โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Timeline : หลุมดำ (6)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ก.พ. 2568 เวลา 02.28 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2568 เวลา 02.28 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

www.facebook.com/buncha2509

Timeline : หลุมดำ (6)

ในบทความตอนที่แล้ว ผมได้ให้ข้อมูลพัฒนาการทางความรู้เกี่ยวกับหลุมดำจนถึงปี ค.ศ.1973 แล้ว คราวนี้มาดูกันต่อครับ

1974 : สตีเฟน ฮอว์กิ้ง ประยุกต์ทฤษฎีสนามควอนตัมเพื่อใช้กับกาลอวกาศใกล้หลุมดำ และแสดงให้เห็นว่าหลุมดำสามารถแผ่รังสีได้และระเหยไปจนหมดได้ รังสีนี้ต่อมาเรียกว่า รังสีฮอว์กิ้ง (Hawking radiation)

แง่มุมที่น่าทึ่งก็คือการแผ่รังสีนี้มีสเปกตรัมเหมือนกันการแผ่รังสีของวัตถุดำ (black-body radiation) ต่อมาเขาตีพิมพ์บทความ ‘Black hole explosion?’ ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Vol.248 หน้า 30-31 ฉบับวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1974

ทศวรรษ 1980 : นักฟิสิกส์ให้ความสำคัญกับการศึกษาทฤษฎีซูเปอร์กราวิตีและการประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้กับหลุมดำ

ซูเปอร์กราวิตี (supergravity) เป็นทฤษฎีที่รวมทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (general relativity) ซึ่งอธิบายแรงโน้มถ่วงเข้ากับซูเปอร์ซิมเมตรี (supersymmetry) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เชื่อมโยงอนุภาคมูลฐานประเภทต่างๆ ซูเปอร์กราวิตีมุ่งรวมแรงโน้มถ่วงเข้ากับแรงพื้นฐานอื่นๆ ของธรรมชาติให้อยู่ภายในกรอบทฤษฎีเดียวกัน

ซูเปอร์ซิมเมตรี เป็นกรอบทฤษฎีในวิชาฟิสิกส์อนุภาคที่เสนอความสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคมูลฐานสองคลาส ได้แก่ โบซอน (boson) ซึ่งเป็นอนุภาคส่งผ่านแรง และเฟอร์มิออน (fermion) ซึ่งเป็นอนุภาคที่ประกอบขึ้นเป็นสสาร ซูเปอร์ซิมเมตรีเสนอว่าอนุภาคทุกชนิดมี “คู่สมมาตรยิ่งยวด (superpartner)” ที่มีสปินต่างกัน (โบซอนสำหรับเฟอร์มิออน และเฟอร์มิออนสำหรับโบซอน) คู่สมมาตรยิ่งยวดเหล่านี้ยังไม่มีการค้นพบ แต่หากมีอยู่จริง แนวคิดซูเปอร์ซิมเมตรีอาจช่วยรวมแรงพื้นฐานและอธิบายปริศนาบางอย่างของเอกภพได้

1996 : แอนดรูว์ สตอร์มิงเกอร์ (Andrew Strominger) กับคัมรัน วาฟา (Cumrun Vafa) ได้ตีพิมพ์บทความซึ่งอธิบายสูตรคำนวนเอนโทรปีของเบเคนสไตน์-ฮอว์กิ้ง (Bekenstein-Hawking entropy formula) โดยเป็นคำอธิบายในเชิงจุลภาคและเชิงสถิติสำหรับหลุมดำบางประเภทภายในกรอบของทฤษฎีสตริง คำอธิบายนี้เป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญเพราะเชื่อมโยงสมบัติทางอุณหพลศาสตร์ของหลุมดำ (เช่น เอนโทรปี) กับดีกรีความอิสระระดับจุลภาคที่เป็นองค์ประกอบของหลุมดำ

งานของนักวิจัยทั้งสองได้รับการยกย่องว่าเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญในทฤษฎีสตริง และเป็นก้าวสำคัญในการทำความเข้าใจแรงโน้มถ่วงเชิงควอนตัมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีสตริงมีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นทฤษฎีแรงโน้มถ่วงเชิงควอนตัม ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในฟิสิกส์สมัยใหม่

2001 : ทีมวิจัยจาก University of California, Los Angeles (UCLA) นำโดย ดร.แอนเดรีย เอ็ม เกซ (Dr. Andrea M. Ghez) สามารถระบุตำแหน่งของแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุ Sagittarius A* โดยมีความแม่นยำสูงกว่าที่เคยมีมา ทั้งนี้ โดยการสังเกตเส้นทางของดาวฤกษ์สามดวงที่โคจรโดยรอบ Sagittarius A* ซึ่งตำแหน่งของดาวฤกษ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าดาวฤกษ์เหล่านี้โคจรรอบวัตถุขนาดเล็กแต่มีมวลมาก

2003 : ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติได้เสนอแนวคิดว่า กลไกสองอย่างที่แตกต่างกันในการก่อตัวของหลุมดำ สามารถนำไปสู่การระเบิดของพลังงานที่สามารถสังเกตได้ในระยะทางหลายพันล้านปีแสง

กลไกทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกับ (1) การรวมตัวของหลุมดำ : เมื่อหลุมดำสองหลุมโคจรรอบกันและกัน แรงโน้มถ่วงจะดึงดูดให้ทั้งสองเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็รวมตัวกัน การรวมตัวของหลุมดำจะปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในรูปของคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งสามารถตรวจจับได้บนโลก และ (2) การชนกันของหลุมดำกับดาวฤกษ์ : เมื่อหลุมดำชนกับดาวฤกษ์ ก็จะทำให้ดาวฤกษ์ถูกฉีกออกและสสารของดาวฤกษ์จะถูดดูดเข้าไปในหลุมดำ กระบวนการนี้จะทำให้เกิดการระเบิดของพลังงานที่สว่างจ้า ซึ่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปลดปล่อยออกมาสามารถสังเกตได้ในย่านความถี่ต่างๆ

นักดาราศาสตร์เชื่อว่าการระเบิดของพลังงานที่กล่าวมานี้สำคัญต่อการศึกษาหลุมดำและวิวัฒนาการของกาแล็กซี่ เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับมวล ขนาด และองค์ประกอบของหลุมดำ รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ หลุมดำได้

2004 (1) : ทีมวิจัยจาก UCLA นำโดย ดร.แอนเดรีย เอ็ม เกซ นำเสนอหลักฐานที่หนักแน่นยิ่งขึ้นที่สนับสนุนว่า Sagittarius A* ที่ใจกลางทางช้างเผือกเป็นหลุมดำมวลยวดยิ่ง

การที่รู้ว่า Sgr A* เป็นหลุมดำมวลยวดยิ่ง เนื่องจากเส้นทางการโคจรของดาวฤกษ์บางดวง (โดยเฉพาะ S0-2 ซึ่งมีคาบการโคจรรอบ Sgr A* เท่ากับ 15.8 ปี) ทำให้สามารถคำนวณมวลที่ดึงดูดดาวฤกษ์เหล่านี้ได้ พบว่ามวลดังกล่าวมีค่า 4.1 +/- 0.6 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ ยังพบว่ามวลดังกล่าวมีขนาดรัศมีไม่เกิน 6.75 พันล้านกิโลเมตร ทำให้คำนวณความหนาแน่นต่ำสุดได้ประมาณ 66.3 ล้านกิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ค่าความหนาแน่นมหาศาลระดับนี้ประกอบกับทั้งข้อเท็จจริงอื่นๆ เช่น Sgr A* แทบไม่เคลื่อนที่ รวมทั้งหลักฐานต่างๆ ที่ช่วยให้ตัดสมมติฐานอื่นๆ ออกไปได้ ทำให้สามารถสรุปได้ว่าจะต้องมีหลุมดำมวลยวดยิ่งอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุ Sgr A*

2004 (2) : มีการค้นพบว่าอาจมีหลุมดำมวลปานกลาง (intermediate-mass black hole) ซึ่งมีชื่อว่า GCIRS 13E โคจรอยู่รอบ Sgr A* ในระยะห่างออกไปราว 3 ปีแสง หลุมดำดังกล่าวนี้มีดาวฤกษ์โคจรอยู่รอบ 7 ดวง และมีมวลเพียง 1,300 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ (ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับมวลของหลุมดำใกล้ๆ Sgr A* ซึ่งมีค่าราว 4 ล้านเท่าของมวลของดวงอาทิตย์)

2005 : กลุ่มของกล้องโทรทรรศน์ Very Long Baseline Array (VLBA) ของ National Science Foundation พบว่าแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุที่ใจกลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีขนาดใหญ่ไม่เกินระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์

2006 : กล้องโทรทรรศน์เอ็กซเรย์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ศึกษา GRO J1655-40 ซึ่งเป็นหลุมดำที่อยู่ห่างออกไปราว 10,000 ปีแสง หลุมดำนี้เดิมทีเป็นดาวฤกษ์ในระบบดาวคู่ แต่เมื่อยุบตัวกลายเป็นหลุมดำก็ได้ดึงดูดเอาสสารจากดาวที่อยู่คู่กันเข้าหาเกิดเป็นจานพอกพูนมวล จากการศึกษาพบว่าหากแรงโน้มถ่วงเป็นเพียงแรงเดียวที่เกี่ยวข้อง สสารจะเพียงแค่โคจรรอบหลุมดำ แต่ในความเป็นจริงสสารเคลื่อนที่เป็นเกลียววนเข้าไปในหลุมดำ ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมีแรงอีกอย่างหนึ่งร่วมด้วย นั่นคือ แรงแม่เหล็ก

2007 : ทีมนักวิทยาศาสตร์สองทีมค้นพบว่าควอซาร์ 3 แห่งซึ่งเคลื่อนที่ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงซึ่งกันและกัน อาจทำให้เกิดการรวมกันของหลุมดำมวลยวดยิ่งสองหลุม และส่งผลให้หลุมดำมวลยวดยิ่งหลุมที่สามพุ่งออกไปสู่อวกาศด้วยความเร็วสูง

ควอซาร์ (quasar)เป็นวัตถุที่สว่างมากและอยู่ไกลมาก พบได้ที่ศูนย์กลางของกาแล็กซี่บางแห่ง ควอซาร์ถูกขับเคลื่อนโดยหลุมดำมวลยวดยิ่งที่กำลังดูดกินแก๊สและฝุ่น สสารที่ตกลงไปนี้ก่อตัวเป็นแผ่นจานร้อนที่เปล่งแสงสว่างจ้าครอบคลุมทุกช่วงความถี่ในสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า โดยมักจะสว่างกว่ากาแล็กซีทั้งกาแล็กซี่ที่ควอซาร์นั้นอยู่

2008 : มีการค้นพบหลุมดำที่มีมวลน้อยที่สุดในระบบ XTE J1650-500 หลุมดำนี้มีมวลน้อยกว่า 4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ค่ามวลเท่านี้ใกล้เคียงกับค่าขีดจำกัดต่ำสุดของมวลที่หลุมดำอาจมีได้

2009 : จากการศึกษามวลของสสารมืดในกาแล็กซี่ M87 พบว่าหลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซี่นี้มีค่ามากกว่าที่เคยคาดคิดเอาไว้ อาจถึงราว 7 พันล้านเท่าของมวลของดวงอาทิตย์

2010 : นักดาราศาสตร์ค้นพบหลุมดำที่อาจจะเพิ่งถือกำเนิดมาได้ไม่นานในกาแล็กซี่ M100 หลุมดำดังกล่าวถือกำเนิดขึ้นมาเพียง 31 ปีก่อน (เมื่อสังเกตจากโลก) ถือเป็นหลุมดำที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ

กาแล็กซี่ M100 เป็นกาแล็กซี่ชนิดกังหัน (spiral galaxy) ที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 56 ล้านปีแสง

2011 (1) : การสังเกตการณ์ล่าสุดพบว่าหลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซี่ M87 มีมวลราว 6.6 พันล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์

2011 (2) : ดาวเทียม Swift ของ NASA และ Chandra X-ray Observatory ค้นพบว่ากาแล็กซี่ NGC 3758 (ซึ่งเชื่อว่าก่อตัวขึ้นจากการรวมตัวของกาแล็กซี่ขนาดเล็กสองแห่ง) มีหลุมดำมวลยวดยิ่งสองหลุมที่ใจกลางของมัน การค้นพบนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าหลุมดำมวลยวดยิ่งอาจรวมตัวกันได้เมื่อกาแล็กซี่เจ้าบ้านชนกัน

หลุมดำสองหลุมใน NGC 3758 อยู่ห่างกันประมาณ 11,000 ปีแสง ซึ่งเป็นระยะทางที่ค่อนข้างใกล้ในทางดาราศาสตร์ การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าหลุมดำทั้งสองกำลังอยู่ในกระบวนการเคลื่อนวนเข้าหากันและจะรวมตัวกันในที่สุด”

2011 (3) : มีการค้นพบแหล่งน้ำปริมาณมหาศาลในรูปของไอน้ำรอบควอซาร์ APM 08279+5255 ซึ่งห่างจากโลกราว 1 หมื่น 2 พันล้านปีแสง แหล่งน้ำดังกล่าวมีปริมาณมากถึง 140 ล้านล้านเท่าของน้ำในมหาสมุทรบนโลก

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Timeline : หลุมดำ (6)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...