์โควิด-19 จบไปแล้ว เชื่อว่าทุกคนจะยังใช้เทคโนโลยีต่อไปและคงใช้กันมากขึ้น โดยหุ้นกลุ่มเทคฯ ในดัชนี S&P500 มีการเติบโต(Growth) อยู่ที่ 120% หรือโตขึ้นมากว่า 6 เท่าในรอบ 6 ปี ขณะที่หุ้นกลุ่มวัฏจักรโตแค่ 30% ดังนั้นไม่แปลกที่เวลาเกิดเหตุการณ์อ่อนไหว(Sensitive) หุ้นเทคฯจะอ่อนไหวง่าย
“การสวิทซ์โหมดหรือ Rotation Play เกิดขึ้นทุกปี เริ่มชัดเจนว่าหุ้นกลุ่มวัฏจักรกลับมา Outperform ได้มากกว่าช่วงไตรมาส 4/63 เพราะความคืบหน้าวัคซีนซึ่งเชื่อว่าจะหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้หุ้น laggard เช่น หุ้นพลังงาน, ธนาคาร เริ่มน่าจะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดี รวมไปถึงงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐวงเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญ ที่คาดว่าจะอนุมัติจากสภาล่างในเร็วๆ นี้ จึงเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้การเกิด Sector Rotation กลับมาในช่วงนี้” นายบดินทร์ กล่าว
นายบดินทร์ กล่าวต่อว่า แต่ภาพ Rotation Play เชื่อว่าจะเกิดแค่ระยะสั้นๆ เพราะเชื่อว่าหุ้นกลุ่มเทคฯ ยังสามารถทำผลตอบแทนได้ดีอยู่ โดยจะเห็นทุกครั้งว่าเวลาที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น หุ้นจะมีการปรับฐานลงทุกรอบ โดยมีการคาดการณ์บอนด์ยีลด์หากจะพุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 2% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.55% อาจจะเห็นธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) มีมาตรการ(Take Action) ออกมา ซึ่งในการประชุมรอบวันที่ 16-17 มี.ค.64 อาจจะเห็นไกด์ไลน์ โดยคาดว่าน่าจะเห็นเฟดทำ Yield curve control หรือคุมบอนด์ยีลด์ระยะยาวไว้เพื่อไม่ให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น (ซื้อบอนด์ยาวและขายบอนด์สั้น) ทำให้ภาพตลาดยังมีโอกาสแกว่งตัวได้ แต่ขนาดในการปรับตัวลงจะเหลือน้อย
ถามว่าเป็นโอกาสลงทุนหรือไม่ นายบดินทร์ กล่าวต่อว่า ประเมินเศรษฐกิจโลกโตเกิน 4% นำโดยกลุ่มประเทศเอเชียและตลาดเกิดใหม่(EM) น่าจะเติบโตได้ประมาณ 5% จึงเป็นโอกาสเข้าไปลงทุนเพราะภาคการเงินของสหรัฐ ทางเฟดยังมีการอัดฉีด QE 1.2 แสนล้านเหรียญต่อเนื่อง และมีขนาดงบดุลสูงกว่า 7.6 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือคิดเป็นประมาณ 36% ของจีดีพี จากปีก่อนอยู่แค่ระดับ 20% ของจีดีพี ขณะที่ภาคการคลังที่มีผู้นำอย่างไบเดน เยเลน และพาวเวล น่าจะมีนโยบายขับเคลื่อนนโยบายการเงินการคลังต่อเนื่อง รวมถึงกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตได้ดี