7 ข้อเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “กีวี” ในมุมมองของคนญี่ปุ่น
หากเราลองสังเกตกีวีที่ประเทศญี่ปุ่นดูเราอาจจะพบว่าส่วนใหญ่มักจะเป็นกีวีนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีผลิตผลบางส่วนที่มาจากบางพื้นที่ในญี่ปุ่น เช่น จังหวัดเอฮิเมะ ฟุกุโอกะ และวากายามะ เป็นต้น ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม รู้ไหมคะว่ากีวีถือเป็นผลไม้ที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานมาก เพราะมีราคาถูกและมีคุณค่าสารอาหารสูง โดยเจ้าผลไม้นี้ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจค่อนข้างมาก วันนี้เราเลยจะมาเรียนรู้ถึงเกร็ดเล็ก ๆ น่ารู้เกี่ยวกับเจ้ากีวีในมุมมองของคนญี่ปุ่นกันค่ะ!
1. ส่วนเปลือกมีปริมาณเส้นใยอาหารและโพลีฟีนอลสูงกว่าเนื้อ?
รู้ไหมว่าเปลือกผลกีวีนั้นมีปริมาณเส้นใยอาหารสูงเป็น 2 เท่าของเนื้อเลยนะ! อีกทั้งยังมีโพลีฟีนอลสูงกว่าถึง 1.3 เท่า เลยด้วย แต่ทั้งนี้ จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่มักปอกเปลือกทิ้งไป อาจจะด้วยไม่รู้หรือหาวิธีกินไม่ได้ ดังนั้นมาทำตามวิธีนี้กันดีกว่า! เริ่มด้วยนำอลูมิเนียมฟอยล์ที่ปั้นเป็นก้อนกลมมาถูรอบพื้นผิวกีวีจากนั้นล้างด้วยน้ำจนสะอาด แล้วจึงค่อยใช้มีดหั่นกีวีตามขวาง วิธีนี้ก็จะช่วยให้สามารถนำมารับประทานแบบยังมีเปลือกได้ง่ายกว่าเดิมค่ะ!
2. แกนกลางสีขาวของกีวีมีวิตามินซีสูง
ส่วนสีขาวที่อยู่ตรงแกนกลางของกีวีพัฒนามาจากเกสรตัวเมีย ซึ่งเป็นที่เก็บสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างผลไม้ ดังนั้นที่บริเวณนี้จะมีปริมาณวิตามินซีสูง การรับประทานกีวีวันละ 2 ผลทำให้ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอสำหรับแต่ละวัน
3. เมล็ดกีวีมีสารโพลีฟีนอลสูงมาก
กีวี 1 ผลมีเมล็ดประมาณ 1,000 เมล็ดอัดกันแน่นอยู่รอบแกนกลางสีขาว เมล็ดกีวีมีสารโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าเปลือกและเนื้อกีวีประมาณ 3 และ 40 เท่า ตามลำดับ
4. กีวีสีเขียวมีเอนไซม์โปรตีเอสสูงกว่ากีวีสีทอง
กีวีสีเขียวมีเอนไซม์โปรติเอสที่ชื่อว่าแอคตินิดิน (Actinidin) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายโปรตีนและช่วยย่อยอาหารมากกว่ากีวีสีทอง
5. แช่ในน้ำอุ่นคือเคล็ดลับการเก็บกีวีให้นานขึ้น
การนำกีวีไปแช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 45 องศาเซลเซียสเป็น 10 นาทีแล้วเช็ดให้แห้งก่อนเก็บไว้ในตู้เย็น จะทำให้เก็บกีวีได้นานขึ้น
6. ควรรับประทานกีวีก่อนหรือหลังอาหารดี?
เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ในกีวีช่วยยับยั้งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด และแอคตินิดินช่วยในการย่อยอาหาร การรับประทานกีวีหลังอาหาร จึงเป็นวิธีรับประทานที่จะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด!
7. เวลาในการรับประทานกีวีที่แตกต่างกันก็มีผลดีต่อสุขภาพต่างกัน
- รับประทานกีวีก่อนนอนประมาณ 1 ชั่วโมง: ช่วยทำให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นเนื่องจากกีวีอุดมไปด้วยวิตามินซีและกรดอะมิโนทริปโตเฟน
- รับประทานกีวีก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง: จะทำให้ผิวสวย เนื่องจากวิตามินซีที่มีมากในกีวีมีประสิทธิภาพในการบำรุงผิวและช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึมของผิวในขณะที่นอนหลับ
- รับประทานกีวีในตอนเช้า: จะช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ เนื่องจากกีวีมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง
กีวีเป็นผลไม้ที่มีราคาถูกและมีปริมาณพลังงานต่ำ ทำให้สามารถรับประทานได้วันละสองผล การรับประทานเป็นประจำนอกจากจะช่วยให้ผิวพรรณสวยงามแล้วก็ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกายด้วยค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก: toyokeizai.net