โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ เมื่อเศรษฐกิจไทยฟื้นแบบ K-Shaped

The Bangkok Insight

อัพเดต 01 มิ.ย. 2564 เวลา 08.44 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 08.44 น. • The Bangkok Insight

การฟื้นตัวเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ดูแปลก ๆ เมื่อจะมีการฟื้นตัวแบบ K-Shaped แต่การฟื้นตัวแบบนี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ที่มีอยู่แล้ว ให้รุนแรงขึ้น

รวยกระจุก

ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค เคยเสนอไว้นานแล้วว่าเศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวรูปตัว K (K-Shaped Recovery) ในกรณีของประเทศไทย แต่ผลจากเศรษฐกิจแบบนี้หลังโควิด ทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ มีรายรายละเอียดดังนี้

ก่อนอื่น ต้องบอกว่าการโยงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกับตัวอักษรภาษาอังกฤษโดยนักเศรษฐศาสตร์มีมานานแล้ว ที่คุ้นหูกันก่อนหน้า เช่น การฟื้นตัวแบบรูปตัวV ที่เศรษฐกิจสามารถฟื้นขึ้นจากจุดต่ำสุดได้ค่อนข้างเร็วและแรงซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกในภาพรวมในปีนี้เป็นแบบนี้ แบบรูปตัว U ที่เศรษฐกิจยังย่ำแย่ต่อเนื่องสักระยะแล้วค่อยฟื้นตัว หรือแบบตัว W ที่ฟื้นชั่วคราวแล้วตกกลับลงไปอีกครั้ง (เศรษฐกิจถดถอยซ้ำสอง หรือ Double-Dip Recession)

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งรูปตัว V U และ W เป็นการมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในองค์รวม แต่การฟื้นตัวแบบรูปตัวK ซึ่งเพิ่งมาใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็นการมองในรูปขององค์ประกอบย่อยหลักๆคือนักเศรษฐศาสตร์มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสองกลุ่มที่ไม่ไปด้วยกัน โดยกลุ่มหนึ่งฟื้นตัวได้ดี ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ฟื้น หรือกระทั่งย่ำแย่ลงต่อเนื่อง เหมือนกับเส้นทแยงมุมของตัวอักษร K ที่มีทั้งชี้ขึ้นและชี้ลง

ในกรณีของไทย ถ้าเราติดตามพัฒนาการของธุรกิจที่ส่งออกสินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเราจะเห็นภาพของตัวK ที่ชัดเจนมากในขาบน มูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนเมษายน 2564 ขยายตัวร้อยละ 13.1 สูงสุดในรอบสามปี และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าสองหลัก ตามการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ในขาล่าง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบรุนแรงและยืดเยื้อจากการระบาดของโควิด-19 และคาดว่าจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยวจะกลับไปเป็นปรกติ

อนึ่ง การฟื้นตัวแบบรูปตัว K ไม่ได้ใช้จำเพาะกับการแบ่งกลุ่มเศรษฐกิจตามภาคธุรกิจเท่านั้น จริงๆแล้ว ในประเทศอุตสาหกรรมหลักมักใช้การฟื้นตัวแบบรูปตัวK บรรยายความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า สำหรับคนรวย เศรษฐกิจฟื้นแล้ว แต่สำหรับคนจน วิกฤตครั้งนี้ยังอีกยาวไกล และทำให้จนลงไปอีก ซึ่งสำหรับประเทศไทย มิตินี้ก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน

มองไปรอบๆตัว เราจะเห็นผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มากกว่าผู้มีรายได้สูง คนตกงาน และคนที่อาจจะยังมีงาน แต่มีรายได้ลดลงมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย โดยเมื่อต้นปี ธนาคารโลกได้วิเคราะห์ไว้ว่าวิกฤตโควิดครั้งนี้ทำให้คนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง1.5 ล้านคน 

ในแง่ของขนาดกิจการ กิจการขนาดเล็กได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และมีความสามารถในปรับตัวน้อยกว่ากิจการขนาดใหญ่ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องปิดกิจการไป หรือต้องลุ้นว่าจะไปต่อได้อีกกี่เดือน กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวถึงร้อยละ230 ในไตรมาสแรกของปีนี้

ประเด็นสำคัญคือวิกฤตโควิด-19 ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีกก่อนการระบาดของโควิด-19 ผมมักเรียกเศรษฐกิจไทยว่าเป็น เศรษฐกิจสองความเร็ว โดยเศรษฐกิจระดับบนเปรียบได้กับรถสปอร์ตที่วิ่งด้วยความเร็วสูงขณะที่เศรษฐกิจระดับล่างเปรียบได้กับสามล้อถีบ ที่แม้ระยะหลังจะอัปเกรดขึ้นมาเป็นสามล้อเครื่อง แต่ความเร็วก็ยังต่ำกว่าเศรษฐกิจระดับบนมาก วิกฤตคราวนี้ทำให้เศรษฐกิจระดับล่างกลับไปเป็นสามล้อถีบอีกครั้ง และถ้าวิกฤตยืดเยื้อยาวนานถึงปีหน้า อาจจะกลายเป็นการเดินหรือการวิ่งแทน

แต่เช่นเดียวกับทุกวิกฤตที่มีโอกาสซ่อนอยู่ วิกฤตครั้งนี้ทำให้หลายประเทศทั่วโลกตื่นตัว หันกลับมาคิดเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าประเทศไทยก็เช่นกัน ภาครัฐควรจะถือโอกาสนี้ยกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ทั้งความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความเหลื่อมล้ำในการถือครองสินทรัพย์ และที่สำคัญยิ่ง คือ ความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา การรักษาพยาบาล แหล่งเงินทุน ฯลฯ

ทั้งนี้ วิกฤตครั้งนี้มีพัฒนาการสำคัญที่ผู้ดำเนินนโยบายน่าจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือ การเคลื่อนย้ายของคนจำนวนมากจากเมืองใหญ่กลับสู่ถิ่นฐานในต่างจังหวัด ผมคิดว่าเราน่าจะใช้โอกาสนี้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาประเทศให้สมดุลขึ้น เท่าเทียมกันมากขึ้นได้ ที่ผ่านมาการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นแบบหัวโดตัวลีบขับเคลื่อนโดยกรุงเทพฯและเมืองใหญ่จำนวนหยิบมือที่ดูดทรัพยากรของทั้งประเทศไปรวมกัน ทิ้งเมืองอื่นไว้เบื้องหลัง ถ้าเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนที่กลับไปต่างจังหวัด อยู่ต่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาจังหวัดของเขาได้ ก็จะเป็นนิมิตหมายใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปให้เติบโตอย่างสมดุลเชิงพื้นที่เป็นหัวข้อหนึ่งที่งานสัมมนาวิชาการ “ประมาณการเศรษฐกิจระยะสั้น และภาพเศรษฐกิจไทยใน 5 ปีข้างหน้า” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี เมื่อสัปดาห์ก่อน และผมมีโอกาสไปเป็นวิทยากรด้วย ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โมเดลหนึ่งที่คุยกันตอนเตรียมเนื้อหาการสัมมนา คือ การแบ่งประเทศเป็นเขตเศรษฐกิจย่อยที่รวมจังหวัดข้างเคียงไว้ด้วยกัน คล้ายกับอีอีซี ซึ่งทำให้ผมนึกถึงการแบ่งประเทศออกเป็นมณฑลในสมัยก่อน แต่รอบนี้ไม่ใช่การแบ่งเพื่อการปกครอง แต่เป็นการแบ่งเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

วัตถุประสงค์หนึ่งของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ คือ การรวมกำลังซื้อที่กระจัดกระจายเป็นกลุ่มก้อน ในมุมนี้ การที่คนจำนวนมากกลับไปต่างจังหวัดจะมีส่วนเพิ่มกำลังซื้อในต่างจังหวัดได้มาก แต่มีข้อแม้ว่าพวกเขาต้องมีงานทำด้วย ซึ่งงานส่วนหนึ่งอาจจะเป็นงานใหม่ในพื้นที่ ขณะที่งานอีกส่วนหนึ่งอาจเป็นงานประเภทที่สามารถทำจากที่ไหนก็ได้ (Work from anywhere) ซึ่งอย่างหลัง เราอาจไม่ได้คิดว่าจะสามารถปฏิบัติได้เป็นวงกว้าง จนกระทั่งเกิดการระบาดของโควิด-19

อ่านข่าวเพิ่มเติม:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...