เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะเริ่มชะลอความร้อนแรงหลังจากปรับตัวขึ้น 3 วันก่อนหน้าราว 50 จุด โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,150-1,170 จุด ขณะที่ตลาดตอบรับเป็นลบอ่อนๆกับตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือน มิ.ย. สหรัฐฯ แม้ภาพรวมจะไม่ได้สูงกว่าที่ตลาดคาด แต่เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น 0.2-0.3% m-m สูงกว่าเดือนก่อนหน้า ทำให้ตลาดยังมองว่า FED จะยังรอดูผลกระทบของภาษีทรัมป์ในช่วง 3Q25
โดยมองโอกาสที่ FED จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ลดลงเหลือ 55% จากช่วงก่อนหน้าที่ราว 60% ส่งผลให้ Bond Yield และ Dollar Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น และกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอ่อนๆ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้า ส่วนพัฒนาการเจรจาการค้าล่าสุดทรัมป์ระบุบรรลุข้อตกลงกับอินโดนีเซียแล้ว โดยจะเก็บภาษีสินค้าอินโดนีเซีย 19% แลกกับสหรัฐฯส่งออกไปอินโดนีเซีย 0% ซึ่งต้องติดตามการเจรจาของไทยว่าจะสามารถกดอัตราภาษีลงมาใกล้เคียงคู่แข่งได้หรือไม่ และต้องยอมแลกกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯอย่างไรบ้าง
ส่วนปัจจัยในประเทศวานนี้ครม.ยังไม่เคาะชื่อผู้ว่าธปท.คนใหม่ ขณะที่การประชุมสภาฯวันนี้จะพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมต่อจากสัปดาห์ก่อน เรามองสถานะของต่างชาติที่ยังเป็นบวกใน Futures ต่อเนื่อง ยังมีแนวโน้มที่ SET Index จะทยอยไต่ระดับขึ้นสู่เป้าดัชนีที่ 1,180 จุด หรือแนวจิตวิทยาที่ 1,200+- จุดได้ ก่อนกลับมาโฟกัสผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้งในเดือน ส.ค. ซึ่งหากไทยไม่สามารถปรับลดอัตราภาษีลงได้จาก 36% มีโอกาสที่จะเป็นแรงขายกลับมากดดันอีกครั้ง
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 2Q25 แข็งแกร่งและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : NSL
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 45 บาท
• เบื้องต้นเราประเมินว่ากำไร 2Q25 จะยังเติบโตได้แข็งแกร่งต่อเนื่อง y-y หนุนจากการออกสินค้าใหม่ที่ได้รับผลตอบรับดี ขณะที่การเติบโตระยะยาวถูกรองรับด้วยการขยายกำลังการผลิต
• เรายังคงประมาณการกำไรปี 2025-26 ที่ 663 ลบ. +22% y-y และ 732 ลบ. +10% y-y ตามลำดับ ราคาหุ้นปัจจุบันเทรด PER เพียง 14 เท่า และให้ Dividend Yield 4%
• แนวรับ 31-30.50//29 บาท แนวต้าน 32//33.50-34 บาท
บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ผันผวน ดัชนีฯ ขึ้นมามาก แรงขายทำกำไรช่วงสั้นอาจมีให้เห็น และจับตาผลเจรจาการค้า โดยตลาดหุ้นไทย แรงซื้อจากความคาดหวังในเรื่องต่างๆ รวมทั้งการลดดอกเบี้ยของไทย Flow ไหลเข้าตลาดเอเซีย รวมทั้งการเข้ามาเก็งงบ 2Q ที่จะเริ่มในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญของตลาด ยังอยู่ที่เริ่มการเจรจาการค้า ซึ่งทางรัฐบาลได้เผยเงื่อนไขล่าสุดที่จะนำเสนอสหรัฐฯแล้ว และอาจต้องมีเงื่อนไขคล้ายๆ กับอินโดนีเซียที่จบดีลไปได้ก่อนไทย
• ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับอินโดนีเซียแล้ว อินโดนีเซียในอัตรา 19% ขณะที่อินโดนีเซีย จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ 0%
• การเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เป็นประเด็นหลักที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการเจรจาข้อมูลระหว่างจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม(ที่มีการเจรจาอีกครั้งหลังผลออกมาไม่เป็นไปตามที่ตกกันไว้) รวมถึงไทยที่ได้ส่งข้อเสนอเพิ่มเติมไปแล้ว คาดอาจทราบผลเร็วสุดภายในสัปดาห์หน้า (ช้ากว่าที่เราเคยคาดไปก่อนหน้านี้)
• CPI สหรัฐฯ ออกมาที่ 2.7% (คาดการณ์ 2.6%; ครั้งก่อน 2.4%) สูงกว่าคาดเล็กน้อย แต่ Core CPI 2.9% ชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ……… นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชี้ว่าข้อมูล CPI สอดคล้องกับที่คาดการณ์ และลดความกังวลเรื่องผลกระทบจากภาษีในระยะสั้น แต่หลายคนยังคงมองว่าผลกระทบจากภาษีกำลังจะเกิดขึ้นและจะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
• ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เรียกร้องให้เร่งสร้าง "โมเดลใหม่" สำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเน้นแนวทางที่รอบคอบมากขึ้นในการวางผังเมืองและการปรับปรุงเมือง แต่ยังไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้น
• การแต่งตั้งผู้ว่าแบงก์ชาติถูกเลื่อน พิชัย เซ็นแต่งตั้งแล้ว แต่เข้าครม.ไม่ทัน…. ตลาดหุ้นไทยตอบรับเชิงบวกหลังมีข่าวลือแต่งตั้งผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่คือ นายวิทัย รัตนากร ลุ้นการประชุมกนง. 2 ครั้งหลังรับตำแหน่ง(8 ต.ค., 17 ธ.ค.) เก็งลดดอกเบี้ยนโยบาย หุ้นกลุ่มธนาคารตอบรับในทางลบ
• GDP Q2/68 ของจีนโต 5.2% สูงกว่าคาดการณ์(5.1%) แต่ลดลงเล็กน้อยจาก 5.4% ใน Q1/68 รับอานิสงส์การเร่งส่งออก ก่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้จีนยังไม่บรรลุข้อตกลง
• เข้าสู่ช่วงของการเก็งงบฯ 2Q/25 อย่างเป็นทางการ เราประเมินกำไรตลาด จะอยู่ในช่วง 2.1-2.3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 1Q/25 ที่ 2.82 แสนล้านบาท …. DAOL ประเมินกำไรกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งรายงานเป็นอันดับแรก ไว้ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท -2% yoy ; -10 qoq ใกล้เคียงกับ Bloomberg Survey ที่คาดว่าจะกำไรหุ้นทั้งกลุ่มจะ -4% YoY และ -10% qoq ….. หุ้นธนาคาร จะมีการประกาศจ่ายเงินปันผลงวดแรก หลังส่งงบ จะหนุนให้ราคาหุ้นช่วงนี้ยังแข็งแรงอยู่
• Event วันนี้ : PPI สหรัฐฯ (คาดการณ์ 2.5%; ครั้งก่อน 2.6%)
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินดัชนี SET ยังสามารถฟื้นตัวต่อได้จากความคาดหวังผลการเจรจาการค้าระหว่างกับสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดอินโดฯเป็นอีกหนึ่งประเทศที่บรรลุข้อตกลงทางด้านภาษี ได้อัตรา 19% (ลดลงจาก 32%) แลกกับภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ 0% รวมถึงการซื้อพลังงาน เครื่องบินและเปิดตลาดสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม อาจเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นหลัง SET ปรับตัวขึ้น 3 วันทำการ +4.56% แนะนำทะยอยซื้อ หุ้นกลุ่ม China Play/ Earning Play 2Q68 / High Season 3Q68/นโยบายกระตุ้นจากภาครัฐฯ เช่น SCC, PTTGC, IVL, ADVANC, BDMS, CPALL, GULF, BCPG, ERW.
GULF แนะนำซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 61.00 บาท) รายงานกำไรสุทธิ 1Q68 (งบก่อนควบรวม) 5.4 พันล้านบาท +YoY จากการเติบโตของโรงไฟฟ้า IPP ปลวกแดง และหินกอง COD ครบทุก unit เต็มไตรมาส ส่วนโรงไฟฟ้า Renew มี COD ใหม่ในโครงการ Solar+BESS เข้ามาเป็นไตรมาสแรก นอกจากนี้ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Wind GULF GUNKUL เพิ่มขึ้นตามกำลังลมที่แรง รับรู้กำไรจาก INTUCH เพิ่มขึ้นโดยหลักจากผลประกอบการของ ADVANC ที่ดี / สำหรับกำไร +QoQ ตามปัจจัยฤดูกาลที่ IPP ผ่าน low season รวมถึงส่วนแบ่งกำไรทั้งจาก IPP wind และสื่อสารที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มกำไร 2Q68 คาดกำไรโตต่อ QoQ, YoY เป็น high season demand กำไรจาก ADVANC ก็ยังดี data center phase แรกเริ่มเปิดเดือน พ.ค.นี้ และรับเงินปันผลจาก KBANK ระยะถัดไปยังคงมีปัจจัยหนุนจากการควบรวมและตั้งบริษัทใหม่ ทำให้งบดุลแข็งแกร่งเพิ่มความสามารถในการลงทุนขยายธุรกิจใหม่ทางด้าน Data center และ AI Cloud Solutions)
KLINIQ แนะนำซื้อ / ราคาเป้าหมาย 35.50 บาท) ประเมินกำไรสุทธิ 2Q68 อยู่ที่ 90ลบ. (+21%YoY , +6%QoQ) แม้มีปัจจัยลบจากการขยายสาขา 5 แห่งใน 2Q68 และปิด L.A.B.X 1 แห่ง(คาดรายการ impairment ราว -2 ลบ.) แต่คาดปัจจัยบวกมีน้ำหนักมากกว่าจากรายได้ +YoY +QoQ ส่วนช่วงที่เหลือปีนี้ 3Q68 คาด จะกดดันจากการเปิดสาขา 4 แห่งรวมถึงสาขาที่เปิดใน 2Q68 ยังไม่ Breakeven แต่ YoYยังจะเห็นกำไรเป็นบวกได้ต่อ ขณะที่ข้ามไป 4Q68 คาดว่าจะมีการเปิดสาขาใหม่แห่งเดียว และรายได้จากสาขาใหม่ดีขึ้นจาก 3Q68 ส่งผลให้เราคาดว่า 4Q68 จะเป็นจุดสูงสุดของปี ปัจจุบัน เราคาดกำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 ของ KLINIQ ที่ 371 ลบ.( +15%YoY) และ 448 ลบ.(+20%YoY)
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้
Facebook คลิก [https://www.facebook.com/thunhoonnews
](https://www.facebook.com/thunhoonnews)
Youtube คลิก [https://www.youtube.com/c/ThunhoonOfficial
](https://www.youtube.com/c/ThunhoonOfficial)
Tiktok คลิก [https://www.tiktok.com/@thunhoon_/
](https://www.tiktok.com/@thunhoon_/)