โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

IMF ชี้ “ไทย” ลดหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน หากบูรณาการ “ลดภาระหนี้เดิม-ป้องกันก่อหนี้ใหม่มากเกินไป”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 เม.ย. 2568 เวลา 11.42 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2568 เวลา 04.42 น.

IMF ชี้ "ไทย" ลดหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน หากบูรณาการ ลดภาระหนี้เดิม-ป้องกันก่อหนี้ใหม่มากเกินไป ย้ำหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 89% ของ GDP กำลังฉุดรั้งการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เผยแพร่รายงานเรื่อง “ประเทศไทยสามารถบรรเทาภาระหนี้ครัวเรือนได้ด้วยแนวทางแบบบูรณาการ” เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 โดยระบุว่า จากกรณีศึกษาหลายประเทศพบว่าประเทศที่สามารถลดหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน มักใช้แนวทางสองด้านควบคู่กัน ด้วยการลดภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม พร้อมกับป้องกันการก่อหนี้ใหม่ในระดับที่มากเกินไป

ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงของประเทศไทย เป็นปัจจัยที่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ล่าช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน
ในช่วงวิกฤตด้านสุขภาพ ประชาชนจำนวนมากต้องกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และภาระหนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังคงจำกัดการใช้จ่ายของผู้บริโภค

แม้ว่าหนี้ครัวเรือนจะลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงการระบาดใหญ่ แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง คิดเป็น 89% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นอกจากส่งผลต่อการบริโภค ยังส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเงิน หากประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อยยังคงเผชิญปัญหาในการชำระหนี้

ภาวะถ่วงทางเศรษฐกิจจากหนี้ครัวเรือน รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้แนวทางแก้ไขที่มีความสอดคล้องและครอบคลุม

ในรายงาน Article IV ฉบับล่าสุด ซึ่งเป็นการประเมินสุขภาพของเศรษฐกิจประจำปี ได้ศึกษามาตรการในการลดหนี้ครัวเรือน โดยอิงจากประสบการณ์ของประเทศอื่น ๆ พบว่าการลดหนี้อย่างยั่งยืนควรดำเนินควบคู่กันทั้งในด้านการลดภาระหนี้เดิม และการป้องกันไม่ให้เกิดการก่อหนี้ใหม่ในระดับที่เกินตัว

บทเรียนจากประเทศอื่น ๆ

บราซิล ช่วยเหลือผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ให้สามารถเจรจาลดหนี้และชำระหนี้ได้ พร้อมทั้งให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้อีกครั้ง โดยอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ให้กู้ภาคเอกชน และใช้งบประมาณของรัฐบาลในระดับต่ำ

โครงการนี้ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม 2566 ถึงพฤษภาคม 2567 ช่วยให้ประชาชนกว่า 15 ล้านคนสามารถเจรจาหนี้ได้ มูลค่ารวม 5.2 หมื่นล้านเรียล หรือประมาณ 0.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

หลังจากหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 มาเลเซีย ได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น ออกแนวทางการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ การปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของผู้กู้ และเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติบัตรเครดิต
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินนอกระบบธนาคาร

เกาหลีใต้ ให้ความสำคัญกับการปกป้องระบบการเงินในวงกว้างจากความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือน โดยการเข้าควบคุมกิจการของบริษัทบัตรเครดิตที่ล้มเหลว และจัดหาวิธีการหลายรูปแบบให้ผู้กู้สามารถจัดการกับหนี้ได้ มาตรการเหล่านี้ช่วยลดอัตราการผิดนัดชำระของบัตรเครดิตลงถึง 3 ใน 4 ภายในระยะเวลา 4 ปี จนถึงปี 2006

นอกจากนี้ประเทศอย่างไอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา ยังใช้กระบวนการชำระหนี้และล้มละลายที่ค่อนข้างเรียบง่ายและรวดเร็ว เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ที่มีปัญหา
การลดหรือยกหนี้ช่วยเหลือลูกหนี้ที่เปราะบางมากที่สุดในหลายประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงโครเอเชีย และสาธารณรัฐเช็ก

ความพยายามในการลดหนี้ของไทย

ในประเทศไทย ทางการได้ดำเนินการหลายมาตรการสำคัญเพื่อลดหนี้ครัวเรือน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในการชำระหนี้ การแนะนำโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ การปรับปรุงระเบียบข้อบังคับ และการให้ความรู้ทางการเงิน

หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง คือ"คุณสู้ เราช่วย" ซึ่งเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2567 โดยให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็ก ด้วยการลดค่างวดรายเดือน การพักชำระดอกเบี้ยและการยกหนี้บางส่วน รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังได้ออกแนวทางใหม่ในเดือนมกราคม 2567 เพื่อรับรองการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมสร้างการคุ้มครองผู้บริโภค และช่วยปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า 7 ล้านบัญชี มาตรการอื่น ๆ เช่น การจำกัดวงเงินกู้ตามสัดส่วนของสินทรัพย์ที่บุคคลถือครอง มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดหนี้ให้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้มากขึ้น

การให้ความรู้ทางการเงินเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันหนี้เกินตัว

รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการร่วมกับโรงเรียน เพื่อกำหนดให้มีการศึกษาทางการเงินเป็นวิชาในหลักสูตรการจำกัดการทำการตลาดบัตรเครดิตอย่างรุกหนักก็จะช่วยได้เช่นกัน สถาบันการเงินสามารถมีบทบาทในการให้ข้อมูลที่ดีขึ้นแก่ผู้กู้ และนำเสนอโครงการช่วยเหลือด้านหนี้

บทเรียนจากกรณีศึกษาชี้ควรจัดการกับหนี้ที่ค้างชำระและไม่สามารถชำระได้

โดยในประเทศไทย ลูกหนี้ที่เคยผิดนัดชำระหนี้จะเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารได้ยากมาก ดังนั้นจึงควรมีแนวทางที่ช่วยให้ประชาชนสามารถจัดการกับปัญหาหนี้ส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น พร้อมกับจัดทำระบบล้มละลายที่เป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่งควรมีลักษณะ เรียบง่าย มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับครัวเรือนที่เปราะบางมากที่สุด และร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อลดต้นทุนในการจัดการกับปัญหาหนี้เหล่านี้

ที่มาของหนี้

ทั้งนี้การจัดการกับหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องสำคัญ และควรดำเนินการในลักษณะที่ไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า หากดำเนินการเร็วเกินไป โดยไม่คำนึงถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจทั้งหมด อาจส่งผลกระทบต่อภาคธนาคาร ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อลดลง และกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจ

ในระดับที่ลึกกว่านั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดการกับหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้หนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง นั่นคือ แรงงานกว่าครึ่งไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้พวกเขาขาดความมั่นคงในการจ้างงานและความคุ้มครองทางสังคม แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเปราะบางต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรายได้ลดลง จนจำเป็นต้องกู้ยืมเพื่อยังชีพ การเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม จะไม่เพียงช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ยังช่วยควบคุมหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

อ้างอิง : imf.org

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...