ORN กางแผนปี 68 ทุ่มงบ 2.14 พันลบ. เปิด 3 โครงการใหม่ ปั้นรายได้แตะ 2.21 พันลบ. โตแรง 60%
ORN เปิดปี 2568 ตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 2,218 ล้านบาท โต 60% จากปีก่อน ตุนแบ็กล็อกแน่น 1,763 ล้านบาท ทยอยรับรู้ต่อเนื่องถึงปี 2569 เล็งเปิด 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 2,145 ล้านบาท ฟากโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand เตรียมเปิดสอนเดือนก.ย. 68 เริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/67
นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ในปี 2568 ที่ 2,218 ล้านบาท เติบโตราว 60% จากปีก่อน จากมียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ต่อเนื่องและการเริ่มรับรู้รายได้จากโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand ซึ่งจะเปิดดำเนินการในเดือนก.ย. 68
ปัจจุบันบริษัทมีโครงการอยู่ระหว่างขายทั้งหมด 27 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 14 โครงการ แนวสูง 13 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,551 ล้านบาท และมียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 1,763 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในปี 2568 -2569
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทวางเป้าหมายยอดขาย (Presale) ที่ 2,414 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มที่ดี โดยช่วงไตรมาส 1/68 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 580 ล้านบาท แต่ในเดือนม.ค. 68 สามารถทำยอดขายได้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว
ด้านนายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดโครงการที่อยู่อาศัย จำนวน 2 โครงการ รวมมูลค่า 1,945 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการแนวราบ HABITAT บ้านหรูสไตล์ Neo Classic มูลค่าโครงการ 568 ล้านบาท เปิดตัวภายในไตรมาส 4/68 และ 2. โครงการคอนโดมิเนียม THE ASTRA ระดับลักชัวรี บนทำเลศักยภาพ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มูลค่าโครงการ 1,380 ล้านบาท เปิดตัวภายในไตรมาส 4/2568
อีกทั้งบริษัทยังมีแผนเปิดโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ THE BACKYARD ขนาด 4,000 ตร.ม. มูลค่าโครงการรวม 200 ล้านบาท ศูนย์กลางใหม่แห่งการช้อปปิ้งและการพักผ่อนครบวงจร ภายในโครงการประกอบด้วย ร้านค้า ร้านอาหาร ศูนย์สุขภาพ และ พื้นที่การศึกษา บนอาคาร 2 ชั้น พร้อมให้บริการภายใน ไตรมาส 4/68
ส่วนงบประมาณลงทุนปีนี้อยู่ที่ 2,595 ล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนซื้อที่ดินในจ.เชียงใหม่ และภูเก็ต จำนวน 500 ล้านบาท งบรองรับการพัฒนาโครงการใหม่จำนวน 1,469 ล้านบาท และงบปรับปรุงการดำเนินงาน การก่อสร้าง ให้สอดรับต่อการดำเนินการด้าน ESG จำนวน 626 ล้านบาท
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ยังสามารถขยายตัวต่อได้ ปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเมือง การเติบโตของภาคการท่องเที่ยว และนโยบายภาครัฐกระตุ้นภาคอสังหาฯ เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าอสังหาฯ ในประเทศไทยระยะยาว เป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนชาวไทยที่ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าและชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่มากขึ้น”
ขณะที่ความคืบหน้าของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand โรงเรียนสัญชาติอังกฤษแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันก่อสร้างเฟส 1 แล้วเสร็จ ประกอบด้วย อาคารอำนวยการ และอาคารเรียนชั้นปฐมวัย โดยอยู่ระหว่างก่อสร้างเฟส 2 อีก 4 อาคาร สามารถรองรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3 ถึง 10 ปี และมีกำหนดเปิดทำการในเดือนก.ย. 68 โดยเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล-Year 6 ซึ่งจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงไตรมาส 4/68 เป็นต้นไป
สำหรับการลงทุนในโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand เฟส 1 และ 2 ใช้งบลงทุนรวม 670 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน) โดยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีสัดส่วนรานได้ราว 1-2% ของรายได้รวม และคาดว่าสัดส่วนรายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในปี 2569 จากการตั้งเป้าหมายจะมีจำนวนนักเรียนเพิ่มเป็น 300 คน จากปัจจุบันที่มีนักเรียนแล้ว 77 คน ทั้งนี้ ค่าเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ 500,000 ล้านบาท ต่อคนต่อปี รวมถึงบริษัทมีแผนขยายการเรียนการสอนไปยังระดับYear 13 ในอนาคต ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ สร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม บริษัทปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความท้าทาย และสร้างโอกาสในตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเน้นพัฒนาบ้านและคอนโดฯ ให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ การให้ความสำคัญด้านการออกแบบพื้นที่สอดคล้องกับทุกไลฟ์สไตล์และความปลอดภัยด้านสุขภาพ พัฒนานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม
รวมถึงกลยุทธ์การตลาดส่งเสริมการขายอย่างเข้มข้นและการบริการหลังการขาย อีกทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยผสานแนวคิดด้าน ESG ในการกำหนดนโยบายแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาฯแนวราบ-แนวสูงทุกโครงการ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการขาย