สุดยอดยีนเทพเจ้า
นิยาย Dek-D
อัพเดต 13 ม.ค. เวลา 05.20 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2567 เวลา 13.42 น. • Dragonveil Project by NKข้อมูลเบื้องต้น
超级神基因
เขียน: Twelve-Winged Dark Seraphim
แปล&เรียบเรียง: ดอลล่าร์&Thursday
ลิขสิทธิ์ในไทย: Novel Kingdom
“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”
© 2024 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All Rights Reserved.
Thai publication rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd. in cooperation with TLL Literary Agency and Silkroad Publishers Agency Co., Ltd.
เรื่องย่อ
ในยุคสมัยแห่งการเดินทางระหว่างดวงดาว ในช่วงเวลาที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าถึงขีดสุด ‘เทคโนโลยีเทเลพอร์ต’ เป็นความหวังครั้งใหม่
แต่… แทนที่จะพาผู้คนไปสู่อนาคต อดีต หรือสถานที่ใดที่มนุษย์รู้จัก มันกลับนำพาพวกเขาเข้าสู่ดินแดนลึกลับที่ถูกเรียกว่า ‘ก็อดแซงก์ทัวรี’
สถานที่ที่ย่างก้าวสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รอคอยอยู่
&&&&&
‘ก็อดแซงก์ทัวรี’ ดินแดนที่ทุกกฎเกณฑ์ถูกลบทิ้ง สถานที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาดและความท้าทายเหนือจินตนาการ เพราะความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งทุกอย่าง มนุษย์ต้องล่า, สะสมพลังแห่ง ‘ยีน’ เพื่อวิวัฒนาการและ…ครองความเป็นใหญ่ในโลกใบใหม่
&&&&&
หานเซินเด็กหนุ่มชีวิตรันทด ครอบครัวล้มละลาย บ้านใกล้ถูกยึด เขาจึงมุ่งมั่นเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีเพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าให้กับชีวิต
ในขณะที่กำลังทดท้อกับการตีสัตว์อสูรระดับล่างสุดที่แทบไม่ได้อะไร ‘ด้วงสีทอง’ ก็ปรากฏ…
-- สังหารด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์, ได้รับวิญญาณอสูร: ด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ --
-- หากกินเนื้อด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยท์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
ใครจะรู้ว่า ‘ด้วงสีทอง’ กับคริสตัลสีดำปริศนาที่อยู่ในตัวมันกำลังจะพลิกชะตาชีวิตเขา…ไปตลอดกาล
หมายเหตุ: ฉบับถูกลิขสิทธิ์จะเป็นฉบับแปลใหม่ทั้งหมด ทีมงานขอรับประกันความถูกต้องและความสนุกเต็มพิกัด แฟน ๆ หานเซินไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
ตอนที่ 1 อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์
ข้างลำธารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใจกลางหุบเขา
ชายหนุ่มสวมชุดเกราะสีดำกำลังจับด้วงที่มีสีดำกว่าไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ด้วงตัวนี้มีปีกมันวาว รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายด้วงเฮอร์คิวลีสแต่กลับมีกระดองแข็ง ข้าง ๆ ส่วนหัวมีก้ามขนาดใหญ่และแข็งแรงคล้ายปูทะเล
มืออีกข้างของชายหนุ่มถือมีดพกเล่มเล็ก เขาเริ่มลงมือตัดขาที่กำลังดิ้นของด้วงโชคร้าย ตัดปีก ตัดก้าม ผ่าท้อง แงะกระดอง ก่อนจะแกะเปลือกแข็งที่หุ้มด้านนอกออกเผยให้เห็นเนื้อขาว ๆ ดูอ่อนนุ่มน่ากิน
ชายหนุ่มสวาปามเนื้อด้วงไม่ลังเล โดยเริ่มจากดูดเนื้อที่อยู่ในขาก่อนจะกัดกินเนื้อส่วนลำตัวและก้ามที่มีเยอะกว่า ท่าทางไม่ต่างจากการกินปูทั่ว ๆ ไป ไม่นานนักเนื้อขาว ๆ หวาน ๆ ของด้วงสีดำก็ถูกกินจนหมด
-- สังหารด้วงทมิฬระดับสามัญ, ไม่ได้รับวิญญาณอสูร, หากกินเนื้อด้วงทมิฬระดับสามัญ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
-- กินด้วงทมิฬระดับสามัญ คุณได้รับ 0 จีโนพอยต์ --
เสียงประหลาดดังขึ้นในหัวของ–หานเซิน พร้อมกันนั้นข้อมูลในรูปแบบอักษรก็ปรากฏขึ้นในใจ:
--------------------------------
หานเซิน: ยังไม่มีการวิวัฒนาการ
ระดับ: ไม่มี
อายุขัย: 200 ปี
จีโนพอยต์: 79 (ต้องการ 100 จีโนพอยต์เพื่อเกิดวิวัฒนาการ)
วิญญาณอสูร: ไม่มี
--------------------------------
“ขนาดกินด้วงรวดเดียวสามสิบตัวก็ยังไม่ได้สักจีโนพอยต์ แบบนี้ต้องกินอีกกี่ตัวถึงจะวิวัฒนาการกันเนี่ย”
เป็นเวลามากกว่าร้อยปีแล้วที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาจนถึงขีดสุด มนุษย์คิดค้นเทคโนโลยีที่สามารถเคลื่อนย้ายมวลสารหรือที่เรียกว่า ‘การเทเลพอร์ต’ ได้สำเร็จ
ด้วยการค้นพบวิทยาการอันก้าวล้ำนี้มนุษยชาติจึงสามารถพาตัวเองไปสู่โลกใหม่ ทว่าโลกที่พวกเขาไปเยือนกลับไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต หรือสถานที่อื่นใดที่มนุษยชาติเคยรู้จัก
…มันส่งพวกเขามายังดินแดนแห่งใหม่ที่ซึ่งแตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิงราวกับหลุดไปอยู่ในอีกมิติ
โลกใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบเป็นดินแดนเหนือจินตนาการ ในสถานที่นี้วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีไม่อาจใช้การได้ ปืนกล ระเบิด หรืออาวุธสงครามใด ๆ สำหรับที่นี่ไม่ต่างจากเศษเหล็กไร้ราคา แม้แต่เครื่องจักรกลรุ่นเก่าที่ไม่ต้องอาศัยไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ง่าย ๆ ก็ไม่สามารถใช้งานได้เลย
ที่สำคัญ ณ ดินแดนใหม่ มนุษย์ไม่ได้อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอีกต่อไป ดินแดนเหนือจินตนาการอันกว้างใหญ่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังหลากหลายชนิดอาศัยอยู่นับไม่ถ้วน
เดิมทีมนุษย์คิดจะละทิ้งโลกอันไม่น่าอภิรมย์นี้ ทว่าหลังจากคนกลุ่มแรกได้ลองกินสิ่งมีชีวิตในดินแดนประหลาด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับทำให้มนุษยชาติตกตะลึง
– นักวิจัยพบว่า พันธุกรรมของคนกลุ่มนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง –
ร่างกายของพวกเขามีวิวัฒนาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว… วิวัฒนาการชวนฉงนที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏนี้มีสิ่งที่โดดเด่นที่สุดนั่นก็คือ มนุษย์มีอายุขัยยืนยาวขึ้น!
แน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่กระจายไปทั่วโลกในไม่กี่นาที เป็นข่าวที่ช็อกวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกแขนง และโลกใหม่ก็กลายเป็นเป้าหมายในการย้ายถิ่นฐานของผู้คนมากมายในชั่วข้ามคืน
ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีผู้คนที่ตัดสินใจเดินทางไปอาศัยอยู่ในโลกใหม่แสนประหลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มนุษย์ขนานนามโลกแสนอัศจรรย์นั้นว่า ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพ’ หรือ ‘ก็อดแซงก์ทัวรี’ (God sanctuary)
แม้จะให้ความรู้สึกประหลาด แต่ก็อดแซงก์ทัวรีกลับเป็นโลกที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน การอาศัยอยู่ในโลกนี้สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ‘ล่าสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่าเพื่อกินเป็นอาหาร’ ความสัมพันธ์ของแทบทุกสิ่งมีชีวิตมีเพียง ‘ผู้ล่า’ กับ ‘ผู้ถูกล่า’ เท่านั้น
หลังจากนักล่ากินเหยื่อ ร่างกายจะพัฒนาอย่างรวดเร็วราวกับจีโนมถูกปรับปรุงในชั่วพริบตา ในทางทฤษฎี หากร่างกายยังคงเกิดการพัฒนาเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ อายุขัยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามไป จนในที่สุดสิ่งมีชีวิตตัวนั้น ๆ ก็จะมีโอกาสเข้าถึงซึ่งความเป็นอมตะ
ในก็อดแซงก์ทัวรีทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่มีความหมาย หรือพูดง่าย ๆ ว่าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพนี้อย่างเดียวที่ใช้การได้มีเพียงวิชาการต่อสู้
ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีรุดหน้าไปไกล การใช้กำลังเพื่อห้ำหั่นกันจึงไม่เป็นที่นิยมนัก หลายคนมองว่าเป็นเรื่องป่าเถื่อนโหดร้าย ในช่วงที่ยังไม่มีการค้นพบก็อดแซงก์ทัวรี ศาสตร์และศิลป์แห่งการต่อสู้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะแขนงใด รูปแบบใด หรือจากมุมใดของโลกจึงหลงเหลืออยู่แต่ในบันทึกเท่านั้น…ก็ในตอนนั้นมนุษย์คนใดจะคาดคิดว่า วิชาการต่อสู้ที่ผู้คนละเลยจนเกือบสูญหายไปในยุคปัจจุบันของโลกเก่าจะมีประโยชน์มหาศาลในโลกใหม่ที่ไม่ธรรมดาแห่งนี้
ตั้งแต่นั้นมามนุษย์จึงขุดเอาทั้งศาสตร์การต่อสู้และศิลปะการต่อสู้ที่มีแต่โบราณมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ให้เข้ากับวิวัฒนาการมนุษย์โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ หลังผ่านการศึกษาวิจัยมายาวนานร่วมร้อยปี วิชาการต่อสู้เหล่านั้นก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและเป็นที่นิยมอย่างมาก เห็นได้จากโรงเรียนหรือสถาบันสอนการต่อสู้ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดและเปิดให้บริการอยู่ทุกมุมตึกในทั่วทุกเมือง
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากวิชาการต่อสู้ที่มนุษย์ฝึกฝนกันเองแล้ว ในก็อดแซงก์ทัวรียังมีเครื่องมืออีกอย่างที่มนุษย์สามารถเก็บเกี่ยวไปใช้การได้นั่นก็คือ ‘วิญญาณอสูร’
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในก็อดแซงก์ทัวรีถูกมนุษย์เรียกขานว่า ‘มอนสเตอร์’ หรือ ‘สัตว์อสูร’ หากสามารถสังหารสัตว์อสูรในก็อดแซงก์ทัวรีได้ก็จะมีโอกาสได้รับสิ่งที่เรียกว่า ‘วิญญาณอสูร’
‘วิญญาณอสูร’ นี้ ถ้าจะให้นิยามก็คงหมายถึงเครื่องมือที่เป็นตัวช่วยเสริมสมรรถนะในการต่อสู้
วิญญาณอสูรมีหลากชนิดหลายรูปแบบ บางชนิดสามารถเรียกออกมาใช้เป็นอาวุธ บางชนิดสามารถเรียกออกมาใช้เป็นเกราะป้องกัน หรือหากเป็นชนิดที่มีระดับสูงก็อาจถึงกับทำให้มนุษย์ที่ครอบครองมันเปลี่ยนร่างได้ และที่สำคัญ มันสามารถแลกเปลี่ยนผ่านการซื้อขายได้หากคนซื้อมีทุนทรัพย์มากพอและคนขายพอใจในราคา
แต่ปัญหาก็คือ ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณอสูรสักตัวหรือวิชาการต่อสู้ดี ๆ ก็ไม่มีอย่างไหนเลยที่หานเซินมี…
ปัจจุบันหานเซินมีอายุสิบหกปี หลังจบการศึกษาภาคบังคับตามที่รัฐบาลกำหนด เขาก็พาตัวเองเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีทันทีโดยมีวัตถุประสงค์คือ…เพื่อแสวงหาโอกาสดี ๆ ในชีวิต ทว่าสิ่งที่เขาร่ำเรียนมาในโรงเรียนรัฐบาลภาคบังคับกลับไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าทักษะการต่อสู้ขั้นพื้นฐานที่เพียงพอแค่ใช้ป้องกันตัวจากคู่ต่อสู้ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญเท่านั้น
แน่นอนว่าสำหรับวิญญาณอสูรของล้ำค่าราคาแพงแสนแพงแล้ว คนมีงบประมาณจำกัดอย่างหานเซินไม่อาจหามาครอบครองได้เลย
เมื่อปัจจัยเป็นเช่นนั้น ทางเลือกในโลกใบใหม่ของเขาจึงน้อยแสนน้อย หานเซินทำได้เพียงมุ่งมั่นไล่ล่าสัตว์อสูรระดับต่ำเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกาย …และช่วงนี้ก็นับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของเขาตั้งแต่เข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรี
ในช่วงแรกที่เข้ามาอัตราการพัฒนาของร่างกายเขาแปรผันตรงกับจำนวนสัตว์อสูรที่เขากินเข้าไป นั่นคือยิ่งกินเท่าไหร่ร่างกายก็ยิ่งพัฒนาไปเท่านั้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งการกินแต่สัตว์อสูรระดับต่ำก็เริ่มไม่เกิดผลต่อร่างกายเขาอีกแล้ว แม้จะกินเนื้อสัตว์อสูรระดับต่ำเหล่านั้นมากจนแน่นท้อง แต่ระดับการพัฒนาที่เกิดขึ้นกลับน้อยนิดจนชวนให้เหนื่อยใจ
หลังจากผ่านไปกว่าสามเดือนในก็อดแซงก์ทัวรี หานเซินก็ยังไม่สามารถทำให้ตัวเองเกิดการวิวัฒนาการขึ้นสู่ระดับถัดไปเหมือนคนอื่น ๆ ได้
ครั้งหนึ่งหานเซินเคยลองเปลี่ยนไปล่าสัตว์อสูรที่มีระดับสูงขึ้น แต่ถึงแม้จะเป็นสัตว์อสูรที่มีระดับไม่สูงมากนักอย่าง ‘เขี้ยวทองแดง’ เขาก็ยังไม่สามารถเอาชนะมันได้ หนำซ้ำยังเกือบตายกลายเป็นฝ่ายถูกกินเสียเอง ในตอนนั้นเขาเจ็บหนักถึงกับต้องกลับไปพักฟื้นหนึ่งเดือนเต็มกว่าจะกลับเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีได้อีกครั้ง
พูดได้เต็มปากว่าเวลานี้หานเซินมาถึงจุดที่ยากลำบากที่สุดอย่างสมบูรณ์ เพราะเมื่อเขากินสัตว์อสูรระดับต่ำไม่ว่าจะชนิดใด มันก็ไม่ช่วยให้ร่างกายเขาพัฒนา และถ้าเขายังไม่ยอมเสี่ยงล่าสัตว์อสูรระดับสูงขึ้น เขาก็จะไม่มีวันพัฒนาต่อได้เลย
หานเซินถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ในตอนที่ตัดสินใจจะลองเสี่ยงตายไปล่าเขี้ยวทองแดงอีกครั้ง เขาก็เหลือบไปเห็นตัวอะไรบางอย่างกำลังไต่ขึ้นมาจากริมลำธาร
แวบแรกเขาคิดว่ามันคือด้วงทมิฬ แต่เมื่อมองดูดี ๆ มันกลับดูต่างออกไป ปกติแล้วส่วนเปลือกแข็งของด้วงทมิฬหรือจะเรียกว่ากระดองก็ไม่ผิดนักจะมีสีดำสนิทเป็นมันวาว แต่เจ้าตัวนี้กลับเป็นสีทองอร่ามวาววับแถมยังสะท้อนแสงจนแสบตา
หานเซินสังเกตดูสัตว์อสูรที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างละเอียดจนมั่นใจว่ามันคือด้วงทมิฬจริง ๆ ทั้งรูปร่าง กระดอง ขา ก้าม หรือข้อปล้องบนตัวเหมือนด้วงทมิฬที่เขาเพิ่งกินไปไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่เจ้าตัวที่เห็นอยู่นี้มีสีทอง มีขนาดใหญ่กว่า ดวงตาใสกว่าและกระจ่างจนเหมือนผลึกแก้ว ที่สำคัญความมันวาวของเปลือกหุ้มตัวมันให้ความรู้สึกเหมือนใครจงใจหลอมทองขึ้นมาเป็นรูปด้วง
“ด้วงทมิฬตัวนี้แปลกจังแฮะ” หานเซินยังคงจับจ้องด้วงสีทองไม่ละสายตา
หลายเดือนที่ผ่านมา เพราะล่าด้วงทมิฬไปนับไม่ถ้วน เขาจึงรู้จักพวกมันเป็นอย่างดี สัตว์อสูรชนิดนี้มีประสาทรับเสียงที่ยอดเยี่ยมแต่กลับมีสายตาระดับยอดแย่ ขอเพียงไม่ทำให้เกิดเสียงดังเวลาเคลื่อนไหว ถึงเข้าไปใกล้พวกมันก็จะไม่รู้ตัว
หานเซินค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้สัตว์อสูรสายตาไม่ดี แต่ทันใดนั้น จู่ ๆ เจ้าด้วงประหลาดก็ไต่ขึ้นมาบนตัวเขาโดยไม่คาดคิด
เด็กหนุ่มต้องลงมือทันที!
เขาตะปบส่วนกระดองบนหลังของมันด้วยมือข้างหนึ่งพร้อมกับใช้มีดในมืออีกข้างเสียบฉึกแล้วเลาะไปตามรอยต่อของข้อปล้องข้างลำตัวมัน จากนั้นก็ตัดก้ามกับขาออกอย่างชำนาญ
ด้วงทมิฬสีแปลกทำได้แค่ชักดิ้นชักงอสองสามครั้งก่อนพลิกหงายท้อง หานเซินใช้โอกาสนี้จ้วงมีดลงไปที่จุดสีขาวใต้ท้องของมัน
-- สังหารด้วงทมิฬระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์, ได้รับวิญญาณอสูร: ด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ --
-- หากกินเนื้อด้วงทมิฬ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
.
.
.
ตอนที่ 2 ไอ้คลั่งทะลวงก้น
เสียงที่ดังขึ้นในหัวทำให้หานเซินตกตะลึง เขาแทบไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง
‘สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์? ไม่อยากเชื่อเลย!’
ต้องรู้ก่อนว่าสัตว์อสูรในก็อดแซงก์ทัวรีจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับตามความแข็งแกร่ง นั่นคือ
ระดับ I. สามัญ
ระดับ II. โบราณ
ระดับ III. กลายพันธุ์ และ
ระดับ IV. เลือดศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งการกินเนื้อสัตว์อสูรแต่ละระดับจะทำให้ได้รับ ‘จีโนพอยต์’ ที่แตกต่างกัน
แน่นอนว่า ‘วิญญาณอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์’ คือวิญญาณอสูรที่ดีที่สุด วิญญาณอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ทุกดวงมีมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะได้มาจากอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์สายพันธุ์ใดก็ล้วนสามารถนำไปขายหรือประมูลได้ในราคาสูงลิ่ว …สูงชนิดที่เรียกได้ว่าคนขายกลายเป็นเศรษฐีได้ในชั่วพริบตาทีเดียว
ในที่สุดหานเซินก็ตั้งสติได้ เขาจับมีดด้วยมือสั่นเทางัดเปลือกของด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ออก ก่อนจะเฉือนเนื้อนุ่มหยุ่นเหมือนวุ้นของมันออกมาหนึ่งชิ้นแล้วส่งเข้าปาก
-- กินด้วงทมิฬระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --
เสียงในหัวทำให้หานเซินแทบน้ำตาไหล เขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายหลังกลืนเนื้อด้วงลงท้อง
เด็กหนุ่มตกยากไม่สนใจอะไรอีกแล้ว รีบหยิบขาด้วงทมิฬขึ้นมาแล้วดูดกินเนื้อข้างในทีละอัน ยิ่งกินก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลง คลื่นความร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าไหลเวียนไปทั่วร่าง และเมื่อถึงจุดหนึ่งหานเซินก็รู้สึกเหมือนเลือดทั้งตัวกำลังเดือดพล่าน
การกินอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ไม่ต่างจากการกินปูทั่ว ๆ ไปนัก หลังดูดเนื้อจากขาทั้งหกจนหมด เขาก็แกะเนื้อที่ก้ามออกมากินต่อ และเพราะความเสียดายจึงพยายามทั้งแคะทั้งดูดทั้งขูดส่วนที่คิดว่ากินได้ทุกข้อทุกปล้องให้หมดจดที่สุด
-- กินด้วงทมิฬระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --
-- กินด้วงทมิฬระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --
-- … --
เสียงปริศนาดังขึ้นในหัวหานเซินไม่หยุด แม้จะไม่รู้ที่มาของเสียงแต่ในวินาทีนี้เขาขอทึกทักเอาว่ามันเป็นเสียงจากสวรรค์ เพราะมันกำลังทำให้เขามีความสุขราวกับได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก
ในขณะที่หานเซินกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการชำแหละด้วงทมิฬล้ำค่า จู่ ๆ มีดในมือก็กระทบเข้ากับอะไรบางอย่างในซากด้วงจนเกิดเสียง *กิ๊ง* คล้ายโลหะกระทบกัน
เด็กหนุ่มหยุดชะงักไปทันที
ต้องรู้ก่อนว่าด้วงทมิฬก็ไม่ต่างอะไรจากครัสเตเชียน (หมายถึงสัตว์น้ำจำพวก ปู กุ้ง กั้ง) ทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีกระดูกเป็นแกนยึดกล้ามเนื้อ แต่จะมีเปลือกแข็งด้านนอกเป็นตัวห่อหุ้มเนื้ออ่อนนุ่มเอาไว้แทน ดังนั้นไม่ต้องพูดถึง ‘โลหะ’ แค่เจอก้อนหินข้างในตัวด้วงทมิฬก็นับว่าแปลกมากแล้ว
ที่สำคัญ หานเซินชำแหละด้วงทมิฬมามากจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ เขายังไม่เคยพบเจอของแข็งในตัวด้วงสักครั้ง
เด็กหนุ่มขยับมีดออกช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เลาะเนื้อตรงส่วนที่คิดว่ามีของแข็งปริศนาออก ในที่สุดเขาก็พบว่ามีก้อนวัตถุสีดำก้อนหนึ่งซ่อนอยู่ในเนื้อด้วง หานเซินขุดเอาก้อนวัตถุชิ้นนั้นออกมาอย่างระวัง
ในตอนแรกเขาคิดว่ามันคือโลหะ แต่เมื่อได้เห็นชัด ๆ มันกลับเป็นผลึกคริสตัลสีดำที่มีขนาดและรูปร่างเหมือนไข่นกพิราบ
‘คริสตัลที่มีเสียงเหมือนโลหะงั้นเหรอ?’
ตอนถือผลึกคริสตัลสีดำไว้ในมือ หานเซินไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ …ดู ๆ ไปมันก็เหมือนกับลูกแก้วสีดำธรรมดา ๆ เท่านั้น
แต่เมื่อได้ลองยกขึ้นมาส่องดูใกล้ ๆ เขากลับต้องประหลาดใจ เพราะภายในเนื้อคริสตัลมีจุดแสงเล็ก ๆ ระยิบระยับเหมือนดวงดาวนับล้านกำลังเคลื่อนไหว จุดแสงเหล่านี้สวยเกินบรรยาย
‘แถวนี้เป็นเขตที่ล่าง่ายที่สุดของก็อดแซงก์ทัวรี แค่จะหาอสูรโบราณสักตัวยังยาก …เรื่องเจออสูรกลายพันธุ์ลืมไปได้เลย …แล้วทำไมถึงมีอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นี่ได้? ตั้งแต่เข้ามายังไม่เคยได้ยินสักครั้งว่าด้วงทมิฬมีถึงระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ด้วย …อีกอย่าง เจ้าด้วงทองตัวนี้ก็อ่อนแอจนน่าอนาถ หรือว่า…จะมีอะไรเกี่ยวข้องกับผลึกสีดำนี่กันนะ?’
หานเซินคิดในใจ
ตอนนี้ในหัวเขามีข้อสงสัยอยู่เต็มไปหมด แต่ในเมื่อคิดไปก็คงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เด็กหนุ่มจึงหยุดคิดแล้วกลับไปแคะเนื้อด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือกินแทน
ภายในไม่กี่นาที หานเซินก็รับรู้ถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มันท่วมท้นและบ้าคลั่งราวกับจะระเบิดออกมาให้ได้ หลังจากกินเนื้อด้วงสีทองจนหมดเกลี้ยง เสียงในหัวก็ขานขึ้นว่า เขาได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเจ็ดพอยต์
‘7 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์’… สำหรับหานเซินแล้วนี่ยิ่งกว่าความฝัน ด้วยสภาพและฐานะของเขา แม้จะพยายามมากแค่ไหนก็คงไม่มีวันเอาชนะสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้ อย่าว่าแต่สัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์เลย แค่ก่อนหน้านี้ที่เขาลงทุนเสี่ยงชีวิตไปล่าสัตว์อสูรระดับโบราณอย่างเจ้าเขี้ยวทองแดงนั่นผลลัพธ์ก็เห็นชัดแล้ว ไม่ใช่แค่กลับบ้านมือเปล่า แต่เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งเลยด้วยซ้ำ
ทุกส่วนประกอบของอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ล้วนมีคุณค่ามากและมีมูลค่าสูง เปลือกของด้วงทมิฬตัวนี้ก็คงไม่ต่างกัน เด็กหนุ่มรวบรวมทุกส่วนของมันใส่ห่อผ้าแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างระมัดระวัง ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่าควรใช้ประโยชน์จากเปลือกด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์อย่างไร แต่เขาก็คิดไว้คร่าว ๆ ว่าจะเอาไปเคี่ยวทำซุปเพื่อให้ได้ลุ้นจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกสองถึงสามพอยต์
นี่เป็นครั้งแรกที่หานเซินกินสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ ตามทฤษฎีแล้วเขาควรได้รับจีโนพอยต์จำนวนสิบพอยต์ แต่หลังกินเนื้อด้วงทมิฬไปเมื่อครู่ เขาได้มาเพียงเจ็ดพอยต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นอีกสามพอยต์ที่เหลือก็น่าจะอยู่ในเปลือกพวกนี้
ต้องรู้ก่อนว่าการได้มาซึ่งจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์นั้น ถึงจะน้อยนิดแค่สองถึงสามพอยต์ก็นับว่ามีค่ามหาศาล หากหานเซินเอาเปลือกด้วงพวกนี้ไปขาย เงินที่จะได้ขั้นต่ำสุดก็ยังมากพอที่จะซื้อยานอวกาศส่วนตัวชั้นดีเพื่อท่องเที่ยวในสหพันธ์ดวงดาวได้
หานเซินเดินกลับฐานพักพิง* ‘เกราะเหล็ก’ ผ่านถนนสายหลัก ทุกคนที่สังเกตเห็นเขาก็จะมองด้วยสายตาแปลก ๆ พวกเขาชี้ชวนกันดูแล้วหันไปซุบซิบ หลายคนก็หัวเราะอย่างเหยียดหยาม และไม่มีใครเข้าใกล้เขาแม้แต่คนเดียว
(*ฐานพักพิง คือสถานที่พักอาศัยสำหรับผู้ที่เดินทางมายังก็อดแซงก์ทัวรีและเป็นจุดปรากฏตัวของคนที่เทเลพอร์ตจากโลกเดิมเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรี ฐานพักพิงมีมากมายตั้งกระจายตามเขตต่าง ๆ ภายในก็อดแซงก์ทัวรี ภายในฐานพักพิงประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ที่น่าแปลกคือมันมีอยู่ก่อนที่มนุษย์รุ่นบุกเบิกจะเข้ามาสำรวจโลกใหม่ ทว่าจนถึงปัจจุบันที่มาที่ไปหรือเหตุผลของการมีอยู่ที่แน่ชัดของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลับยังคงเป็นปริศนา)
ในสายตาของคนที่อาศัยอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็ก หานเซินไม่ต่างอะไรจากตัวประหลาด
โดยปกติ เมื่อคนทั่วไปเข้ามาในฐานพักพิงใหม่ ๆ ต่อให้ยากจนแค่ไหน ขอเพียงนิสัยไม่แย่จนไม่มีใครคบ ก็ย่อมหาเพื่อนใหม่หรือหาทีมเพื่อเข้าร่วมในการล่าสัตว์อสูรระดับโบราณได้ แน่นอนว่าการล่าเป็นทีมจะทำให้อัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้นมาก ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายร้ายแรงก็น้อยลง ขอแค่มีทีมทุกอย่างก็จะง่าย …แต่กับหานเซินนั้นไม่ใช่
พูดได้เต็มปากว่าในฐานพักพิงเกราะเหล็ก…ไม่มีใครมีชีวิตอนาถเท่าหานเซินอีกแล้ว
และเหตุผลของเรื่องเลวร้ายนี้…ต้องย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน…
ตอนนั้นเป็นเวลาที่หานเซินเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่เขาก้าวออกจากฐานพักพิงเพื่อสำรวจโลกใหม่ ในขณะเดินผ่านป้อมปราการหน้าฐานพักพิง จู่ ๆ เขาก็มองเห็นสัตว์อสูรรูปร่างเหมือนม้าตัวใหญ่สีขาวตัวหนึ่ง
ม้าตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าม้าทั่วไปเล็กน้อย ขนหางและแผงคอเงาวาวเรียงเส้นสวย บนหน้าผากของมันมีเขาเดี่ยวแหลมยาวโดดเด่น …หน้าตาของมันเหมือนยูนิคอร์นสัตว์ในเทพนิยายและตำนานโบราณหลายเรื่อง
เพราะความตื่นเต้นที่ได้มาเยือนดินแดนใหม่ กอปรกับอีกฝ่ายหันหลังให้เขาพอดี หานเซินจึงชักมีดออกมาและแทงเข้าไปที่ก้นยูนิคอร์นสีขาวอย่างแรง…ซึ่งการกระทำเพียงเสี้ยววินาทีนั้นกำหนดชะตากรรมของหานเซินในฐานพักพิงเกราะเหล็กทันที
สัตว์อสูรสีขาวที่หานเซินเห็น จริง ๆ แล้วไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เป็นมนุษย์ที่ใช้วิญญาณอสูรแปลงร่างมา และเธอคนนั้นมีชื่อว่า–ฉินเซวียน
โชคร้ายที่ฉินเซวียนคือหนึ่งในผู้มีอิทธิพลและเก่งกาจที่สุดของฐานพักพิงเกราะเหล็ก เธอเป็นทหารที่มีศักยภาพระดับหัวกะทิของกองทัพ เป็นหนึ่งในคนที่ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มวิวัฒนาการโดยใช้จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์… ที่สำคัญยังมีแนวโน้มสูงว่าจะทำตามเป้าได้สำเร็จอีกด้วย
การที่คนระดับฉินเซวียนถูกเด็กหนุ่มหน้าใหม่เอามีดจิ้มก้นจึงเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ (Talk of the town) ครั้งใหญ่ของฐานพักพิงเกราะเหล็ก ถึงแม้ตอนอยู่ต่อหน้าฉินเซวียนจะไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้ แต่พออยู่ลับหลังไม่ว่าใครก็อดขำไม่ได้ถ้ามีคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาในวงสนทนา
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หานเซินดังไปทั่วฐานพักพิง และถูกจดจำในฐานะตัวตลกแห่งฐานพักพิงเกราะเหล็ก ทุกคนรู้จักเขาดีในชื่อที่ถูกตั้งให้ใหม่… ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’
ฉินเซวียนเคยประกาศเอาไว้ว่า ใครก็ตามที่อยู่กับหานเซินหรือให้ความช่วยเหลือเขาจะถือเป็นศัตรูกับเธอทันที แน่นอนว่าในฐานพักพิงเกราะเหล็ก คนที่กล้าเป็นศัตรูกับหญิงแกร่งคนนี้มีน้อยจนนับนิ้วได้
ด้วยเหตุนี้ หานเซินคนจนจึงมีชีวิตที่ยากลำบากกว่าคนจนคนไหนในก็อดแซงก์ทัวรี
ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยคิดโทษฉินเซวียนเลย เพราะมองอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นความผิดของเขาทั้งหมด เด็กหนุ่มรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายด้วยซ้ำที่ไม่โกรธจนฆ่าเขาตายตั้งแต่ตอนนั้น
แต่ในความโชคร้ายที่เกิดขึ้น หานเซินคิดว่าตัวเองยังโชคดีอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือในบรรดากลุ่มคนที่ถูกสุ่มให้มาอาศัยอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กไม่มีใครที่เขารู้จักหรือรู้จักเขาเลย
ดังนั้นอย่างน้อย ๆ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในดินแดนใหม่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเขา
.
.
.
ตอนที่ 3 เกราะเลือดศักดิ์สิทธิ์
หลังกลับถึงห้องพักหานเซินก็จุดเตาต้มน้ำ จากนั้นก็โยนทุกส่วนของด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บกลับมาลงไปในหม้อ
เพราะไม่รู้วิธีทำอาหารมากนัก อีกอย่างในห้องพักของเขาก็ไม่มีเครื่องปรุงหรืออุปกรณ์ทำอาหารดี ๆ เขาจึงเลือกใช้วิธีที่คิดว่าง่ายที่สุดในการสกัดเอาจีโนพอยต์ออกมากิน…นั่นคือการต้ม
ปกติแล้วการจะต้มจนจีโนพอยต์ถูกสกัดออกมาต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วโมง ดังนั้นหลังจากปิดฝาหม้อ ในระหว่างรอ หานเซินจึงหยิบคริสตัลสีดำขึ้นมาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าจะจ้องหรือส่องอย่างไร เขาก็ไม่ได้รู้อะไรมากขึ้นเลย
ขณะกำลังถอนหายใจอย่างปลงตก จู่ ๆ หางตาของเด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็นสัตว์อสูรหน้าตาเหมือนสัตว์เลื้อยคลานขนาดเท่าแมวป่าที่ถูกเรียกว่า ‘เกล็ดมรกต’ อยู่ในกรงตรงมุมห้อง
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว…
เกล็ดมรกตก็คล้ายกับด้วงทมิฬ มันคือสัตว์อสูรระดับสามัญที่หานเซินมักจะล่ามากินเพื่อเพิ่มจีโนพอยต์ แต่หลังจากล่าและกินอสูรสามัญชนิดนี้ไประยะหนึ่งมันก็ไม่ช่วยเพิ่มจีโนพอยต์ให้เขาอีก
เกล็ดมรกตตัวนี้เขาล่ามาเก็บไว้นานแล้ว เมื่อรู้ว่ากินมันเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ หานเซินจึงเลิกสนใจและลืมไว้ในกรงจนถึงตอนนี้… ต้องนับว่าโชคยังดีที่มันยังมีชีวิตอยู่
เด็กหนุ่มจับเกล็ดมรกตที่อ่อนแอใกล้ตายออกจากกรง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอาคริสตัลสีดำจ่อไปใกล้ปากของมันเตรียมยัดเข้าไป
ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ทันทีที่เห็นลูกแก้วประหลาด เจ้าอสูรสามัญที่นอนไร้เรี่ยวแรงหมดอาลัยตายอยากก็แลบลิ้นออกมาตวัดเอาผลึกสีดำเข้าปากอย่างรวดเร็วแล้วกลืนลงท้อง ไม่ต้องรอให้ใครยัดเยียดให้ทั้งนั้น
ครากกก~
ไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียงโครกครากดังมาจากท้องของเจ้าสัตว์ตัวเขียว
“คริสตัลสีดำนี่ ไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วย!” หานเซินอุทานตาเบิกกว้าง
แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจมากกว่าเดิม เมื่อเห็นว่าเกล็ดมรกตดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันตา แตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ สัตว์เลื้อยคลานตัวเขียวเริ่มดิ้นรนและพยายามหันมากัดมือของหานเซินที่ยึดคอของมันอยู่
เมื่อเห็นพฤติกรรมดุร้ายบวกกับแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของกิ้งก่าทดลอง หานเซินจึงรีบโยนมันกลับเข้าไปในกรงตามเดิม แล้วนั่งสังเกตมันอย่างละเอียด เขาพบว่าเกล็ดมรกตที่ขาดอาหารมาหลายวันจนใกล้ตายดูเหมือนจะฟื้นคืนชีพโดยสมบูรณ์
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง แรงของเจ้ากิ้งก่ายักษ์ก็เพิ่มขึ้นมหาศาล มันเริ่มอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง
หานเซินนั่งจ้องกรงตรงหน้าตาไม่กะพริบ เขาสังเกตทุกความเคลื่อนไหวในกรง การเปลี่ยนแปลงของเกล็ดมรกตทำให้เขาได้สมมติฐานข้อหนึ่ง…ถ้าหากสมมติฐานข้อนี้ถูกต้องก็หมายความว่าเขาได้สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์มาครอบครอง!
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แน่ใจในสิ่งที่คิด หานเซินจึงยังคงนั่งเฝ้าเกล็ดมรกตเพื่อจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของมันต่อ
เด็กหนุ่มเพ่งความสนใจไปที่สัตว์อสูรตัวสีเขียวมาก…มากเสียจนลืมไปว่าตัวเองต้มซุปด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ เขารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กลิ่นหอมของน้ำซุปลอยมาเตะจมูกแล้ว
โครกกก~~~~~~~~~~~
กลิ่นหอมน่ากินทำให้กระเพาะของหานเซินส่งเสียงประท้วง เด็กหนุ่มเพิ่งรู้ตัวตอนนี้ว่าท้องของตัวเองว่างเปล่า ที่สำคัญในนาทีนี้เขากำลังหิวมากกกกกกก
หานเซินกลับมาดูเปลือกด้วงทมิฬสีทองที่ต้มอยู่ในหม้ออีกครั้งหลังจากปล่อยให้เวลาผ่านไปนานหลายชั่วโมง ในตอนนี้น้ำซุปสีเหลืองทองกำลังเดือดปุด ๆ พร้อมส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ
‘โอ้โฮ…สมกับเป็นอสูรระดับสูงของแทร่~’
ต้องยอมรับเลยว่าสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์เป็นวัตถุดิบชั้นยอดจริง ๆ… เพราะถึงหานเซินจะใช้วิธีต้มลวก ๆ โดยไม่ใส่เครื่องปรุงอะไร ก็ยังออกมาดูน่ากินได้ขนาดนี้
ในขณะที่เขาตักน้ำซุปใส่ถ้วยเตรียมจะซดนั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงแสบแก้วหูดังมาจากกรงของเกล็ดมรกต หานเซินรีบหันไปมอง… ภาพที่เห็นทำให้เขาแทบสะดุ้ง
รูปลักษณ์ของสัตว์อสูรในกรงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เกล็ดที่เคยมีสีเขียวสดใสเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ฟันและกรงเล็บดูใหญ่และคมขึ้นมาก และขณะนี้มันกำลังใช้ฟันแทะซี่ลูกกรงเหล็กอยู่!
แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือ…มันกัดเข้า! กรงเหล็กกล้าเส้นหนามีรอยแหว่งเป็นจุด ๆ อยู่เต็มไปหมดและดูเหมือนพร้อมจะพังได้ทุกเวลา ถ้าหากไม่ทำอะไรสักอย่าง เจ้ากิ้งก่าคลั่งคงจะหลุดออกมาในไม่กี่อึดใจแน่ ๆ! หานเซินเห็นท่าไม่ดีจึงชักมีดที่เอวแล้วพุ่งไปที่กรงมุมห้อง
*ฉึก!*
มีดเสียบเข้าใต้ท้องเกล็ดมรกต สัตว์อสูรเกล็ดสีเขียวนอนแน่นิ่งขาดใจ
-- สังหารเกล็ดมรกตระดับโบราณ, ไม่ได้รับวิญญาณอสูร, หากกินเนื้อเกล็ดมรกตระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
“เกล็ดมรกตโบราณ สัตว์อสูรระดับโบราณ?… คริสตัลนั่นทำให้อสูรวิวัฒนาการจริง ๆ ด้วย?”
หานเซินรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องที่ค้นพบ เขารีบชำแหละเนื้อเกล็ดมรกตเพื่อเอาคริสตัลออกทันที
‘สมมติฐานได้รับการพิสูจน์และยืนยันแล้ว!’
เด็กหนุ่มหัวใจพองโต มองคริสตัลสีดำตาเป็นประกาย เขาตื่นเต้นดีใจถึงกับพรมจูบลูกแก้วเหม็นคาวไปหลายทีโดยไม่สนเลือดที่เปื้อนอยู่เลยด้วยซ้ำ
‘ครัสตัลเม็ดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ด้วงทมิฬธรรมดากลายเป็นด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์… ถ้าปล่อยให้เกล็ดมรกตพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ มันก็อาจจะวิวัฒนาการกลายเป็นเกล็ดมรกตเลือดศักดิ์สิทธิ์ก็ได้’
หานเซินใจเต้นรัว มือที่ถือคริสตัลอยู่สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาลองกัดลิ้นตัวเองเบา ๆ เพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
หลังจากนั่งชื่นชมคริสตัลวิเศษอยู่นาน เขาก็เช็ดและเก็บมันอย่างระมัดระวังก่อนจะเริ่มสวาปามซุปที่ต้มไว้เพื่อรับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เพิ่ม
เมื่อซดซุปจนหมด เสียงปริศนาก็แจ้งเตือนว่าเขาได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกหนึ่งพอยต์ แม้จะน้อยกว่าที่คาดไว้ แต่วันนี้ก็นับว่าโชคดีมากพอแล้ว
หานเซินเช็กสถานะของตัวเอง
--------------------------------
หานเซิน: ยังไม่มีการวิวัฒนาการ
ระดับ: ไม่มี
อายุขัย: 200 ปี
จีโนพอยต์: สามัญ = 79, เลือดศักดิ์สิทธิ์ = 8
(ต้องการ 100 จีโนพอยต์เพื่อเกิดวิวัฒนาการ)
วิญญาณอสูร: ด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์
ประเภทของวิญญาณอสูร ‘ด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์’: ชุดเกราะ
--------------------------------
‘วิญญาณอสูรด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์เหรอ?…จะเป็นชุดเกราะแบบไหนนะ’
หานเซินเริ่มจินตนาการ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้วาดภาพชุดเกราะจากด้วงทมิฬสุดเท่ขึ้นในหัว จู่ ๆ ก็มีก้อนแสงสีทองที่มีรูปทรงเหมือนด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ไม่ผิดเพี้ยนลอยออกจากกลางหน้าอกเขา
ก้อนแสงประหลาดหยุดนิ่งตรงหน้าเด็กหนุ่มชั่วขณะ พริบตาต่อมาก็กระจายออกกลายเป็นลำแสงเจิดจ้า ลำแสงแสบตาพุ่งเข้ามาห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ทั้งตัวไม่เว้นแม้แต่เส้นผม! เพียงเสี้ยววินาทีชุดเกราะสีทองอร่ามก็ปรากฏบนร่างกายเขา!
รูปลักษณ์มันเหมือนกับชุดเกราะสมัยโบราณ ดูแข็งแกร่งทนทานแต่กลับมีน้ำหนักเบา ผิวเกราะสีทองเปล่งประกายกับรูปทรงที่เน้นให้เห็นกล้ามหน้าอกและกล้ามท้องอย่างชัดเจนทำให้มันดูคล้ายชุดเกราะของโกลด์เซนต์ในอานิเมะเก่าแก่แสนคลาสสิกเรื่องเซนต์เซย่า
ชุดเกราะสีทองนี้ แม้จะคลุมทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ถ้ามองดูดี ๆ จะเห็นว่ามันมีจุดอ่อนสำคัญคือช่องว่างที่อยู่ตามข้อต่อต่าง ๆ ลักษณะแบบนี้เหมือนเปลือกแข็งที่ช่วยปกป้องร่างกายของด้วงไม่มีผิด
อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้หานเซินรู้สึกว่าตัวเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
‘นี่น่ะเหรอชุดเกราะวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ เทียบกับชุดเกราะวิญญาณอสูรโบราณที่เคยเห็นแล้ว…ต่างกับลิบลับ เจ้านี่เท่กว่าเป็นพันเท่าเลย!’
หานเซินตื่นเต้นมากกว่าเดิม เขาอิจฉาคนในเมืองที่มีชุดเกราะวิญญาณอสูรมานานแล้ว เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะมีโอกาสได้ใส่ชุดเกราะวิญญาณอสูรเหมือนคนอื่น
และวันนี้ไม่ใช่แค่ได้ใส่ แต่ยังได้ชุดเกราะวิญญาณอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของตัวเองเลยด้วย
.
.
.