โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'รางวัลศรีบูรพา' ประจำปี 2568

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 เม.ย. 2568 เวลา 01.55 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2568 เวลา 01.55 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

‘รางวัลศรีบูรพา’ ประจำปี 2568

สัปดาห์นี้ผมมีเรื่องเล่าให้ทุกท่านรับทราบด้วยความตื้นตันและปีติยินดีเป็นอย่างสูง ต่อกองทุนศรีบูรพาในการประกาศให้ “รางวัลศรีบูรพา” ประจำปี 2568 แก่ผม

“รางวัลนี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรำลึกและเผยแพร่เกียรติประวัติของ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ “ศรีบูรพา” (2448-2517) นักประชาธิปไตย นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของไทยและของโลก”

ต้องสารภาพว่าผมตกตะลึงและไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้ในอาชีพที่ต้องเขียนหนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการทางประวัติศาสตร์การเมือง คอลัมน์วิเคราะห์การเมืองทั้งไทยและต่างประเทศที่เป็นงานวรรณกรรมนั้นแทบไม่มี มีเรื่องสั้นเรื่องเดียวที่เคยตีพิมพ์คือ “ลม ฝน ต้นไม้และคน” ใน วิทยาสาร (มิถุนายน 2513)

ผมหันไปศึกษาประวัติวรรณกรรมกับการกบฏ เมื่อตระหนักว่าวรรณกรรมสมัยใหม่นั้นล้วนมีพลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนและสังคมได้

จุดนี้เองที่ผมคิดว่างานเขียนที่สามารถสร้างแรงสะเทือนให้แก่สังคมได้ล้วนถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมในความหมายที่กว้างได้

นักเขียนไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสำนึกในบทบทและหน้าที่ของวรรณกรรมดังกล่าวนี้เป็นอย่างดีไม่มีใครเกินคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ “ศรีบูรพา” ในคำนำแก่ “สงครามชีวิต” ท่านกล่าวว่าในการเขียนเรื่องนี้มีเจตนาเป็นการใหญ่หลวงอยู่ 2 ประการ

ประการที่ 1 ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้คนทั้งหลายมีความเห็นอกเห็นใจในกันและกัน ปรารถนาให้ผู้ที่แตกต่างกันโดยฐานะและภาวะ ได้เล็งเห็นหัวอกของซึ่งกันและกัน”

ประการที่ 2 “มุ่งหวังจะให้ผู้อ่านเข้าใจในภาวะของมนุษย์และของโลก ซึ่งเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ อันบางทีจะไม่เคยเกิดแก่ชีวิตของท่านมาก่อน”

นั่นคือ “ความสังเวช”ในความหมายของศรีบูรพา

หากพูดอย่างสั้นๆ ศรีบูรพา ต้องการเขียนเพื่อให้คนอ่านเข้าใจในสภาวะที่เป็นอยู่จริงแต่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในตัวมนุษย์เองและในโลกทางวัตถุทั้งหลาย

เจตนาดังกล่าวในระยะหลังผมก็ค้นพบระหว่างการศึกษาวิจัยทางประวัติศาสตร์ว่าในที่สุดงานเขียนประวัติศาสตร์ก็ไม่ใช่การเล่าเหตุการณ์ในอดีต

หากเหนือสิ่งอื่นใดการเขียนประวัติศาสตร์ต้องทำไปเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในบริบทของอดีตและต่อมาในปัจจุบันได้ด้วย

กล่าวได้ว่าพื้นฐานและแกนของความคิดทางการเมืองและสังคมของกุหลาบ สายประดิษฐ์ คือความเชื่อและปรารถนาที่จะเห็นมนุษย์ทั้งปวงเสมอภาคเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษยชน หรือคือเห็นคนเป็นคนนั่นเอง

การที่จะมีทัศนะดังกล่าวนี้ได้ ก่อนอื่นเราก็ต้องบูชานับถือ “พระเจ้า” หรือสิ่งสูงสุดที่ร่วมกันเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะพูดกันไม่เข้าใจได้

สิ่งสูงสุดที่กุหลาบเสนอนี้ได้แก่ “ความจริง” นี่คือสิ่งที่ใหญ่ยิ่งที่สุด ไม่ใช่กษัตริย์ ขุนนางผู้มีอำนาจหรือพ่อค้าคหบดีใดๆ นี่คือสิ่งที่ทุกคนในสังคมจักต้องก้มหัวให้ เมื่อทุกคนยอมรับความจริงแล้ว การมองเห็นคนและ “ความเป็นคน” ทั้งในตัวเราเองและในคนอื่นๆ ก็จะบังเกิดขึ้นมาได้

ทางออกของมนุษยชาติตามที่กุหลาบเสนอก็คือ ผู้มีอำนาจต้องหันมายอมรับความจริง การยอมรับความจริงเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสงบให้กับสังคม

เขาจึงกล่าวว่าความจริงกับความสงบนั้นเป็นของคู่กัน

กุหลาบจึงต้องต่อสู้และวิพากษ์วิจารณ์สิ่งปรุงแต่งของอำนาจในระบอบและสังคมมาโดยตลอด ต่อสู้เพื่อทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อให้สังคมบรรลุถึงซึ่งความสงบ

หากมองจากแง่มุมนี้ งานเขียนต่างๆ ไม่ว่านวนิยาย เรื่องสั้น และบทความ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2471 คือเรื่อง ลูกผู้ชาย มาถึง แลไปข้างหน้า ในปี พ.ศ.2498 ก็กล่าวได้ว่าดำเนินไปบนความคิดและโลกทรรศน์อันเดียวกันของมนุษยภาพทั้งสิ้น

กระนั้นก็ตามนวนิยายของ “ศรีบูรพา” มีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน ทั้งในเรื่องของท่วงทำนอง ภาษา กลวิธีในการเขียนจนถึงเนื้อหา แต่ทั้งหมดวางอยู่บนปรัชญามนุษยภาพดังกล่าว ความแตกต่างสำคัญก่อตัวขึ้นมาจากจุดหมายของสังคมในแต่ละช่วงที่เปลี่ยนแปลงไป และจากพัฒนาการในตัวของกุหลาบเองด้วย ซึ่งปัจจัยหลังนี้น่าจะมีน้ำหนักมาก

ดังจะสังเกตได้ไม่ยาก ว่ากุหลาบนั้นให้ความสำคัญกับการศึกษาในรูปแบบต่างๆ อย่างสูงยิ่ง

การเรียนรู้เพื่อเข้าถึงความจริงและทำความจริงให้ปรากฏ เป็นเสมือนคบเพลิงที่สุกสว่างและให้ความอบอุ่นแก่วิญญาณและให้ญาณทัสนะ (vision) ที่มองสังคมในเชิงบวกแก่กุหลาบอย่างไม่จืดจาง

พัฒนาการที่น่าสนใจในเนื้อหาของนวนิยายของ “ศรีบูรพา” ที่ผมอยากนำเสนอเป็นตัวอย่างเล็กน้อยในบทความนี้ คือทัศนะเรื่องความรัก

จากการวิเคราะห์อย่างสังเขป กล่าวได้ว่าทัศนะความรักในตัวละครมีสองชนิด คือความรักที่เป็นความทุกข์ เป็นความเห็นแก่ตัว เป็นการเอาชนะเหนือกายและใจของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างสิ้นเชิง

ความรักดังกล่าวผมเรียกว่าความรักเชิงลบ ปรากฏเป็นแกนหลักของเรื่องเช่นใน แสนรักแสนแค้น (2473) มารมนุษย์ (2473) สงครามชีวิต (2475) เป็นต้น ไม่ต้องสงสัยว่าจุดจบของนิยายเหล่านั้นคือความเศร้าและหายนะของคู่รักทั้งสอง

ในขณะที่ความรักในนวนิยายช่วงหลังคือจาก ป่าในชีวิต (พ.ศ.2480) ข้างหลังภาพ (พ.ศ.2480) มาถึง จนกว่าเราจะพบกันอีก (พ.ศ.2493) เป็นต้นมา จะมีพัฒนาการของความรักจากอารมณ์ที่หยาบไปสู่อารมณ์ที่ละเอียดมากขึ้น

จากความรักของปัจเจกชนไปสู่ความรักของคนส่วนใหญ่ จากอารมณ์ด้านลบไปสู่อารมณ์เชิงบวก คือเป็นความรักที่ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวเพียงถ่ายเดียว ไม่ใช่การเอาชนะและการทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อสนองความต้องการของตนเอง

หากความรักนำมาซึ่งการเสียสละและความไม่เห็นแก่ตัว

จนในที่สุดความรักอย่างใหม่นี้พัฒนาไปสู่การมีความรักในมนุษยชาติ เป็นความรักที่กว้างใหญ่ไพศาล

ควบคู่ไปกับนัยเชิงบวกของความรัก ก็คือบุคลิกและปัจเจกภาพของผู้หญิงโดดเด่นขึ้นมาอย่างมาก

ไม่ใช่ด้วยความสวยงามหรือมีเสน่ห์ยั่วยวนใจชายเท่านั้น หากที่สำคัญกว่าอยู่ที่การมีความคิดความอ่านและเหตุผลที่เป็นของตนเอง มีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าความจริง

ดังที่แนนซี่ เฮนเดอร์สัน (จนกว่าเราจะพบกันอีก) สตรีชาวออสเตรเลีย เพียงชั่วเวลา 3 เดือนที่ได้รู้จักกัน ก็ “ได้ให้คุณค่าล้ำลึก” แก่ชีวิตของโกเมศนักเรียนไทยในออสเตรเลีย ทำให้เขาตระหนักถึงคุณลักษณะอีกแบบของความรักระหว่างชายกับหญิงนั้นว่ามิใช่มีแต่ความรักในวงแคบๆ นิดเดียวของคนสองคนเท่านั้น หากยังมีด้านที่แผ่กว้างออกไปในชุมนุมมนุษย์ ความรักที่พึงให้แก่มนุษย์ผู้เกิดมาอาภัพ ยากจนข้นแค้น”

สิ่งที่แนนซี่มอบให้โกเมศนั้น ไม่ใช่อะไรอื่นหากได้แก่ “ความจริง” “ความเสมอภาค”และ “ความสงบ” อันเราได้เห็นมาแล้วแต่ต้นว่าเป็นแก่นแกนของความคิดแห่งมนุษยภาพที่กุหลาบได้เสนอมาแต่ปี พ.ศ.2474

และนี่เองที่ผมเสนอข้อคิดว่า ความคิดทางการเมืองและสังคมของกุหลาย สายประดิษฐ์ นั้น ไม่อาจตัดตอนออกเป็นท่อนๆ จากช่วง “ประโลมใจ” (romance) แล้วกระโดดยกระดับไปสู่ “สัจจะสังคมนิยม” (social realism) อย่างเป็นกลไก

หากควรพิจารณาจากกระบวนคิดอันเดียวกันที่พัฒนาไปท่ามกลาง “สิ่งปรุงแต่ง” ของอำนาจในแต่ละยุคสมัย

ข้างหลังภาพ (2480) มองผ่านแว่นของจิตวิทยาทางสังคมและการก่อรูปของชนชั้น ผมเสนอว่า ศรีบูรพาสร้างให้หม่อมราชวงศ์กีรติเป็นตัวแทนของความคิดและเหตุผลของปัจเจกชนสมัยใหม่อย่างเต็มที่ ในขณะที่ก็มีทั้งจินตนาการ อารมณ์รู้สึกที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างหนักแน่น หนักแน่นเสียจนกระทั่งนพพรและผู้อ่านต่อมาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเธอคิดอะไรและเธอคือใครกันแน่ (ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ 2548)

“ศรีบูรพา” ทำให้เราได้เห็นว่า ความรักนั้นเป็นกระบวนการที่มีทั้งกาลเทศะ ไม่มีใครรู้แน่นอนถึงปริมาณที่แน่นอนของการก่อรูปขึ้นของอารมณ์รู้สึกแห่งความรัก หากจะมีก็คือการรู้สึก การสังหรณ์และที่ชัดมากสุดก็เมื่อเกิดอารมณ์แห่งความเป็นสุข

แต่สิ่งที่แน่นอนที่เราหรือที่คนมีรักจักต้องประสบก็คือ “ความไม่จีรัง ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน” ของความรัก

ในข้อนี้ศรีบูรพาได้สเกตช์ภาพของความรักแบบนี้ไว้แต่เริ่มต้นจนจบ จนทำให้เหมือนว่า “ความไม่แน่นอน” แรกพบกลายเป็น “ความแน่นอน” ในวันสุดท้าย เช่น สีเสื้อผ้าของทั้งสองคนที่ตรงกันทั้งในวันแรกและวันสุดท้ายที่พบกัน โดยที่อารมณ์แห่งความรักได้เดินแยกจากกันไปแล้ว

เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนกันของแต่ละฝ่ายก็เติบใหญ่ นั่นคือกระบวนการวิภาษวิธีของความรู้สึกสู่ความรัก และจากความรักสู่ความรู้สึกใหม่ที่รุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ต้องสงสัยว่าแกนกลางของกระบวนการดังกล่าวนี้อยู่ที่การปฏิบัติความเป็นปัจเจกชนในสังคมนั้นว่าแต่ละคนจะดำเนินไปในลักษณาการใด

ศรีบูรพาจบกระบวนการทางอารมณ์ของความรักด้วยวรรคทองอันอมตะ ที่ซึมซับความรู้สึกขั้นสูงสุดไว้ในความจริงอันไม่อาจปฏิเสธได้

ในขณะที่นพพรหาทางก้าวผ่านประสบการณ์ความรักขณะนั้นด้วยการลืมประสบการณ์นั้น ที่เขารับรู้แต่เพียงว่ามันคือความทุกข์เสียสิ้น หม่อมราชวงศ์กีรติยังคงความแน่นอนในน้ำทิพย์แห่งหัวใจนั้นอยู่ไม่คลาย จึงได้แต่พูดว่า

“คนเรามีความคิดเห็นในเรื่องความรักแตกต่างกัน และฉันเห็นด้วยกับเธอ ในข้อที่ว่าความรักบีบคั้นทรมานใจเรามาก และในบางคราวก็เหลือที่จะทนทาน เธอทำถูกต้องอย่างคนทั้งหลายทั่วไปแล้ว ที่ปลีกตนออกมาพ้นจากความทรมานนั้นได้ แต่คนโง่ๆ บางคนอาจปฏิบัติไม่ได้เช่นเธอ…”

หม่อมราชวงศ์กีรติต้องตาย ไม่ใช่เพราะเธอได้กล่าวคำว่า “ฉันรักเธอ” ออกมา หากเธอตายเพราะเธอเป็นอิสระชนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงส่งเกินกว่าที่จะประคองความขัดแย้งอันหนักหน่วงที่เผาไหม้ภายในตัวเธอเอาไว้ได้อีกต่อไป

ดังคำพูดสุดท้ายต่อคนที่เธอรักว่า “ความรักของเธอเกิดที่นั่น และก็ตายที่นั่น แต่ของอีกคนหนึ่งยังรุ่งโรจน์อยู่ในร่างที่กำลังจะแตกดับ”

บรรณานุกรม

ธเนศอาภรณ์สุวรรณ, “ความรักของศรีบูรพา” ใน ตรีศิลป์ บุญขจร 2548. คืออิสสรชน คือคนดี คือศรีบูรพา กรุงเทพฯ โครงการ 100 ปีกุหลาบ สายประดิษฐ์ ศรีบูรพา, หน้า 374-392.

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘รางวัลศรีบูรพา’ ประจำปี 2568

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...