โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขัดแย้งหนักกฎหมายนกอีแอ่นหมื่นล้าน คนเลี้ยงบ้านนกหวั่นใช้ "ดุลยพินิจ" ออกใบอนุญาต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 มี.ค. 2563 เวลา 04.12 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 02.29 น.
ผิดกฎหมาย - ผู้ประกอบการรังนกขอเสนอแก้แผนการเก็บรังนก รวมถึงการร่างกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 12 ที่ เกี่ยวกับรังนกบ้าน

กว่า 10 เดือนหลัง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ฉบับแก้ไขใหม่ ได้มีการแก้ไขมาตรา 14 ระบุให้ผู้เลี้ยงรังนกบ้านสามารถยื่นขอ “ใบอนุญาต” เก็บและครอบครองได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้บ้านรังนกเกือบ 20,000 หลัง ที่ผิดกฎหมาย และ “ลักลอบ” ค้ารังนกมูลค่านับหมื่นล้านบาท “ใต้ดิน” กันมาเนิ่นนาน ถึงเวลาขึ้นมาขายบนโต๊ะได้ถูกต้องนั้น

หลังจาก พ.ร.บ.สงวนฯประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 แต่จนถึงขณะนี้การร่างกฎหมายลูก เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติยังไม่แล้วเสร็จ

ล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำหนังสือเชิญผู้ประกอบการธุรกิจรังนกแอ่น มาประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายลูก ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย และได้เสนอให้แก้ไขใหม่หลายมาตรา

โดยเฉพาะมาตรา 12 การให้ผู้ประกอบการต้องเขียนแผนการเก็บรังนก นับจำนวนรังนก จัดทำแผนสิ่งแวดล้อม รวมถึงการร่างกฎหมายทั้งเรื่องการเก็บรังนกบ้าน และผู้รับสัมปทานรังนกถ้ำ มาอยู่ในเงื่อนไขฉบับเดียวกัน

หวั่นใช้ดุลพินิจแผนสิ่งแวดล้อม

นายกมลศักดิ์ เลิศไพบูลย์ นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจรังนกแอ่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการรังนกบ้านกังวลใจ ได้แก่ หมวด 2 ข้อ 12 ว่าด้วยการพิจารณาคำขอรับใบอนุญาตให้มีอายุได้คราวละ 5 ปี ซึ่งมีผู้ประกอบการบางส่วนต้องการให้ปรับเป็น 7 ปี

ที่สำคัญในข้อกฎหมายระบุว่า กรณีเป็นการขอรับใบอนุญาตให้เก็บรังนกอีแอ่นบ้าน กำหนดให้คนเลี้ยงต้องเขียนแผนวิธีการดำเนินการเก็บ การป้องกัน และควบคุมเหตุเดือดร้อนรำคาญ การดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ดำเนินการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการควบคุมดูแลผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม โดยให้ผู้ขออนุญาตขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา

“พอเขียนแบบนี้ มองว่าการไปยื่นขออนุญาตจะขึ้นอยู่กับ ‘ดุลพินิจ’ ของเจ้าพนักงานในการจะให้ หรือไม่ให้ ทำให้ผู้เลี้ยงหลายคนกังวล นอกจากนี้เรื่องการตรวจบ้านรังนก ก่อนให้ใบอนุญาตก็จบ เพราะทุกวันนี้มันชัดเจนอยู่แล้วว่า บ้านรังนกไม่ถูกต้อง แต่อำนาจของกรมอุทยานฯมีหน้าที่แค่ให้ใบอนุญาต แต่พอมีการเขียนลงไปในร่างกฎหมายลูก ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางคนเข้าใจผิด เพราะฉะนั้น ต้องให้ชัดเจน ใบอนุญาตออกให้ตามอำนาจกรมอุทยานฯ ส่วนกฎหมายอื่นต้องไปปฏิบัติตามกฎหมายอื่น”

นายวิทยา กำบาง ตัวแทนสมาคมการค้าและผลิตรังนกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยากเสนอให้แก้ไข ข้อ 12 ที่เกี่ยวกับรังนกบ้าน ซึ่งเขียนไว้ว่า “การควบคุมดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ผู้ประกอบการมองว่า หมายถึง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งการทำ EIA จะมีความยุ่งยาก เพราะไปเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561

รังนกถ้ำมึนต้องขอใบอนุญาตเพิ่ม

นายคมกริด สุนทรธนกร ผู้ประกอบการธุรกิจรังนก จ.ระยอง กล่าวว่า การร่างกฎหมายข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ทำให้ผู้รับสัมปทานรังนกต้องจัดทำคำขอใบรับอนุญาต พร้อมเอกสารหลักฐาน เพื่อให้หน่วยงานรัฐพิจารณาอีกครั้งว่า เข้าดำเนินการเก็บรังนกอีแอ่นเหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติหรือไม่

“การให้ยื่นเรื่องขอใหม่อีกรอบ ซึ่งผู้ประกอบการมองว่าไม่มีความเหมาะสม ในฐานะของผู้รับสัมปทาน ซึ่งกรมอุทยานฯเป็นเจ้าของพื้นที่ยังไม่สามารถเอาพื้นที่ให้ผู้รับสัมปทานได้เลย ส่วนข้อ 6 ให้อุทยานไปตรวจสอบพื้นที่ให้ครบถ้วนเหมาะสม แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ผู้รับสัมปทานได้รับสิทธิครอบครองในพื้นที่ที่ได้รับสัมปทาน”

ชงแยกกฎหมายรังนกถ้ำ-บ้าน

แหล่งข่าววงการรังนกกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลกระทบหลายส่วน ผู้ประกอบการรังนกบ้านบอกว่า บ้านรังนกไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ความจริงผิดกฎหมาย ตั้งแต่ขออนุญาตสร้างบ้านนก ผิดทั้ง พ.ร.บ.อาคาร พ.ศ. 2522 และการสร้างอาคารนกในที่ชุมชน ผิด พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2562 ส่วนผู้สัมปทานรังนกถ้ำก็ไม่อยากให้รังนกบ้านถูกกฎหมาย เพราะมีโอกาสโดนแย่งตลาด

ตัวแทนผู้ประกอบการรังนกถ้ำกล่าวว่า ปัญหาปัจจุบันคือรังนกบ้านกับรังนกถ้ำมีความแตกต่างกัน รังนกถ้ำรัฐบาลเป็นเจ้าของ ส่วนรังนกบ้านเอกชนเป็นเจ้าของ แต่มีเหมือนกันคือเป็นนกอีแอ่น ผู้ประกอบการรังนกถ้ำรัฐเป็นเจ้าของ ดังนั้นการออกกฎหมายให้ทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนกัน เป็นเรื่องที่ลำบาก

ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝ่าย มีเป้าหมายตรงกันขอให้ออกกฎหมายเพื่อส่งออกรังนกไปประเทศจีนได้ ซึ่งตอนนี้รังนกบ้านไม่มีกฎหมายรับรองจะขายกันในตลาดมืด แต่รังนกถ้ำมีกฎหมายรองรับ

ขณะนี้จีนมีปัญหามากเกี่ยวกับการนำรังนกบ้านผิดกฎหมายเข้าประเทศ ส่งผลให้ราคารังนกของไทยถูกกดลงมาต่ำกว่า 20,000 บาทต่อ กก. ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน สามารถส่งออกได้ถูกกฎหมาย ราคารังนกจะขยับขึ้นมาถึง 40,000 บาทต่อ กก. จึงขอเสนอให้แยกร่างกฎหมายลูกรังนกบ้านกับรังนกสัมปทานออกจากกัน

ตัวแทนจากกลุ่มผู้รับสัมปทานรังนกถ้ำกล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้รับสัมปทานรังนกอีแอ่นปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2540 ซึ่งมีกฎระเบียบและ พ.ร.บ.ที่ควบคุมกำกับดูแลเฉพาะอยู่แล้ว แต่การร่างกฎหมายลำดับรองฉบับนี้เขียนขึ้นมา เพื่อเพิ่มภาระให้กับผู้รับสัมปทานอีก

ถ้าหากกฎระเบียบออกมาให้อธิบดีกรมอุทยานฯให้อนุญาต และถ้าหากอธิบดีกรมอุทยานฯไม่อนุญาต ระเบียบจะไปขัดกับ พ.ร.บ. ส่งผลให้ผู้รับสัมปทานไม่สามารถใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมี พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น ให้ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว ไม่ควรเพิ่มระเบียบที่บอกว่าจะเขียนตาม พ.ร.บ.

 

เล็งจัดประชาพิจารณ์อีก 2 รอบ

การสัมมนาเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นของผู้ประกอบการ ทางกรมอุทยานฯ ได้มอบหมายให้ นายชัยนิรุจ มะลิวัลย์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำหน้าที่ประธานดำเนินการ

นายชัยนิรุจกล่าวในระหว่างการสัมมนาว่า การประชุมกลุ่มผู้ประกอบการรังนักบ้านกับกลุ่มผู้รับสัมปทานรังนกถ้ำ ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างมีความต้องการของตนเอง พอมีระเบียบออกมาอย่างชัดเจนก็สามารถดำเนินต่อไปได้ สำหรับขั้นตอนการพิจารณากฎหมายลำดับรองยังมีอีกหลายขั้นตอน คาดว่าประมาณกลางปีระเบียบร่างจะเสร็จ แต่หากมีการปรับแก้ อาจต้องประชุมรับฟังข้อคิดเห็นอีกประมาณ 1-2 รอบ

ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.อาคารรังนก ถ้าผู้ประกอบการทำผิดกฎหมายก็ต้องปรับแก้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่นที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ ทางกรมอุทยานฯมีหน้าที่ออกใบอนุญาตให้ ผู้ประกอบการต้องทำตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้เรื่องดำเนินการช้าเพราะทางกรมอุทยานฯ ต้องร่างกฎระเบียบลำดับรองให้แล้วเสร็จก่อน

ทั้งนี้หากผู้ประกอบการขอใบอนุญาตสร้างบ้านรังนก แต่ถ้าหากส่งผลกระทบต่อชุมชนด้านกลิ่นและเสียง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาตรวจสอบ

ยกตัวอย่าง หลังจากขอใบอนุญาตผ่าน ก็ยื่นเรื่องขอสร้างบ้านนกไปยังเทศบาล และสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบตามข้อระเบียบของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2562 รวมถึงยื่นเรื่องให้สาธารณสุขพิจารณาตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เรื่องเหตุรำคาญ กลิ่น เสียง พาหะนำโรค ถ้าผ่านหมด ก็สามารถนำใบอนุญาต ส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 มารวมกันถึงจะสร้างบ้านนกได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...