โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้นำฝ่าวิกฤตโควิด-19

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 เม.ย. 2563 เวลา 07.27 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2563 เวลา 07.27 น.
(File photo)REUTERS THIS IMAGE HAS BEEN SUPPLIED BY A THIRD PARTY. MANDATORY CREDIT.

คอลัมน์ เอชอาร์ คอร์เนอร์

โดย พิชญ์พจี สายเชื้อ

 

ช่วงนี้เรื่องฮอตที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องโควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นภาวะวิกฤตของโลกทีเดียว คำว่า“วิกฤต” แปลว่าอะไร แปลว่า

1) ภาวะที่ต้องการการตัดสินใจ “ยาก” อย่าง “เร่งด่วน” และ 2) เป็นภาวะที่ “ไม่คาดคิด” หรือ “ไม่เคยเกิด” มาก่อนเลย ในภาวะเช่นนี้ ทุกประเทศต้องการผู้นำที่สามารถจัดการวิกฤตได้ดี ซึ่งไม่ใช่ผู้นำทุกคนทำได้ ผู้นำที่ทำได้คือผู้นำที่เก่งมาก ๆ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า great leader

ส่วนตัวยอมรับว่า “ขัดใจ” กับการบริหารจัดการภาวะวิกฤตของประเทศเรา เลยอยากนำเรื่องราวมาแบ่งปันกันว่า อะไรคือคุณสมบัติที่ทำให้เกิด great leader ในภาวะวิกฤตได้ (เผื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้นำหลาย ๆ คน)

1.มองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริง มองว่าผลกระทบสุดท้ายต่อองค์กรคืออะไร ผู้นำต้องคิดว่าอะไรดีที่สุดสำหรับองค์กร (หรือประเทศ) ไม่ใช่ตัวเอง (หรือคะแนนเสียง)

2.มองภาพใหญ่รวมทั้งรายละเอียดของเรื่องราวแต่ละประเด็น ผู้นำในภาวะวิกฤตต้องมองให้ออกว่า ภาพใหญ่คืออะไร และผลกระทบต่อแต่ละจิ๊กซอว์คืออะไร แค่นี้ไม่พอนะคะ ต้องรู้ด้วยว่ารายละเอียดของแต่ละประเด็นคืออะไร (เดี๋ยวแก้ไม่ถูกที่คัน อย่างเช่น ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดตลาด)

3.ต้องหาทางออก โดยต้อง “ฟัง” จากผู้รู้หลาย ๆ คน โดยเฉพาะถ้าตัวเองไม่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อผู้รู้ทุกเรื่อง ความสามารถของผู้นำในสถานการณ์นี้ คือ การประมวลผลด้วย “ใจเป็นกลาง” โดยยึดประโยชน์“องค์กร” (หรือประเทศ) เป็นหลัก เพื่อหาทางออกหลาย ๆ ทางที่จะใช้เพื่อการตัดสินใจในที่สุด

4.ตัดสินใจอย่างรวดเร็วภายใต้แนวทางที่ได้รับฟังมา การตัดสินใจต้องตัดสินใจ “ภายใต้ข้อมูล” และความรู้สึกว่า “ใช่” ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า“gut feeling” ซึ่งการตัดสินใจโดย “gut feeling” ไม่ใช่การตัดสินใจโดยไม่มีหลักการนะคะ เพราะหมายถึงการตัดสินใจโดยอิงประสบการณ์อันยาวนานของผู้นำนั่นเอง

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้อาจไม่มีเท่า และที่สำคัญการตัดสินใจต้องให้ความสำคัญต่อผลกระทบต่อคนส่วนรวมเป็นหลัก (คือพนักงานหรือประชาชน) สำคัญที่สุดต้องมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต่อกลุ่มคนต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจว่า “ทำไม” ถึงตัดสินใจเช่นนี้

การตัดสินใจมีผลกระทบต่อหลายฝ่ายอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือให้เขาเข้าใจว่าที่เราตัดสินใจอย่างนี้เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นหลัก การตัดสินใจจึงต้องอธิบายได้, โปร่งใส ภายใต้หลักการที่เหมาะสม (เช่นการปิดประเทศของหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งเป็นยาแรงขั้นสุด

ผู้นำแต่ละประเทศต้องอธิบายให้ได้ว่า “ทำไม” จึงเลือกวิธีนี้มาใช้ ทั้ง ๆ ที่เป็นวิธีที่เข้มข้นที่สุด มีผลกระทบมากที่สุด และในลักษณะเดียวกัน ถ้าไม่เลือกวิธีนี้ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมเลือกวิธีอื่น ทั้ง ๆ ที่คนอื่นเลือกวิธีนี้ เป็นต้น)

ทักษะการสื่อสารสำคัญมากในภาวะวิกฤต เพราะคนกำลังกังวล สับสน ต้องการได้ยินที่มาที่ไปจากผู้นำของเขา(ถ้าผู้นำสื่อสารไม่เก่งก็คงต้องหา “ตัวช่วย” นะคะ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้คน “ตระหนก” มากกว่า “ตระหนัก”)

5.ต้องเป็นนักประสานทั่วทิศ หรือภาษาอังกฤษว่า collaboration แน่นอนที่สุดในภาวะวิกฤตผู้นำต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ต้องประสานความร่วมมือให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด

6.ต้องฟังความเห็นที่ไม่อยากฟังบ้าง ในภาวะเช่นนี้ความคิดเห็นต่าง ๆ จะหลากหลาย ผู้นำต้องไม่เลือกฟังแต่ความเห็นที่ชอบ แต่ต้องฟังที่ไม่ชอบด้วย เพราะนั่นคือการ “มองต่างมุม” และจะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

7.ต้องแสดงออกอย่างสงบ กล้าหาญ และคิดบวกตลอดเวลา เนื่องจากผู้นำในสถานการณ์นี้จะเป็นที่พึ่งของพนักงาน (หรือประชาชน) จะเป็นที่จับตามองทุกอิริยาบถ ทุกคำพูดต้องระมัดระวังให้เป็นไปอย่าง “จริงใจ” “พูดเรื่องจริง” และ “สื่อสารในเชิงบวก” เพื่อให้พนักงาน (หรือประชาชน) เชื่อมั่นและลดความวิตกกังวล

8.พร้อมที่จะรับความเสี่ยง วิกฤตคือสิ่งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ดังนั้น โอกาสตัดสินใจผิดก็มี แถมยังต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วอีก ผู้นำจึงต้องพร้อมรับความเสี่ยง ต้องตัดสินใจโดยมีความเสี่ยงเพราะไม่สามารถรอให้ชัวร์ 100% ได้หรอกค่ะ

9.พร้อมรับความผิดพลาด ในเมื่อการตัดสินใจต้องทำอย่างรวดเร็วท่ามกลางข้อมูลเท่าที่มี เป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินใจถูกทุกครั้ง ดังนั้น ผู้นำต้องพร้อมรับความผิดพลาดอย่างแมน ๆ

10.สุดท้ายผู้นำต้องมีความเห็นอกเห็นใจต่อพนักงาน (หรือประชาชน) แสดงออกให้คนเหล่านั้นเห็นว่าผู้นำฟังเขาอย่างเข้าใจและเห็นใจ (ในความกังวลของ) เขา และพยายามแก้ไขเพื่อช่วยเหลือพวกเขาอย่างจริงใจ

หวังว่าผู้อ่านคงจะนำตัวอย่างของ “10 great leader” ไปปรับใช้กับสถานการณ์ในขณะนี้บ้างนะคะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...