โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“มึง กูติดโควิด-19 ยังวะ?” วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นก่อนไปพบแพทย์

The Momentum

อัพเดต 24 มี.ค. 2563 เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2563 เวลา 13.27 น. • ชนาธิป ไชยเหล็ก

สัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้าเราจะได้ยิน ‘ตัวเลข’ ผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หนึ่ง โรคระบาดเป็นวงกว้าง จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณตามธรรมชาติของโรค สอง เกณฑ์ที่ใช้ในการเฝ้าระวังถูกปรับให้ตรวจจับการระบาดในชุมชนมากขึ้น แพทย์จึงส่งตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น และ สาม ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะสงสัยว่า “มึง กูติดโควิด-19 ยังวะ?”

ถ้าโรคโควิด-19 ระบาดอยู่ในชุมชน ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้นเข้ารับการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้น ย่อมพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่การที่ ‘ผู้ป่วย’ ทุกคนไปรับการตรวจหาเชื้อและรักษาที่โรงพยาบาลทุกคนจะไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะโรงพยาบาลในชุมชนนั้นจะเต็มไปด้วย ‘ผู้ที่มีอาการป่วย’ ซึ่งอาจป่วยได้ตั้งแต่หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 ปะปนกันอยู่ หากตอนแรกเป็นไข้หวัดธรรมดาไปโรงพยาบาล ก็มีโอกาสติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่กลับมาได้

ธรรมชาติของโควิด-19

หลายคนอาจเคยเห็นตารางเปรียบเทียบอาการของโควิด-19 กับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่มาบ้าง แต่จากข้อมูลในประเทศจีนพบว่าอาการของโรคนี้มีหลายระดับ ตั้งแต่ไม่มีอาการ อาการเล็กน้อย คืออาจไม่มีไข้ก็ได้ อาการปานกลาง คือมีอาการหอบเหนื่อยจากภาวะปอดอักเสบ จนถึงอาการหนักที่จะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ โดยในผู้ป่วยจำนวน 100 คน จะมีผู้ที่มีอาการน้อยประมาณ 80 คน ไม่จำเป็นต้องกินยาต้านไวรัส

อีก 15 คนจะมีอาการปานกลาง คือต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล และอีก 5 คนจะมีอาการรุนแรง และมีโอกาสเสียชีวิต ซึ่งในกลุ่ม 15+5 = 20 คนนี้จะพบว่าเป็นผู้สูงอายุ และมีโรคประจำตัว เช่น ถุงลมโป่งพอง (สูบบุหรี่) ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต ตับแข็ง (ดื่มเหล้า) อ้วน ดังนั้นผู้ที่มีอาการป่วยเล็กน้อย และไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงสามารถสังเกตอาการที่บ้านเองก่อนได้

โดยจะต้องแยกตัว (self-isolation) เว้นระยะห่างจากคนอื่น 1-2 เมตร แยกเครื่องใช้ส่วนตัว ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัย และกินยารักษาตามอาการ

ยารักษาตามอาการที่สามารถใช้ได้

ไข้: พาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งเรารู้จักกันดีจากที่หมอมักจะจ่ายให้เวลาใครมีอาการไม่สบาย ไม่ว่าจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ จนหลายคนเปรียบเปรยว่าเป็น “ยาสามัญประจำโรงพยาบาล” นั่นก็เพราะเป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุด ในขณะที่ยาลดไข้สูงหรือยาแก้ปวดชนิดแรง เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากอาจทำให้อาการโควิด-19 แย่ลง

โดยขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่คือ เม็ดละ 500 มก. ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง หากครบ 4 ชั่วโมงแล้วไข้ยังไม่ลงสามารถกินซ้ำได้ทันที แต่จะต้องระมัดระวังการได้รับยาซ้ำซ้อนกับยาเม็ดอื่น เนื่องจากยาแก้หวัดบางยี่ห้อมีส่วนผสมของพาราฯ รวมอยู่ด้วย เช่น ทิฟฟี่ (Tiffy) หรือ ดีคอลเจน (Decolgen) จะมีพาราฯ 500 มก. + คลอร์เฟนิรามีน (ยาแก้แพ้) 2 มก. เพราะไม่ควรได้รับยาพาราฯ เกินวันละ 4,000 มก.

ไอแห้ง: ยาแก้ไอมี 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ ยาละลายเสมหะ (Mucolytic) ยาขับเสมหะ (Expectorant) และยากดอาการไอ (Cough suppressant) ซึ่งถ้ามีอาการไอแห้งๆ คือไม่มีเสมหะ สามารถใช้กลุ่มยากดอาการไอได้ เช่น เดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร จะออกฤทธิ์ยับยั้งศูนย์ควบคุมการไอที่สมอง นอกจากนี้ยังมีชนิดน้ำ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ (Brown’s Mixture) แต่ไม่ควรจิบบ่อยๆ เพราะจะทำให้ได้รับยาเกินขนาด

แต่ถ้ามีอาการไอมีเสมหะ ซึ่งโควิด-19 พบน้อยกว่าไอแห้งๆ ควรใช้กลุ่มยาขับเสมหะ เช่น ไกวเฟเนซิน (Guaifenesin) ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นเยื่อบุขับสารน้ำออกมาชะล้างเสมหะในทางเดินทางหายใจ ดังนั้นหากกินยากลุ่มนี้จะต้องดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย ส่วนยาละลายเสมหะ เช่น บรอมเฮกซีน (Brombexine) หรืออะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcystein) เป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ เนื่องจากไม่มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพเพียงพอ

พูดถึงบัญชียาหลักแห่งชาติ มียาแก้ไออีกชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในบัญชีนี้ คือยาแก้ไอผสมมะขามป้อม ซึ่งถึงแม้จะเป็นยาสมุนไพร แต่มีสรรพคุณบรรเทาอาการไอได้

อ่อนเพลีย: อาการอ่อนเพลียเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไข้สูง ควรกินยาลดไข้ เช็ดตัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ก็สามารถกินยาพาราฯ แก้ปวด (และลดไข้ได้ในเม็ดเดียวกัน) แต่ถ้าหากเบื่ออาหาร หรือกินได้น้อย ควรชงผงเกลือแร่ (ORS: Oral rehydration salt) กับน้ำสะอาดดื่มหรือจิบบ่อยๆ แทน ซึ่งในผงเกลือแร่จะมีทั้งน้ำตาลที่เป็นแหล่งของพลังงาน และเกลือแร่ที่จำเป็นทำให้ระบบของร่างกายยังสามารถทำงานได้ตามปกติ

ข้อสังเกตจากข้อมูลของคณะทำงานร่วมองค์การอนามัยโลก อาการของโควิด-19 ที่พบได้น้อย เช่น คัดจมูก (4.8%) ดังนั้น ยาแก้แพ้ ซึ่งออกฤทธิ์ช่วยลดอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลซึ่งผสมในยาแก้หวัดอาจไม่จำเป็น และทำให้ง่วงนอนได้ ส่วนผู้ป่วยบางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียน (5%) หรือถ่ายเหลว (3.7%) ก็สามารถรักษาตามอาการด้วยการกินยาแก้คลื่นไส้ และชงผงเกลือแร่ดื่มเช่นเดียวกัน (อ่านเพิ่มเติม ซ่อมได้! 5 คำถามกับวิธี ‘ซ่อม’ ท้อง ‘เสีย’)

สุดท้ายถ้าพักรักษาตามอาการอยู่ที่บ้าน 2-3 วันแล้วอาการดีขึ้น เราก็อาจป่วยจากหวัดธรรมดา (โชคดีที่ไม่ไปโรงพยาบาลแล้วติดโควิด-19 กลับมา) แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น ยังมีไข้สูง หรืออาการเป็นรุนแรง เช่น หายใจเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ก็ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที โดยอย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้าน ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการขึ้นรถโดยสารสาธารณะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...